"ถ้าคุณธันวาว่างงานจนไม่มีอะไรทำ รบกวนไปนั่งตรวจแบบโครงสร้างชั้นสี่ให้มันจบๆ เถอะครับ อย่ามาเดินวนเวียนทำตัวเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่แถวซุ้มต้นไม้ของผมเลย ผมเวียนหัว"
พู่กันวางกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ลงบนโต๊ะไม้สนกระแทกเสียงดังพอประมาณ เจ้าตัวปัดเศษใบไม้แห้งออกจากกางเกงยีนส์เลอะเปื้อนดิน ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับสถาปนิกหนุ่มมาดเนี้ยบที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้ระเบียงด้วยสีหน้าระรื่น ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตพับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอกดูขัดตาขัดใจกับบรรยากาศไซต์งานจัดสวนกลางแจ้งเสียเหลือเกิน แต่กระนั้น ความสะอาดสะอ้านและรัศมีคุณชายของเขากลับไม่ยอมลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างกวนประสาท รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นมานั้นชวนให้คนมองอยากจะคว้ากระถางต้นไม้มาปาใส่หน้าเสียให้รู้แล้วรู้รอด
"ใครบอกว่าผมว่างงานครับคุณนักจัดสวน" ธันวาขยับตัวเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว ขายาวๆ ของเขาทำให้ระยะห่างระหว่างเราหดหายไปอย่างรวดเร็ว "งานในออฟฟิศน่ะกองเป็นภูเขา แต่พอดี... โต๊ะทำงานของผมมันหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แดดมันแยงตาตอนบ่าย เลยต้องหาที่ร่มๆ อากาศถ่ายเทสะดวกมานั่งตรวจแบบแทน"
"แถวออฟฟิศคุณไม่มีร้านกาแฟติดแอร์เหรอครับ หรือว่าหมดตัวจากค่ากาแฟแก้วละสองร้อยไปหมดแล้ว ถึงต้องมาอาศัยร่มเงาไซต์งานชาวบ้านเขาฟรีๆ แบบนี้" พู่กันสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนด้วยความหมั่นไส้เต็มประดา เธอยกมือขึ้นกอดอกบ้าง พยายามถอยหลังหนีหนึ่งก้าวเมื่อร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาอยู่ในรัศมีหายใจที่ใกล้เกินความจำเป็น
"ร้านกาแฟไม่มีสุนทรียภาพเท่าที่นี่หรอกครับ" ธันวาตอบเสียงนุ่ม สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วบริเวณพื้นที่สีเขียวที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละน้อย ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้ามอมแมมของหญิงสาว "อีกอย่าง... แถวนี้มีคนแถวนี้คอยเดินสะดุดนู่นสะดุดนี่ให้ดูแก้เครียดด้วย คุ้มยิ่งกว่าจ่ายค่ากาแฟแพงๆ ตั้งเยอะ"
"นี่คุณ! ฉันไม่ได้สะดุดโง่ๆ แบบนั้นสักหน่อย แค่รากไม้เจ้ากรรมมันดันโผล่ขึ้นมาทักทายผิดจังหวะต่างหากเล่า!" พู่กันโวยวายหน้าแดงก่ำ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าที่เธอเดินสะดุดรากต้นเหลืองอินเดียจนเกือบหน้าคว่ำคล้ายกบโดนทุบหัว แถมยังมีสายตาดุๆ ของสถาปนิกจอมจู้จี้คนนี้ยืนกอดอกมองนิ่งๆ อยู่บนระเบียงตึกด้วยความขบขันอีกต่างหาก มันน่าอายเสียจนอยากจะเอาหน้ามุดลงไปในดินตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอด
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าในอกจนคนฟังต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมา ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากตัวเขามักจะมีอิทธิพลแปลกๆ แบบนี้เสมอ มันไม่ใช่ความฉาบฉวย แต่เป็นความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาไม่เคยปากตรงกับใจเลยสักครั้ง
"แล้วนี่... จะกลับยังไงครับ" ธันวาเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มตั้งท่าจะยกกรรไกรขึ้นมาขู่ "เย็นขนาดนี้แล้ว รถไฟฟ้าคนน่าจะแน่นเป็นปลากระป๋อง หรือจะให้ผมช่วยแบกคุณขึ้นหลังกลับคอนโดดีล่ะ"
"พูดจาเพ้อเจ้ออีกแล้วนะคุณธันวา ฉันมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างปากซอย มีรถเมล์สายประจำ และที่สำคัญ... ฉันขับรถเป็นค่ะ!" พู่กันเถียงเสียงแข็ง
"อ๋อเหรอครับ ขับรถเป็น... แต่เมื่อวานซืนน้ำมันหมดกลางทางจนต้องโทรเรียกผมให้เอาแกลลอนไปส่ง ใครกันนะที่ยืนหน้าหงิกอยู่ข้างทางเหมือนเด็กโดนแย่งอมยิ้ม"
"นั่นมัน... มันอุบัติเหตุทางเทคนิคต่างหาก! น้ำมันสำรองบอกว่ายังวิ่งได้อีกสิบกิโล แต่มันดันโกหกฉัน!"
