เสียงจามติดต่อกันสามครั้งติดในห้องซ้อมดนตรีแคบๆ อับชื้น กลิ่นฝุ่นจากตู้แอมป์เก่าๆ และกลิ่นอับของพรมปูพื้นไม่ได้ทำให้มินหงุดหงิดเท่ากับกระดาษโน้ตบนตักที่เธอขยำมันทิ้งเป็นก้อนที่สิบห้าแล้ว
ปากกาหมึกซึมราคาแพงถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะไม้จนเกิดเสียงดังลั่น มินยกมือขึ้นขยี้ขมับที่ตุบๆ ด้วยความเครียดสะสม ใบหน้าที่มักจะเชิดรั้นและเต็มไปด้วยความมั่นใจยามอยู่หน้าไมโครโฟน ตอนนี้กลับซีดเซียวจนน่าใจหาย ริมฝีปากแห้งผากไร้สีเลือด ขอบตาดำคล้ำจากการนอนไม่พอติดต่อกันหลายคืนเพื่อปั่นเดโม่เพลงใหม่ส่งค่ายเพลง
"ถ้ายังฝืนแต่งต่อแบบนี้ เพลงของเธอคงไม่ทันได้ดังหรอกมิน... แต่มันจะพาเธอไปโรงพยาบาลก่อน"
เสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนกระด้างดังขึ้นที่กรอบประตู คีย์ยืนกอดอกพิงวงกบ สายตาดุๆ กวาดมองสภาพยับเยินของคนตัวเล็กกว่าตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหล่อเหลาบึ้งตึงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ยิ่งดูหงุดหงิดคูณสองเมื่อเห็นสภาพของนักร้องนำประจำวง
มินเงยหน้าขึ้น ส่งสายตาวาวโรจน์กลับไปทันทีโดยไม่ยอมแพ้แม้แต่เซนติเมตรเดียว เธอกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอที่เจ็บแสบ "เรื่องของฉัน ฉันจะแต่งให้เสร็จคืนนี้ นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่ง"
"สิทธิ์ในฐานะมือกีตาร์ที่ต้องเล่นเพลงห่วยๆ ที่คนสมองทึบแต่งไง" คีย์เดินดุ่มๆ เข้ามาในห้อง ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าไม่กี่ก้าวก็มายืนค้ำหัวโต๊ะทำงานของเธอ แรงกดดันจากตัวตนของเขามันชัดเจนเสียจนมินต้องเงยหน้าสู้สายตา แม้ว่าตอนนี้หัวเธอจะหมุนติ้วจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่แล้วก็ตาม "ดูสภาพตัวเองสิ มิน หน้าซีดเป็นไก่ต้ม เสียงแหบแห้งยิ่งกว่ากีตาร์สายเจ็ดขาด ถ้าขืนฝืนลากสังขารไปอัดเสียงพรุ่งนี้ มีหวังล่มทั้งวง"
"ฉันบอกว่าไหวไง! นายหูหนวกหรือไงคีย์!" มินตวาดกลับ เสียงที่พยายามเค้นออกมาแหบพร่าจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ ความดื้อรั้นทำให้เธอยันตัวลุกขึ้นยืนเพื่อไม่ให้ดูด้อยกว่า แต่ความหน้ามืดพุ่งจู่โจมกะทันหัน โลกทั้งใบหมุนเคว้งจนขาแทบทรุด
ฟึ่บ!
ไวเท่าความคิด ท่อนแขนแข็งแรงของคนปากร้ายคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะล้มพับลงไปกองกับพื้น แรงดึงกระชากทำให้มินเซถลาเข้าไปปะทะแผงอกกว้าง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นอายความสะอาดเฉพาะตัวของคีย์ลอยเข้าจมูก
มินชะงัก หัวใจที่เต้นผิดจังหวะอยู่แล้วเพราะพิษไข้ ยิ่งเต้นรัวแรงขึ้นไปอีกจนน่ากลัว ไม่ใช่เพราะความเขินอาย... แต่เป็นเพราะความหงุดหงิดที่เธอเกลียดตัวเองในยามอ่อนแอแบบนี้ต่างหาก
"ปล่อยนะ..." เธอพึมพำเสียงเบาหวิว มือบางพยายามดันอกแกร่งออก แต่คีย์กลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น สีหน้าของเขายามนี้ไม่ได้กวนประสาทหรือเยาะเย้ยเหมือนเคย มีเพียงความดุดันเจือความกังวลที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่คม
"ดื้อด้าน" คีย์พ่นลมหายใจออกทางจมูกด้วยความหัวเสีย เขาใช้มืออีกข้างอังหน้าผากมนที่ร้อนฉ่า "ตัวร้อนเป็นไฟยังปากดีอยู่อีกล่ะ มือปราบความดื้อแบบเธอนี่มันสมควรโดนจับตีสักทีสองที"
"นายมัน... ปากเสีย..." มินกัดฟันกรอด พยายามฝืนแรงยืนด้วยลำขาตัวเอง แม้ว่าหัวเข่าจะสั่นพับๆ "ถึงฉันจะป่วย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องของนาย ปล่อย!"
