สีเลือดฉานฉาบทาผืนปฐพีจนกลายเป็นฉากทัศน์แห่งมหาวิบัติ ค่ายกลผนึกสวรรค์ที่เคยกักขังอสูรบรรพกาลบัดนี้แปรสภาพเป็นกรงเล็บอัคคีโลหิต พุ่งทะยานจากพื้นดินเข้าโอบรัดร่างของลั่วอู๋หยาและจินหลิงในชั่วพริบตา เสียงแผดร้องของอักขระโบราณดังสะท้อนก้องกังวานเสียดแก้วหู ราวกับเสียงคำรามของเทพเจ้าผู้เกรี้ยวกราดที่ต้องการบดขยี้ผู้ฝ่าฝืนลิขิตให้แหลกสลายเป็นธุลี
"ระวัง!"
น้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำค้างแข็งพันปีของเซียนจินหลิงหลุดลอดออกมาพร้อมกับร่างบางที่พุ่งทะยานเข้าประชิด พลังปราณเหมันต์บริสุทธิ์ระเบิดออกจากร่างของนางอย่างรุนแรง กลายสภาพเป็นม่านน้ำแข็งหนาทึบเจ็ดชั้นที่พยายามต้านทานคลื่นอัคคีสีเลือด ทว่าอานุภาพของค่ายกลโบราณนั้นเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ ม่านน้ำแข็งแตกร้าวราวกับกระจกเปราะบาง เสียงแคร็กดังก้องติดต่อกันจนน่าสะพรึงกลัว
"ฮ่าๆๆๆ ค่ายกลระดับนี้คิดจะเอาชีวิต 'ลั่วอู๋หยา' ผู้พกกระบี่หักคนนี้ เกรงว่าสวรรค์ยังอ่อนหัดเกินไปร้อยปี!"
ลั่วอู๋หยาแค่นหัวเราะอย่างดุดัน นัยน์ตาคู่นคมกล้าฉายแววท้าทายไร้ความเกรงกลัว แม้กระบี่ในมือจะเป็นเพียงเศษเหล็กไร้คม แต่วิถีกระบี่ในใจของเขากลับแหลมคมเสียยิ่งกว่ากระบี่วิเศษใดๆ ในยุทธภพ เขาก้าวเท้าสืบไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายปลดปล่อยจิตสังหารอันดุเดือดทะลทะลานพุ่งชนฟ้าดิน กระบี่หักในมือตวัดวาดเป็นวงโค้งอย่างไร้รูปแบบ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยสัจธรรมแห่งการทำลายล้างที่แม้แต่ดวงดาวก็ยังต้องร่วงหล่น
เปรี้ยง!
คลื่นกระบี่และพลังอัคคีสีเลือดปะทะกันอย่างจังจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น แผ่นดินใต้เท้าแยกตัวออกเป็นเหวลึกนับพันวา เศษหินและอักขระเวทปลิวว่อนกลางอากาศ ทว่าพลังของค่ายกลนั้นมีมากเกินไป แรงสะท้อนกลับซัดใส่ร่างของลั่วอู๋หยาจนกระอักเลือดคำโต สีหน้าของเขาซีดเผือดลงชั่วพริบตา แต่รอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น
"เจ้าคนบ้า! อยากตายหรืออย่างไร?" จินหลิงเอ่ยเสียงดุ แม้ใบหน้าจะยังคงความเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ทว่าแววตาคู่สวยกลับฉายแววตื่นตระหนกและห่วงใยที่ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน มือเรียวดั่งหยกขาวของนางรีบคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ถ่ายทอดพลังปราณเหมันต์เข้าสู่จุดชีพจรเพื่อช่วยพยุงอาการบาดเจ็บ
"หากข้าตาย แล้วใครจะปกป้องนางเซียนผู้เย็นชาเช่นเจ้าเล่า?" ลั่วอู๋หยาแย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ แม้สถานการณ์จะคับขันถึงชีวิต เขาก็ยังไม่วายส่งสายตากรุ้มกริมหยอกเย้า ทำเอาใบหน้างามล้ำเลิศของจินหลิงขึ้นสีเรื่อจางๆ อย่างรวดเร็ว แต่นางก็รีบสะบัดหน้าหนีด้วยความเขินอายปนขุ่นเคือง
"ไร้สาระ! ในสถานการณ์เช่นนี้เจ้ายังมีแก่ใจมาเล่นลิ้นอีกรึ?"
