เสียงขูดของสันมีดสเตนเลสที่ลากผ่านผิวเนื้อปลาแซลมอนสีส้มสดดัง ‘ครืด’ เบาๆ แข่งกับเสียงเดือดปุดของซุปดาชิในหม้อทองเหลือง เป็นจังหวะเดียวกับที่พรรษพรยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์ครัวหินอ่อน ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตาไร้กรอบจ้องมองแผ่นหลังบางของเชฟสาวผู้หยิ่งทะนงราวกับกำลังประเมินมูลค่าผลงานศิลปะชิ้นเอกในแกลเลอรีชั้นนำ
“ถ้าคุณยังยืนมองฉันด้วยสายตาเหมือนนักวิจารณ์ประเมินร้านอาหารใกล้เจ๊งแบบนั้น เกรงว่ามื้อนี้คุณคงกลืนไม่ลงตั้งแต่คำแรกแล้วค่ะ คุณพรรษพร”
รินลดาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง มือเรียวภายใต้ถุงมือยางสีขาวยังคงบรรจงจัดเรียงชิ้นปลาลงบนจานกระเบื้องเคลือบสีดำด้านอย่างประณีต ทุกท่วงท่ามีความสมบูรณ์แบบราวกับถูกคำนวณด้วยองศาทางเรขาคณิต ไม่มีแม้แต่ความลังเลหรือความผิดพลาดให้ติ
“ฉันไม่ได้มองด้วยสายตาประเมินร้านใกล้เจ๊งหรอกค่ะ รินลดา…” พรรษพรลากเสียง ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มมุมปากอย่างท้าทาย “ฉันแค่มองเพื่อจับผิดต่างหาก ว่าเชฟผู้สมบูรณ์แบบคนนี้ จะพลาดท่าทำอาหารรสชาติห่วยแตกออกมาให้ฉันกินแก้เซ็งในเซฟเฮาส์ไร้รสนิยมหลังนี้ได้สักกี่น้ำ”
รินลดาวางจานปลาลงบนเคาน์เตอร์เสียงดัง ‘กริ๊ก’ ก่อนจะหันขวับมาเผชิญหน้า ดวงตาสีนิลคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ เธอถอดถุงมือยางออกแล้วโยนลงถังขยะอย่างไม่ไยดี ก้าวเข้าไปประชิดตัวร่างสูงโปร่งของนักวิจารณ์สาวจนอีกฝ่ายต้องเอนตัวหนีเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
“เซฟเฮาส์หลังนี้อาจจะไร้รสนิยมในสายตาไฮโซอย่างคุณ แต่ขอบอกไว้ก่อนนะคะว่า วัตถุดิบทุกชิ้นในครัวนี้มีค่ามากกว่าคำวิจารณ์ปากจัดๆ ของคุณเสียอีก เชิญนั่งลงแล้วหุบปากกินเงียบๆ เถอะค่ะ ถ้าไม่อยากให้ฉันเปลี่ยนใจเอาอาหารพวกนี้เททิ้งถังขยะเสียก่อน”
พรรษพรชะงักไปเล็กน้อยเมื่อปะทะเข้ากับแววตาเอาจริงของอีกฝ่าย แทนที่จะถอยร่างสูงกลับส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างนึกสนุก ดวงตาคู่คมพินิจพิเคราะห์ใบเนียนที่ขึ้นสีเรื่อด้วยความโกรธอย่างพึงพอใจ เธอยอมเดินไปหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้บาร์ทรงสูงอย่างว่าง่ายผิดวิสัย
“ปากเก่งเสียจริงนะคะ เชฟริน…” พรรษพรพึมพำเบาๆ ขณะมองจานอาหารตรงหน้า
บนจานเซรามิกสีดำสนิท มีชิ้นปลาแซลมอนที่ถูกกริิลล์จนผิวกรอบสีทองอร่าม ราดด้วยซอสมิโสะขาวผสมยูสุที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนเตะจมูก ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือการตกแต่งด้วยดอกเดซี่สีขาวกลีบเล็กๆ ที่วางประดับไว้อย่างประณีตบรรจง ความตัดกันของสีสันและกลิ่นอายความละเมียดละไมทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปในพริบตา
พรรษพรใช้ส้อมและมีดตัดชิ้นปลาเข้าปากช้าๆ
เพียงสัมผัสแรกที่ปลายลิ้น ดวงตาสองชั้นคู่สวยก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ความกรอบนอกนุ่มในของเนื้อปลาที่สุกกำลังพอดี ผสานกับรสชาติเปรี้ยวอมหวานของซอสมิโสะยูสุที่ระเบิดความสดชื่นออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ มันไม่ใช่แค่ความอร่อยแบบอาหารทั่วไป แต่มันคือความสมดุลที่ลงตัวอย่างไร้ที่ติ ราวกับรสมือของเชฟระดับมิชลินสตาร์ที่ซ่อนความอ่อนโยนเอาไว้ภายใต้ความเย็นชา
เงียบกริบ… ไม่มีเสียงวิจารณ์เผ็ดร้อนอย่างที่รินลดากล่าวหา
เชฟสาวยืนกอดอกมองปฏิกิริยานั้นด้วยความคาดหวังลึกๆ แม้ใบหน้าจะยังคงนิ่งสนิทไร้ความรู้สึก “เป็นยังไงบ้างคะ? รสชาติอาหารของคนไร้รสนิยม ถูกปากนักวิจารณ์ผู้สูงส่งไหมล่ะ?”
