“ผมไม่ได้จ้างคุณมาเพื่อเปลี่ยนไซต์งานก่อสร้างให้กลายเป็นสวนหย่อมหลังบ้านคุณยายนะครับ คุณพู่กัน”
เสียงทุ้มต่ำของธันวาดังขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องปั่นไฟที่ดังกระหึ่ม เขาเดินดุ่มเข้ามาในพื้นที่ก่อสร้างโซนหลังอาคาร ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังกลุ่มต้นไม้ที่ถูกนำมาวางสลับตำแหน่งจากแปลนที่เขากำกับไว้อย่างเด็ดขาด
พู่กันที่กำลังนั่งยองๆ ใช้พลั่วเล็กๆ พรวนดินข้างต้นน้ำเต้าต้น ยืดตัวขึ้นช้าๆ เธอปัดฝุ่นออกจากมือเบาๆ ก่อนจะเสยผมที่ปรกหน้าด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ทั้งที่สถานการณ์ตอนนี้เรียกว่า ‘ระเบิดเวลา’ ก็คงไม่เกินจริง
“คุณธันวาคะ... อ้อ ลืมไป คุณไม่ชอบให้เรียกคะขา” เธอแสยะยิ้มมุมปาก “คุณธันวาครับ มองให้ลึกกว่าผังงานสักนิดได้ไหม นี่คือทิศทางของลมและแสงอาทิตย์ที่มันตกกระทบอาคารกระจกที่คุณภูมิใจนักหนา ถ้าผมไม่วางตรงนี้ พอบ่ายสามโมง ออฟฟิศคุณจะกลายเป็นตู้อบไมโครเวฟขนาดยักษ์ แล้วอย่ามาโวยวายทีหลังนะว่าแอร์ไม่เย็น”
ธันวาชะงักไปเล็กน้อย เขาขยับแว่นสายตาพลางกอดอกมองร่างสูงโปร่งที่ยืนท้าทายเขากลางแดดจัด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเถียง แต่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า ‘ตรรกะ’ ของเธอเริ่มเข้ามากระแทกใจเขาอย่างแรง
“ผมคำนวณไว้แล้ว เรื่องการระบายความร้อนผมทำมาตลอดห้าปี”
“นั่นมันทฤษฎีในห้องแอร์ครับ” พู่กันก้าวเข้ามาใกล้จนธันวาต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว “ธรรมชาติมันมีจังหวะของมัน ต้นไม้พวกนี้ไม่ใช่แค่ของตกแต่ง มันคือองครักษ์พิทักษ์ความเย็นให้ตึกของคุณ ถ้าคุณยอมให้มันอยู่ตรงนี้ ผมรับประกันว่าค่าไฟคุณจะลดลงห้าเปอร์เซ็นต์ภายในเดือนแรก”
ธันวาเงียบไป เขามองไปยังกลุ่มต้นไม้นั้นอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้มองด้วยสายตาของสถาปนิกที่ยึดติดกับเส้นกริด แต่เขามองเห็น ‘ความตั้งใจ’ ที่ซ่อนอยู่ในองศาการวางกิ่งก้าน พู่กันเลือกพันธุ์ไม้ที่มีใบหนาทึบในจุดที่แสงแดดส่องกระทบแรงที่สุด และเลือกไม้ใบโปร่งในจุดที่ต้องการลมหมุนเวียน
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้เบาๆ ธันวาขมวดคิ้ว เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่ฐานของต้นไม้แต่ละต้น มีการโรยหินกรวดสีธรรมชาติที่ดูเหมือนจะสุ่มวาง แต่หากมองจากมุมบน มันคือเส้นสายที่นำพากระแสน้ำฝนให้ไหลไปรวมกันที่บ่อพักน้ำขนาดเล็กที่เธอแอบสร้างไว้โดยไม่บอกกล่าว
“คุณ... ทำระบบจัดการน้ำไว้ด้วยเหรอ”
“ก็ตึกนี้มันมีจุดบอดเรื่องการระบายน้ำเสียทิ้ง พื้นที่ตรงนี้มันเฉอะแฉะ ผมเลยเปลี่ยนมันให้เป็นวงจรนิเวศเล็กๆ สวยด้วย มีประโยชน์ด้วย ไม่ดีเหรอครับคุณสถาปนิก”
ธันวาเม้มปากแน่น เขาอยากจะดุต่อที่เธอทำอะไรโดยพลการ แต่คำพูดเหล่านั้นกลับจุกอยู่ที่คอ ความใส่ใจในรายละเอียดที่เกินหน้าที่นักแลนด์สเคปทั่วไปทำ ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำแพงในใจที่ก่อไว้สูงชันเริ่มมีรอยร้าว
“ผมยังไม่อนุญาตให้ผ่าน” ธันวาพูดเสียงเรียบ แม้ในใจจะเริ่มคล้อยตาม “แต่ถ้าพรุ่งนี้เช้าคุณสามารถพิสูจน์ได้ว่าต้นไม้พวกนี้ไม่รบกวนทัศนียภาพของกระจกบานหน้า...”