พู่กันเถียงคอเป็นเอ็น แก้มป่องๆ ขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความอับอายขายหน้า เหตุการณ์วันนั้นเธอยังจำได้แม่น ธันวาขับรถสปอร์ตคันหรูฝ่าฝนปรอยๆ มาจอดเทียบ พร้อมกับยื่นร่มคันใหญ่และกาแฟร้อนให้เธอโดยไม่บ่นสักคำ แม้ปากจะพ่นคำบ่นกระpอดกระpแปดว่าเธอสะَเพร่าก็เถอะ
ธันวาอมยิ้มบางๆ แววตาที่มองมาทอประกายอ่อนโยนขึ้นอย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเบาๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงไปถนัดตา
"บังเอิญจริงๆ ครับ... วันนี้ผมต้องขับรถไปธุระแถวคอนโดคุณพอดี"
พู่กันหรี่ตามองอย่างไม่ไว้วางใจ "ธุระอะไรของคุณ แถวคอนโดฉันมีอะไรน่าสนใจเหรอ หรือว่าคุณแอบไปซื้อหุ้นร้านสะดวกซื้อแถວນั้นไว้"
"เปล่าหรอกครับ แค่ผ่านไปทำธุระ... ทางผ่านจริงๆ" ธันวาโกหกหน้าตาย ทั้งที่คอนโดของเขาอยู่คนละทิศคนละทางกับคอนโดของเธอราวฟ้ากับเหว และพรุ่งนี้เขาก็ไม่มีกำหนดการอะไรแถวนั้นเลยแม้แต่น้อย "เกรงใจจัง กลัวว่าถ้าปล่อยให้คุณกลับเองแล้วเกิดรถหมดน้ำมันกลางทางรอบสอง ผมคงต้องตามไปรับไปส่งจนกลายเป็นคนขับรถส่วนตัวของคุณไปจริงๆ"
"ใครอยากให้คุณมาเป็นคนขับรถส่วนตัวกันล่ะ หลงตัวเองชะมัด!"
