"ถ้าคุณธันวาเอาต้นไม้ใบด่างราคานับแสนมาไว้ตรงมุมตึกปูนเปลือยดิบๆ นี่จริง ผมเกรงว่ามันจะกลายเป็นสุสานพฤกษชาติ มากกว่าจะเป็นสวนหย่อมพักผ่อนนะครับ"
เสียงหวานใสแต่แฝงความกวนประสาทดังขึ้นทันทีที่หน้าจอโทรศัพท์ของพู่กันดับลง เธอไม่ได้สนใจเสียงแจ้งเตือนที่เพิ่งเด้งขึ้นเมื่อครู่แม้แต่น้อย ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสจ้องมองแปลนงานบนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่สลับกับใบเสนอราคาวัสดุก่อสร้างในมือด้วยสีหน้าจริงจัง ทว่ามุมปากกลับหยิ้มยั่วเย้าเหมือนแมวตัวแสบที่กำลังจับผิดทาสผู้เคร่งขรึมได้
ธันวาชะงักมือที่กำลังถือปากกาหมึกซึมราคาแพง สถาปนิกหนุ่มกวาดสายตาคมกริบมองหญิงสาวตรงหน้า ชุดเอี๊ยมยีนส์เลอะคราบดินและสีอะکریลیکไม่ได้ลดทอนความน่าหมั่นไส้ของเธอลงเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้ท่าทางมั่นอกมั่นใจนั้นดูโดดเด่นจนน่าหมั่นเขี้ยว
"ผมเลือกวัสดุทุกชิ้นตามหลักสถาปัตยกรรมที่คำนึงถึงความคง
ทนและสุนทรียศาสตร์ระยะยาวครับคุณพู่กัน ไม่ใช่เลือกจากความรู้สึกชั่ววูบเหมือนตอนที่คุณเลือกจะปลูกต้นเฟิร์นข้าหลวงไว้กลางแดดเปรี้ยงเมื่อสัปดาห์ก่อน" ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าสายตาพราวระยับที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นสายตากลับฟ้องชัดว่าเขากำลังสนุกกับการต่อปากต่อคำนี้แค่ไหน
"นั่นเรียก 'ศิลปะแบบดิบเซอร์' ต่างหากล่ะครับคุณธันวาผู้ไร้ซึ่งจินตนาการ ต้นไม้เขาก็มีชีวิตจิตใจนะ เขาอยากรับวิตามินดีบ้าง ผิดกับตึกทรงกล่องสี่เหลี่ยมของคุณที่หนาแน่นไปด้วยความเนี๊ยบจนน่าอึดอัด" พู่กันวางกระดาษในมือลงกระแทกโต๊ะเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าจางๆ ลอยแตะจมูกสถาปนิกหนุ่ม "พูดก็พูดเถอะ... ที่คุณค้านหัวชนฝาเรื่องสวนป่าดิบชื้นของฉันเนี่ย เพราะกลัวว่าสีเขียวธรรมชาติมันจะไปกลบความเท่ของปูนเปลือยฝีมือคุณ หรือกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าจริงๆ แล้วคุณเป็นคนอ่อนโยนกว่าที่เห็นกันแน่ครับ"
บรรยากาศในห้องทำงานโปร่งโล่งสไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์เงียบลงไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนา ระยะห่างระหว่างกันในตอนนี้ใกล้เสียจนเขารับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ สถาปนิกหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ปมในใจเรื่องความสมบูรณ์แบบที่เคยครอบงำทุกลมหายใจ พลันสั่นคลอนอย่างรุนแรงเมื่อเจอสายตาซุกซนคู่นั้น
ให้ตายเถอะ... ผู้หญิงคนนี้อันตรายต่อหัวใจที่ถูกปิดตายมานานหลายปีของเขาเสียจริง
"ผมไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้นแหละครับ" ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ จงใจขยับตัวถอยหลังเล็กน้อยเพื่อสร้างระยะห่างที่ปลอดภัย แต่สายตายังคงจดจ้องริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงฉอดๆ นั้นไม่วางตา "เพียงแต่โปรเจกต์นี้เราเซ็นสัญญาร่วมกัน สีเทาของคอนกรีตกับสีเขียวของธรรมชาติมันต้องบาลานซ์กันอย่างลงตัว ไม่ใช่เอาป่าดิบชื้นมาถมจนผมมองไม่เห็นทางเดินเข้าอาคารแบบที่คุณกำลังจะทำ"
"โถ... พ่อคุณ คอนกรีตเย็นชาปะทะป่าเขียวขจี ก็เหมือนคุณกับฉันนั่นแหละ ต่างฝ่ายต่างสุดโต่ง แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งปวดหัวเคลียร์แบบด้วยกันจนดึกดื่นทุกที" พู่กันหัวเราะคิกคัก ชอบใจที่ได้เห็นคนเจ้าระเบียบอย่างธันวาหาคำมาเถียงต่อไม่ได้ เธอทิ้งตัวลงนั่งพิงพนักเก้าอี้ ไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ "ว่าแต่... เมื่อกี้ใครส่งข้อความหาคุณเหรอครับ หน้าจอคุณสว่างวาบแถมสั่นรัวซะขนาดนั้น เมฆาโทรมาตามจีบให้ไปร่วมงานด้วยอีกรอบหรือเปล่า"