"ข้าไม่ได้เล่นลิ้น แค่พูดความจริงจากก้นบึ้งของหัวใจ" ลั่วอู๋หยาหันกลับมามองสถานการณ์เบื้องหน้า รอยยิ้มขี้เล่นเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังและเฉียบคม "ค่ายกลนี้กำลังดูดกลืนพลังชีวิตของเรา หากยังขืนต้านทานอยู่แบบนี้ อีกไม่เกินหนึ่งกัณฑ์เทศน์พวกเราคงได้กลายเป็นปุ๋ยบำรุงผืนดินแห่งนี้แน่"
"แล้วเจ้ามีแผนการอันใด?" จินหลิงถามเสียงเรียบ นางเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของชายหนุ่มผู้นี้เสมอ แม้เขาจะดูบ้าบิ่นและไม่เอาไหนในสายตาคนนอก แต่ยามคับขัน ลั่วอู๋หยากลับพึ่งพาได้เสมอ
"มีสิ..." ลั่วอู๋หยากระตุกยิ้มมุมปาก หันไปมองเจ้าจิ่วฉี สัตว์อสูรบรรพกาลที่ตอนนี้กำลังนอนหมอบตัวสั่นอยู่หลังโขดหิน "เจ้าจิ่วฉี! เลิกแกล้งตายแล้วไสหัวมาช่วยเปิดทางได้แล้ว ไม่อย่างนั้นข้าจะเอาขนหางของเจ้าไปทำพู่กันจริงๆ ด้วย!"
"โฮก! นายท่านใจร้าย! อสูรผู้น้อยบอบบางถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงใช้งานข้าหนักหนาเช่นนี้เล่า!" เสียงร้องโอดครวญของจิ่วฉีดังขึ้นพร้อมกับร่างกลมป้อมที่พุ่งทะยานออกมา ดวงตากลมโตฉายแสงประหลาด ขาหน้าทั้งสองข้างตะกุยอากาศวาดอักขระโบราณสีทองอร่ามขึ้นกลางห้วงมิติ ปราณบรรพกาลพวยพุ่งเข้าชนจุดอ่อนของค่ายกลผนึกสวรรค์ทันที
เปร้ง! เสียงประทุราวกระจกแตกละเอียด ค่ายกลสีเลือดที่เคยแน่นหนากลับปรากฏรอยร้าวขนาดใหญ่ ลั่วอู๋หยามองจังหวะนั้นไม่วางตา เขาคว้ามือเรียวของจินหลิงไว้แน่น ส่งสัญญาณทางสายตาเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่ร่างทั้งสองจะพุ่งทะยานผ่านรอยแยกของค่ายกลออกไปสู่ภายนอกได้อย่างหวุดหวิด!
ร่างของทั้งคู่ร่วงหล่นลงสู่พื้นหญ้าของป่าโบราณนอกเขตอาคม ลั่วอู๋หยาใช้ร่างของตนเองเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกเพื่อไม่ให้จินหลิงต้องบอบช้ำ ลมหายใจของทั้งสองประสานกันในระยะประชิด กลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้นผสมผสานกับกลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์ของดอกเหมันต์จากร่างนาง ทำเอาบรรยากาศรอบกายพลสงบลงอย่างประหลาด
จินหลิงนอนอยู่บนร่างของเขา ดวงตาสบประสานกับนัยน์ตาลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทรของลั่วอู๋หยา หัวใจที่เคยด้านชาราวกับน้ำแข็งพันปีกลับเต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่เป็นจังหวะ นางรีบยันกายลุกขึ้น ใบหน้างามแดงก่ำจนลามไปถึงใบหู แม้จะพยายามรักษาความเยือกเย็นไว้เพียงใด แต่น้ำเสียงก็ยังคงสั่นเครือเล็กน้อย
"เจ้า... ตั้งใจฉวยโอกาสรึ?"