พู่กันพึมพำเสียงเบາ แต่กลับไม่ยอมเดินหนีไปไหน เธอวางอุปกรณ์ลงในกล่องเครื่องมืออย่างเรียบร้อย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวันทำให้ความคิดเรื่องการเบียดเสียดบนรถไฟฟ้าช่างน่ากลัวเหลือเกิน การมีรถยนต์เปิดแอร์เย็นฉ่ำนั่งกลับบ้านจึงเป็นข้อเสนอที่ปฏิเสธได้ยากเสียเหลือเกิน... โดยเฉพาะเมื่อคนขับรถจำเป็นคือคนที่ชอบกวนประสาทเธออยู่เรื่อยคนนี้
"แล้วแต่คุณจะคิดเลยครับ" ธันวาผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญ "เชิญครับคุณนักจัดสวน รถผมจอดรออยู่ฝั่งโน้น แอร์เย็นเพลงเพราะ รับรองว่าไม่มีน้ำมันหมดกลางทางแน่นอน"
รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากไซต์งานท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู ภายในห้องโดยสารเปิดเพลงแจ๊สคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศผ่อนคลายจนพู่กันเผลอพิงศีรษะกับเบาะนุ่มๆ แอบลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสถาปนิกหนุ่มที่ตั้งใจขับรถอย่างเงียบเชียบ
ความเงียบในรถไม่ได้อึดอัด แต่มันกลับอบอุ่นอย่างประหลาด ธันวามักจะเป็นแบบนี้เสมอ ปากบอกว่าผ่านมาทางนี้ ปากบอกว่ารำคาญ แต่ทุกครั้งที่มีปัญหา เขากลับเป็นคนแรกที่โผล่มาจัดการให้โดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ
"นี่คุณธันวา..." พู่กันเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
หันไปมองหน้าคนขับเล็กน้อย "คะ... ครับ?" ธันวาเกือบจะหลุดคำว่า 'ครับ' แบบปกติ แต่ดันสะดุดกับเสียงเรียกที่นุ่มนวลกว่าทุกทีของเธอจนเกือบเลี้ยวรถตกถนน
พู่กันไม่ได้สังเกตความผิดปกตินั้น เธอก้มหน้ามองมือตัวเองที่ประสานกันอยู่บนตัก เอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิวที่แทบจะจมหายไปกับเสียงเพลง
"ขอบคุณนะ... ที่บอกว่าผ่านทางนี้ตลอด"
ธันวาไม่ได้ตอบอะไรในทันที เขานิ่งอึ้งไปชั่ววินาที หัวใจในอกเต้นกระหน่ำผิดจังหวะจนกลัวว่าเธอจะได้ยิน ชายหนุ่มหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลัก มุ่งหน้าไปยังคอนโดมิเนียมของหญิงสาว ปลายลิ้นกวาดผ่านริมฝีปากแห้งผากก่อนจะตัดสินใจพูดความจริงที่เก็บไว้ในใจออกไปเบาๆ
"จริงๆ แล้ว... ผมไม่ได้ผ่านมาทางนี้หรอกครับพู่กัน"
พู่กันหันขวับมามองทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "หะ... ว่ายังไงนะ?"
ธันวาชะลอรถจอดติดไฟแดง ชายหนุ่มหันมาสบตากับเธอตรงๆ แววตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความกวนประสาท บัดนี้กลับฉายแววความจริงจังและความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะปิด
"ผมตั้งใจขับรถไปรับคุณ... ต่างหากล่ะครับ"
ยังไม่ทันที่พู่กันจะได้อ้าปากประท้วงหรือเอ่ยถามอะไรกลบเกลื่อนความเขินอาย หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนคอนโซลหน้ารถก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ...
**[Incoming Call: เมฆา]**
ธันวานิ่งงันไปทันที บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่ถูกแช่แข็งลงในพริบตา เมื่อชื่อของคู่ปรับตลอดกาลปรากฏขึ้นในวินาทีที่หัวใจของเขากำลังจะก้าวข้ามเส้นขีดจำกัดของคำว่า "เจ้านายกับเพื่อนร่วมงาน"
"รับสิครับ..." ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ แต่สันกรามกลับขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ดวงตาคมมองตรงไปที่สัญญาณไฟจราจรที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียว แต่ร่างทั้งร่างกลับหยุดนิ่งราวกับถูกตรึงไว้กับเบาะ "เผื่อคุณเมฆาเขาจะผ่าน... มาแถวนี้เหมือนกัน"
สายลมแผ่วเบาพัดผ่านค่ำคืนนี้ไปพร้อมกับความเงียบงันที่น่ากลัวที่สุดในรอบปี...
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ)
สายลมแผ่วเบา
สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์มัดจำใจ•ตอนที่ 17
ข้ออ้างของการไปรับไปส่ง
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์มัดจำใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!