กระบี่วิปลาสพาดฟ้ากับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลีโลก•ตอนที่ 2

พบพานท่ามกลางหิมะไร้ใจ

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
ความมืดมิดในห้วงเหวลึกมิได้ว่างเปล่า ทว่ามันเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่พร้อมจะบดขยี้กระดูกและเส้นเอ็นของผู้อ่อนแอให้แหลกสลายเป็นผุยผง *ตูม!* ร่างของลั่วอู๋หยาร่วงหล่นลงมากระแทกเข้ากับแผ่นน้ำแข็งโบราณที่หนาทึบจนเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะสะท้อนย้อนกลับขึ้นมาจนทำให้โลหิตในอกของเขาร้อนระอุ รสชาติคาวเลือดเอ่อล้นขึ้นมาที่มุมปาก ทว่าชายหนุ่มกลับมิได้เปล่งเสียงร้องครวญครางแม้แต่ครึ่งคำ นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบกายอย่างรวดเร็ว "ให้ตายสิ เจ้าสำนักเต่าล้านปีพวกนั้นคงวางแผนส่งข้ามาลงทัณฑ์ในนรกขุมที่สิบแปดเป็นแน่แท้!" เสียงบ่นงึมงำด้วยความหงุดหงิดดังขึ้นจากอกเสื้อ ก่อนที่หัวกลมๆ ของสัตว์อสูรตัวจิ๋วที่มีลักษณะคล้ายกิเลนผสมมังกรจะโผล่พรูออกมา มันคือ 'จิ่วฉี' อสูรบรรพกาลผู้ทำตัวราวกับบัณฑิตปากจัดประจำกายของเขา มันสะบัดขนที่เกาะติดเกล็ดน้ำแข็งออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ "อู๋หยา เจ้าลูกเต่า ลืมตาดูเสียเถอะว่าที่นี่คือที่ใด... หึ บรรยากาศช่างเหน็บหนาวจนข้าอยากจะจำศีลอีกสักสามพันปี" ลั่วอู๋หยายังไม่เอ่ยวาจาตอบโต้สหายตัวแสบ นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวกุมด้าม 'กระบี่หัก' ที่เหน็บอยู่ข้างเอวไว้แน่น ปราณกระบี่ในกายโคจรหมุนเวียนเพื่อขับไล่ความเย็นยะเยือกที่พยายามแทรกซึมเข้าสู่จุดชีพจร ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสมาธิของเขากลับไม่ใช่ความหนาวเหน็บระดับฉีกกระชากวิญญาณนี้ หากแต่เป็นบางสิ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของพวกเขาต่างหาก ท่ามกลางม่านหมอกสีขาวโพลนและเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาราวกับห่าฝนแห่งความตาย เงาร่างหนึ่งกำลังยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยวบนแท่นศิลาจารึกอักขระโบราณ นางเป็นสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะแรกแย้ง เส้นผมสีดำสนิททิ้งตัวยาวคลอเคลียแผ่นหลังบอบบาง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนเช่นลั่วอู๋หยาต้องกระตุกวูบ คือ 'รัศมี' ที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง—มันคือความเยือกเย็นที่ปราศจากกิเลส ปราศจากความรู้สึกนึกคิด และตัดขาดจากโลกหล้าอย่างสิ้นเชิง ราวกับนางไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ หากแต่เป็นรูปสลักน้ำแข็งที่ถูกสร้างขึ้นโดยทัณฑ์สวรรค์ เซียนจินหลิง... ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเขาโดยไม่ต้องมีใครบอกกล่าว ผู้สืบทอดวิชาธารน้ำแข็งพันปี ผู้ซึ่งสันโดษและไม่เคยย่างกรายเข้าสู่ยุทธภพที่แปดเปื้อนธุลีโลก เหตุใดนางจึงมาติดอยู่ ณ ก้นเหวแห่งนี้ด้วยเล่า? "ระวังหน่อย เจ้ามนุษย์โง่เขลา..." จิ่วฉีส่งเสียงกระซิบเตือนด้วยความระแวง "สตรีผู้นี้มิใช่คนธรรมดา กลิ่นอายความตายบนร่างนางหนาแน่นเสียยิ่งกว่าเงาอสูรพันปีเสียอีก พลังปราณระดับนี้... หากนางลงมือ ข้าเกรงว่าแม้แต่กระบี่หักในมือเจ้าก็อาจจะต้านรับไม่ไหว" ลั่วอู๋หยาไม่ได้ฟังคำเตือนนั้น สายตาของเขาสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นพอดิบพอดี นั่นคือดวงตาที่ไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ มันว่างเปล่า เย็นชา และลึกล้ำดั่งเหวลึกที่เขาร่วงหล่นลงมา แต่น่าแปลก... ในความว่างเปล่านั้น ลั่วอู๋หยากลับสัมผัสได้ถึงความร้าวรานบางเบาที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ภายใต้ชั้นน้ำแข็งหนาทึบ เซียนจินหลิงค่อยๆ เคลื่อนไหว ร่างของนางลอยเหนือพื้นศิลาเล็กน้อยอย่างไร้ซุ่มเสียง ปลายกระบี่ในมือของนางชี้ตรงมายังลั่วอู๋หยาโดยไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นราบเรียบราสายลมหนาวที่พัดผ่านยอดเขา