"ข้าเป็นสุภาพบุรุษ จะทำเรื่องล่วงเกินสตรีได้อย่างไร เพียงแต่เมื่อครู่แรงโน้มถ่วงมันดึงดูดเกินกว่าจะต้านทานต่างหากเล่า" ลั่วอู๋หยาหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะยันกายลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามร่างกาย แม้จะมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง แต่จิตวิญญาณการต่อสู้ของเขายังคงเปี่ยมล้น
จินหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับอารมณ์ให้กลับมาสงบ นางมองหน้าเขาด้วยแววตาซับซ้อน เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้... และเราก็รอดตายจากค่ายกลนั้นแล้ว ตามสัญญา... เจ้าต้องร่วมเดินทางไปแดนเหนือกับข้า"
ลั่วอู๋หยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์ "แดนเหนือดินแดนแห่งความหนาวเหน็บที่ไร้ซึ่งผู้คนกล้ากรายกล้ำ มีสิ่งใดรอเราอยู่ที่นั่นกันล่ะ? แม่นางจินหลิง หรือว่า... เจ้าแอบซ่อนสมบัติล้ำค่า หรือว่ากลัวความเหงาจึงอยากให้จอมยุทธ์รูปงามเช่นข้าไปเป็นเพื่อนแก้หนาวกันแน่?"
"ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง" จินหลิงตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายความโศกเศร้าลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง "แดนเหนือคือสถานที่หลับใหลของมารบรรพกาล... และเป็นที่ที่ข้าต้องสะสางชะตากรรมของตระกูลเซียนที่แบกรับมาตลอดหลายร้อยปี"
ลั่วอู๋หยาหุบยิ้มลงทันที เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง รับรู้ได้ถึงภาระอันหนักอึ้งที่หญิงสาวผู้นี้ต้องแบกรับไว้โดยลำพัง ความรู้สึกปกป้องบางอย่างก่อตัวขึ้นในอกอย่างเงียบเชียบ เขายกกระบี่หักขึ้นพาดบ่า แววตาทะนงตนทอประกายเด็ดเดี่ยว
"ดี... เช่นนั้นข้อตกลงนี้ ข้ารับปาก" ลั่วอู๋หยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลัง "ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็นนรกภูมิหรือสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ในเมื่อเจ้าเลือกเดินไปกับข้า 'ลั่วอู๋หยา' ผู้นี้ ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินเหนือให้คว่ำลงมา ข้าก็จะเคียงข้างเจ้าไปจนถึงที่สุด"
จินหลิงมองรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจของชายหนุ่ม หัวใจที่เคยปิดตายกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด นางพยักหน้ารับเบาๆ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวก็พลันเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน ลมหนาวพัดโชยนำพาละอองหมอกสีดำทมิฬปกคลุมไปทั่วบริเวณ
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว พร้อมกับเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าอย่างไร้ซุ่มเสียง และน้ำเสียงแหบพร่าเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรกก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ...
"ฮี่ๆๆๆ คิดจะไปแดนเหนือกันอย่างนั้นรึ? เกรงว่าพวกเจ้าคงไม่มีโอกาสได้เห็นตะวันในวันพรุ่งนี้แล้วกระมัง... ว่าอย่างไรล่ะ ทายาทตระกูลเซียน และเจ้าหนูสวะผู้ใช้กระบี่หัก!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านผลงานของผมด้วยใจจริงนะครับ
— ลั่วอู๋หยา (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
กระบี่วิปลาสพาดฟ้ากับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลีโลก•ตอนที่ 3
ข้อตกลงที่ไม่มีในตำรา
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสพาดฟ้ากับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลีโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