“ผมพิสูจน์ให้คุณเห็นตั้งแต่วินาทีที่ผมวางต้นแรกแล้วครับ” พู่กันแทรกขึ้น ดวงตาเป็นประกายวับวาว “แค่คุณยอมละสายตาจากแบบร่างในมือ แล้วเปิดใจมอง ‘ชีวิต’ ที่ผมตั้งใจใส่ลงไป คุณจะเห็นเองว่าทำไมผมถึงกล้าเถียงคุณ”
เธอยื่นมือที่เลอะดินออกมาตรงหน้าเขา เหมือนจะท้าทายให้เขารับข้อเสนอ ธันวานิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือเข้าไปจับมือเล็กนั้นเพื่อพยุงเธอขึ้น ทั้งที่ตั้งใจจะแค่คว้าแขน แต่สัมผัสจากมือที่นุ่มและอบอุ่นกว่าที่คิดทำให้เขาต้องรีบปล่อยราวกับถูกไฟฟ้าช็อต
“กลับไปเตรียมตัวสำหรับประชุมพรุ่งนี้เถอะครับ อย่าให้ผมต้องเสียเวลาแก้แบบของคุณ”
เขารีบหมุนตัวเดินหนี แต่จังหวะที่ก้าวผ่านรถตู้สีดำที่จอดอยู่ด้านหลัง เขาก็ชะงักเมื่อเห็นร่างของเมฆายืนพิงรถสูบบุหรี่อยู่ กลิ่นควันจางๆ ลอยมาปะทะจมูก
“งานดีนี่พู่กัน... ดูท่าทางคุณธันวาจะเริ่ม 'หวั่นไหว' กับความติสต์ของคุณเข้าแล้วนะ” เมฆาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเย็นยะเยือก
ธันวาหันกลับไปมอง พู่กันที่ตอนแรกดูมั่นใจกลับชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเมฆา ส่วนธันวานั้นกำหมัดแน่นเมื่อเห็นคู่แข่งเดินตรงเข้ามาหาพู่กันพร้อมกับเอกสารบางอย่างในมือ
“คุณพู่กันครับ ถ้าโปรเจกต์นี้มันอึดอัดเกินไป ข้อเสนอของผมที่เคยส่งให้ ยังรอคุณอยู่เสมอนะครับ... และผมบอกไว้เลยว่า ธันวาเขาก็แค่หวงอำนาจไปวันๆ ไม่ได้มองเห็นค่าศิลปะในตัวคุณจริงๆ หรอก”
หัวใจของธันวากระตุกวูบ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองก้าวเท้ากลับไปยืนข้างพู่กันตั้งแต่เมื่อไหร่ ก่อนจะคว้าข้อมือเธอไว้โดยสัญชาตญาณ
“เขาไม่ได้มีอำนาจเหนือโปรเจกต์นี้ครับคุณเมฆา เพราะคนที่จะตัดสินทุกอย่าง คือตัวผม... และผมก็ตัดสินใจแล้วว่า ผมจะให้พู่กันเป็นคนดูแลแลนด์สเคปทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ส่วนคุณ... เชิญกลับไปได้แล้วครับ ก่อนที่ผมจะแจ้งความข้อหาบุกรุก”
เมฆายกยิ้มที่ดูน่ารังเกียจก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ธันวายังคงจับข้อมือพู่กันไว้แน่นจนเขาเองก็เริ่มประหม่า
“คุณธันวา... ปล่อยได้แล้วครับ ผมเจ็บ” พู่กันเอ่ยเบาๆ ทำลายความเงียบ
ธันวารีบปล่อยมือทันที ใบหน้าคมคายเริ่มขึ้นสีจางๆ เขาทำท่าจะหันหลังกลับ แต่แล้วพู่กันก็คว้าชายเสื้อสูทเขาไว้
“เดี๋ยวครับ... ที่บอกว่าจะให้ผมทำต่อ นี่หมายความว่าคุณยอมรับในสิ่งที่ผมทำแล้วใช่ไหมครับ?”
ธันวาไม่ได้หันกลับไปมอง แต่เขาสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยของอีกฝ่าย “...ก็แค่เพราะขี้เกียจเสียเวลาหาคนใหม่ ไม่ได้มีความหมายอื่น”
เขารีบเดินจ้ำอ้าวออกจากไซต์งานทันที แต่ในขณะที่กำลังเดินไปที่รถ เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตในโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นข้อความจากพู่กันที่เขารู้สึกแปลกใจเพราะปกติเธอไม่ค่อยทักแชตส่วนตัว
[พู่กัน]: 'ขอบคุณนะครับคุณสถาปนิกปากจัด... ที่เชื่อใจผมสักที'
[พู่กัน]: 'แต่ถ้ารู้สึกหวั่นไหวกับความตั้งใจของผมมากไปจนนอนไม่หลับ บอกผมได้นะครับ เดี๋ยวผมหาทางแก้ให้'
[พู่กัน]: 'ปล. ผมแอบเห็นนะว่าหูคุณแดงตอนที่คุณจับมือผมเมื่อกี้'
ธันวาเบิกตากว้าง นิ้วโป้งของเขารีบกดพิมพ์ข้อความกลับไปอย่างลนลาน 'ไม่ได้หวั่นไหวสักหน่อย แค่รำคาญ!' แต่ก่อนที่จะกดส่ง เขากลับเผลอไปกดปุ่ม ‘ยกเลิกข้อความ’ พร้อมกับเผลอกดเข้าที่รูปโปรไฟล์ของเธอแล้วกด ‘แอดเพื่อน’ เข้าไปในกลุ่มสนทนาส่วนตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ
และในวินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากหน้าจอของพู่กันที่ยังคงยืนอยู่ไม่ไกลนักก็ดังขึ้นชัดเจน... เธอค่อยๆ หันกลับมามองเขาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ธันวาแทบหยุดหายใจ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ถักทอขึ้นในทุกตอนนะครับ - สายลมแผ่วเบา
สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์มัดจำใจ•ตอนที่ 4
จุดเชื่อมต่อที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์มัดจำใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!