แต่กลับก้องกังวานบาดลึกถึงจิตวิญญาณ "ผู้ใด... อนุญาตให้พวกเจ้าก้าวล่วงเข้ามาในดินแดนแห่งการหลับใหลนี้" คำพูดนั้นมิได้มีจิตสังหารรุนแรง ทว่ามันกลับกดทับบรรยากาศรอบตัวให้หนักอึ้งจนลมหายใจสะดุด ความกดดันระดับนี้เทียบได้กับการแบกภูเขาไว้ทั้งลูก ลั่วอู๋หยายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความพินาศสันตะโรตามแบบฉบับของเขา มือขวาขยับเข้าใกล้ด้ามกระบี่หักมากยิ่งขึ้น กลิ่นอายกระบี่อันดุดันเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่มเพื่อต้านทานแรงกดดันนั้นอย่างไม่เกรงกลัว "ดินแดนแห่งการหลับใหลรึ?" ลั่วอู๋หยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่นัยน์ตากลับเป็นประกายคมปลาบ "แม่นาง... ข้ากับสหายไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวนการจำศีลอันแสนสงบของท่านหรอกนะ พอดีว่าพวกเราตกลงมาจากฟากฟ้าด้วยวิธีที่ค่อนข้าง... ไร้มารยาทไปสักนิด แต่หากท่านคิดจะขับไล่พวกเราด้วยคมกระบี่เช่นนี้ เกรงว่าท่านคงต้องเหนื่อยหน่อยแล้วล่ะ" เซียนจินหลิงขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกแปลกประหลาดฉายชัดขึ้นในแววตาคู่สวยนั้น นางไม่เคยพบเจอมนุษย์ผู้ใดที่กล้าต่อกรและสบตากับนางด้วยท่าทีสามหองเช่นนี้ ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่ผู้คนต่างหวาดกลัว ชายหนุ่มผู้นี้กลับยืนหยัดอยู่เบื้องหน้านางด้วยรอยยิ้มกวนประสาทและจิตวิญญาณที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิง "รนหาที่ตาย..." นางเอ่ยเสียงเบา ปลายกระบี่ในมือสั่นระริกเล็กน้อย ละอองความเย็นนับล้านพรั่งพรูออกมาจากคมกระบี่จนอุณหภูมิลดฮวบลงจนถึงขีดสุด "เดี๋ยวๆๆแม่นางใจเย็นก่อน!" จิ่วฉีร้องลั่นด้วยความตกใจ "พวกเราแค่ผ่านมา... อะโฮย! อู๋หยา ระวัง!" ยังไม่ทันที่อสูรน้อยจะพูดจบ เซียนจินหลิงก็ตวัดกระบี่ออกไป คลื่นกระบี่น้ำแข็งสีฟ้าครามสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ลั่วอู๋หยาราวกับสายฟ้าฟาด ความเร็วของมันเหนือจินตนาการ พื้นศิลาที่คลื่นกระบี่พาดผ่านถูกแช่แข็งและปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในพริบตาเดียว! ลั่วอู๋หยาไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ร่างของเขาทะยานพุ่งเข้าหาคลื่นกระบี่น้ำแข็งนั้นอย่างบ้าบิ่น ปราณกระบี่ในกายระเบิดออกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เขายกกระบี่หักขึ้นต้านรับการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดในชีวิตด้วยความเด็ดเดี่ยว *เปรี้ยง!* แรงปะทะมหาศาลส่งผลให้ร่างของลั่วอู๋หยากระเด็นถอยหลังไปหลายจว่ะ รอยเท้าของเขาย่ำลงบนพื้นน้ำแข็งจนเกิดรอยลึกเป็นทางยาว โลหิตสีแดงฉานไหลรินออกจากมุมปากของเขาอีกครั้ง ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับกว้างขึ้น ยิ่งเผชิญหน้ากับความตาย ยิ่งทำให้วิถีกระบี่ของเขาตื่นตัวถึงขีดสุด เซียนจินหลิงนิ่งงันไปเล็กน้อย นางคาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มผู้นี้จะสามารถรับกระบวนท่า 'เหมันต์ล้างโลก' ของนางไว้ได้โดยที่ร่างไม่แหลกสลายไปเสียก่อน ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะนั้นเอง... พื้นน้ำแข็งเบื้องล่างของทั้งคู่ก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเก่า รอยแยกขนาดมหาสมหุทรแตกขยายออกราวกับใยแมงมุม พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงรากเหง้าของแผ่นดิน เสียงโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่ถูกลากถูและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นจากก้นเหวลึกที่มืดมิดยิ่งกว่าเดิม และที่น่าตกใจที่สุด... คือค่ายกลผนึกสวรรค์รอบตัวพวกเขากลับเริ่มเรืองแสงสีเลือดขึ้นมาทีละจุด... —ขอบอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสพาดฟ้ากับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลีโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%