พรรษพรวางชิ้นส้อมลงบนจานช้าๆ เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับรินลดา แววตานิ่งสนิทเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งยากจะคาดเดา รอยยิ้มเยาะเย้ยเลือนหายไป เหลือเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด
“อร่อยค่ะ…” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยออกมาแผ่วเบa จนเกือบกลืนหายไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศ “อร่อยจนฉัน… เถียงไม่ออกเลยทีเดียว”
รินลดาชะงัก เปลือกตาKกระพริบถี่ขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เธอนึกว่าอีกฝ่ายจะหาข้อติหรือคำพูดจิกกัดมาขัดคอเสียอีก แต่ท่าทางที่ยอมจำนนต่อรสชาติอาหารอย่างหมดรูปนั้น กลับทำให้หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของเธอกระตุกวูบอย่างแปลกประหลาด
“คุณ… พูดจริงเหรอคะ?” รินลดาเผลอถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
“ฉันไม่เคยโกหกเรื่องรสชาติอาหารค่ะ รินลดา…” พรรษพรลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ช้าๆ ก้าวเข้าไปหารินลดาที่ยังคงยืนพิงเคาน์เตอร์อยู่ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบเจือจางลอยแตะจมูกเชฟสาว ยิ่งทำให้ระยะห่างระหว่างกันลดน้อยลงจนน่าใจหาย “และที่สำคัญ… ฉันเริ่มคิดแล้วล่ะค่ะว่า บางทีการได้ติดอยู่ในเซฟเฮาส์กับคุณ อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด”
ใบหน้าของพรรษพรโน้มเข้ามาใกล้จนรินลดาต้องผถอยหลังเล็กน้อย จนสะโพชนุ่มชนเข้ากับขอบเคาน์เตอร์ครัว ไร้ทางหนี ดวงตาสองคู่ประสานกันแนบแน่น ท่ามกลางความเงียบงันที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในใจของคนทั้งคู่
“ถอยไปเลยนะคะ คุณพรรษพร…” รินลดาพยายามรักษาเสียงให้มั่นคง แม้หัวใจจะเต้นรัวระคนตื่นตระหนก “อย่ามา… เข้าใกล้ฉันเกินความจำเป็น”
“ฉันไม่ได้เข้าใกล้เกินความจำเป็นสักหน่อยค่ะ…” พรรษพรโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูขาวสะอาด น้ำเสียงทุ้มพร่ากระซิบแผ่วเบาจนอีกฝ่ายขนลุกซู่ “ฉันแค่อยากพิสูจน์ว่า… นอกจากฝีมือทำอาหารของคุณจะยอดเยี่ยมแล้ว หัวใจข้างในนั้น จะแข็งกระด้างเหมือนปากของคุณด้วยหรือเปล่า”
ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดของพรรษพรเอื้อมมาแตะที่ปลายคางมนของรินลดาอย่างแผ่วเบa บังคับให้เชฟสาวเงยหน้าขึ้นรับสัมผัส ความใกล้ชิดที่ระอุอุ่นทำให้ลมหายใจของทั้งคู่เริ่มติดขัด รินลดากลั้นหายใจ สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้แย้งไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว เคมีที่พุ่งพล่านระหว่างคนทั้งสองกำลังล้ำเส้นความสัมพันธ์อันดีงามไปไกลลิบ
ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของพรรษพรเคลื่อนเข้ามาใกล้จนแทบจะแนบชิดกับริมฝีปากของเธอ เสียงกริ่งประตูด้านนอกก็ดัง ‘ติ๊งหน่อง!’ ขึ้นแทรกกลางบรรยากาศอันเร่าร้อนราวกับจงใจขัดจังหวะ
พรรษพรชะงัก รินลดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบผลักร่างสูงออกทันที เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงไขกุญแจดังมาจากหน้าประตูห้องโถง ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้เลือดในกายของรินลดาเย็นเฉียบลงในพริบตา
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามความฟินและปมร้อนๆ ในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ
เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสาวจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 6
มื้อค่ำของคนแปลกหน้า
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสาวจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!