คีย์ยอมปล่อยมือออกอย่างไม่เต็มใจนัก แต่สายตายังคงจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขากลอกตาขึ้นฟ้าถอนหายใจยาวเหยียดราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ ก่อนจะหันไปหยิบถุงกระดาษจากร้านขายยาที่วางอยู่บนโซฟามาโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอเสียงดังตุ้บ
มินก้มลงมองถุงยานั้นด้วยความงุนงง แกะดูข้างในพบทั้งยาลดไข้ วิตามินซี ยาแก้เจ็บคอ และเกลือแร่ซองสีส้มที่จัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ
"อะไร..." เธอมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ
"ตาทึบหรือไง ยากล่อมคนดื้อให้หยุดสร้างปัญหา" คีย์แค่นหัวเราะในลำคอ เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างแนบเนียน "ฉันไม่ได้ซื้อให้เพราะเป็นห่วงเธอหรอกนะ อย่าเข้าใจผิด แค่ไม่อยากให้ตารางซ้อมต้องมาล่มเพราะนักร้องนำสมองนิ่มเป็นไข้ตายคาห้องซ้อมก็เท่านั้นแหละ"
คำพูดขวานผ่าซากตามสไตล์พ่อหนุ่มซึนเดเระไม่ได้ทำให้มินรู้สึกโกรธเหมือนเคย ตรงกันข้าม ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกำลังอุ่นวาบขึ้นในอก หัวใจที่ด้านชาจากการกดดันตัวเองมานานนับเดือนเหมือนถูกโน้ตดนตรีทุ้มลึกโอบกอดไว้อย่างอ่อนโยน
มินเม้มริมฝีปากแน่น ซ่อนรอยยิ้มบางๆ ที่ผุดขึ้นมาที่มุมปากอย่างรวดเร็ว เธอกอดอกมองหน้าคนปากแข็งที่ตอนนี้ยืนเอามือซุกกระเป๋าเกงเกงทำเป็นมองโน่นมองนี่แก้เขิน
"ปากแข็งชะมัด..." เธอกระซิบเบาๆ
"ฉันได้ยินนะ" คีย์หันกลับมาทำหน้าดุใส่ทันที "กินยาซะ แล้วก็กลับห้องไปนอน เดี๋ยวนี้! ถ้าพรุ่งนี้ฉันเห็นเธอยังหน้าซีดเป็นผีดิบอยู่แบบนี้อีก ฉันจะเผากีตาร์โปร่งตัวโปรดของเธอทิ้งซะ"
"นายกล้าเหรอ นั่นมันกีตาร์คู่ใจฉันนะ!" มินแหวใส่ เสียงเริ่มมีพลังขึ้นมาบ้างแล้วจากความโมโหที่โดนขู่
"ก็ลองดูว่าฉันกล้าไหม" คีย์ยักคิ้วกวนประสาท ทว่าแววตาที่มองกลับมานั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่เจ้าตัวพยายามกลบเกลื่อนสุดชีวิต
บรรยากาศในห้องซ้อมที่เคยตึงเครียดกลับผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด เสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ส่งเสียงฮัมเบาๆ เป็นแบ็คกราउंडให้กับจังหวะหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นตรงกันอย่างไม่ได้นัดหมาย มินหยิบซองเกลือแร่ขึ้นมาฉีกอย่างจำยอม โดยมีสายตาคมกริบของมือกีตาร์ปากร้ายคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดอย่างรวดเร็วก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกผางโดยไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องอนุญาต ร่างสูงโปร่งของ "กรณ์" โปรดิวเซอร์หนุ่มชื่อดังจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มพราวเสน่ห์ในมือถือกระดาษเดโม่เพลง
"อ้าว คีย์ มิน ยังอยู่กันเหรอเนี่ย ดีเลย พอดีผมผ่านมาแถวนี้เลยแวะเอาเพลงที่แก้เนื้อมาให้ดู..." กรณ์ชะงักฝีเท้าลงเมื่อกวาดสายตาเห็นระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ที่ยืนชิดกันจนเกินงาม รวมถึงถุงยาบนโต๊ะ
คีย์หุบยิ้มฉับพลัน ใบหน้าหล่อเหลากลับมาบึ้งตึงดาร์กสนิทในเสี้ยววินาที บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบ
กรณ์กวาดตามองทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มรู้ทัน ก่อนจะยกย่องมุมปากแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้คีย์ต้องกำหมัดแน่น "ดูท่าทาง... ผมจะมาขัดจังหวะสำคัญอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านจังหวะหัวใจในบทนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วมาลุ้นกันต่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะพาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไปในทิศทางไหนครับ
กีตาร์ตัวนั้นกับโน้ตที่ไม่ลงตัวของนายปากร้าย•ตอนที่ 11
คำพูดร้ายๆ ที่ซ่อนความห่วง
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กีตาร์ตัวนั้นกับโน้ตที่ไม่ลงตัวของนายปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!