คำถามทีเล่นทีจริงนั้นทำให้ธันวาชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเกือบจะลืมข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์ที่เพิ่งเด้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ไปสนิท
หน้าจอที่แสดงชื่อผู้ติดต่อ... และข้อความที่ทำเอาหัวใจเขาเต้นผิดจังหวะ
*‘พู่กัน: ถ้าโปรเจกต์นี้เสร็จแล้ว... ไปกินชาบูกันนะคะ บอสใหญ่’*
ธันวาหันไปมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือคว่ำอยู่บนโต๊ะสลับกับใบหน้าใสซื่อของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขากลั้นยิ้มไว้แทบไม่อยู่เมื่อตระหนักได้ว่า เจ้าตัวแสบ Likely เผลอพิมพ์คำลงท้ายแบบนั้นส่งมาทางแชตส่วนตัวของเขา (แถมยังกดลบไม่ทันเพราะเขาดันตาดีเห็นเสียก่อน) และที่สำคัญที่สุด... เธอกำลังแกล้งทำเป็นลืมมันเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
"ไม่ใช่เมฆาหรอครับ..." ธันวาแกล้งทอดเสียงยานคาง ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น "แต่เป็นใครบางคน... ที่เพิ่งเผลอส่งคำชวนน่ารักๆ มาทางแชตส่วนตัวเมื่อกี้ต่างหากล่ะครับ"
พู่กันชะงักกึก ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปถึงใบหูอย่างรวดเร็ว เธออ้าปากพะงาบๆ จะเถียงแต่ก็หาคำพูดไม่เจอเมื่อโดนจู่โจมด้วยหลักฐานคาตา
"เอ่อ... ฉัน... ฉันหมายถึง..." แลนด์สเคปสาวเสียงตะกوتตะกะเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์ ดวงตากลมโตล่ำลั่นมองซ้ายมองขวาอย่างคนหาทางหนีทีไล่ไม่พบ
ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความหวานปนความเขินอنمที่ชวนให้อมยิ้มจนแก้มแทบปริ เสียงเคาะประตูกระจกหนา 3 ครั้งก็ดังขึ้นขัดจังหวะทันที
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ทั้งสองคนหันขวับไปมองพร้อมกัน ร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบกริบปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูกระจก รอยยิ้มทรงเสน่ห์แต่แฝงความเย่อหยิ่งที่คุ้นเคยดีถูกส่งตรงมาให้พู่กัน เมฆาก้าวเข้ามาในห้องทำงานด้วยท่าทางราวกับเป็นเจ้าของพื้นที่เสียเอง พร้อมกับช่อดอกไม้ช่อใหญ่ในมือ
"สวัสดีครับคุณพู่กัน ผมผ่านมาแถวนี้เลยแวะเอาแบบร่างแลนด์สเคปที่ผมเคยคุยไว้มาให้ดู... อ้าว ธันวา คุณก็อยู่ด้วยเหรอครับเนี่ย นึกว่านั่งทำงานอยู่แต่ในกรงปูนเปลือยของตัวเองซะอีก"
ธันวานิ่งเงียบ ใบหน้าคมคายกลับมาเรียบตึงเป็นน้ำแข็งอีกครั้งในเสี้ยววินาที ความอบอุ่นเมื่อครู่วันมลายหายไป เหลือเพียงรังสีความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่มจนพู่กันที่นั่งอยู่ตรงกลางรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่ดิ่งลงฮวบ
ดวงตาคมของธันวาหันกลับมามองเมฆาก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตากับพู่กันที่กำลังนั่งหน้าเสีย... และในวินาทีที่เมฆากำลังจะก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของเธอ ธันวาก็เอื้อมมือไปคว้ามือเรียวของพู่กันไว้แน่นต่อหน้าคู่แข่งทางธุรกิจอย่างไม่ทันตั้งตัว!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมความอบอุ่นให้หัวใจด้วยกันในตอนนี้นะครับ
สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์มัดจำใจ•ตอนที่ 5
เมื่อสีเขียวปะทะสีเทา
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์มัดจำใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!