“หมอบลง!”
เสียงตวาดห้วนสั้นของพรรษพรดังแทรกเสียงฟ้าร้องคำรามก้องนอกหน้าต่าง พร้อมๆ กับร่างบางในชุดสูทเข้ารูปที่พุ่งเข้าใส่รินลดาเต็มแรง แรงปะทะทำให้เชฟสาวผู้รักความสมบูรณ์แบบเซถลาล้มกลิ้งไปหลบหลังเคาน์เตอร์ครัวหินอ่อน บาดแผลจากความตึงเครียดในอดีตยังไม่ทันจางหาย ปลายกระบอกปืนเย็นเฉียบจากเบื้องบนก็คำรามลั่น เสียงแหวกอากาศของกระสุนเจาะทะลุกระเบื้องเซรามิกราคาแพงจนเศษกระเบื้องกระจายคมกริบราวกับหิมะมรณะ
“คุณบ้าหรือไง!” รินลดาตวาดเสียงสั่น ลมหายใจหอบกระชั้นจนหน้าอกกระเพื่อมไหว แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ ปลายนิ้วเรียวยาวก็ยังเผลอกำชายเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ความหวาดกลัวตีรวนขึ้นมาจุกอก แต่น่าแปลก… อ้อมแขนของนักวิจารณ์สาวที่กอดรัดเอวเธอไว้แน่นเพื่อปกป้องกลับมอบความอบอุ่นที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาสั่นไหวอย่างประหลาด
“ถ้าฉันไม่บ้า คุณคงกลายเป็นรังผึ้งไปแล้วค่ะ เชฟริน” พรรษพรตอบเสียงพร่า ใบหน้าคมคายอยู่ใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แว่นตากรอบทองเลื่อนหลุดมาอยู่ที่สันจมูก เผยให้เห็นดวงตาคู่สวยที่ฉายแววดุดันแต่ลึกซึ้งระคนกัน “เงียบซะ แล้วฟังเสียงฝีเท้ามัน”
*เปรรระ!*
ราวกับฟ้าผ่าลงกลางหลัง หม้อแปลงไฟฟ้าหลักของเซฟเฮาส์เกิดระเบิดขึ้นจากแรงกระสุนปืนนัดแรก แสงไฟนีออนสีนวลสว่างไสวเมื่อครู่ดับวูบลงทันที ความมืดมิดสนิทราวกับหมึกทึบกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างในห้องครัวสไตล์โมเดิร์น เหลือเพียงแสงวาบวาบจากสายฟ้าฟาดนอกกระจกบานใหญ่ที่สาดส่องเข้ามาเป็นระยะ
ความเงียบสงบเข้าปกคลุม ทว่าเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของคนทั้งคู่กลับดังแข่งกับเสียงสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
รินลดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความมืดทำให้ประสาทสัมผัสอื่นตื่นตัวอย่างไร้เหตุผล กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบเจือจางผสมกับกลิ่นอายฝนจางๆ จากเรือนร่างของพรรษพรลอยวนอยู่ปลายจมูก มือที่เคยนิ่งสนิทในการจับมีดเชฟตอนนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อฝ่ามือของเธอบังเอิญแนบอยู่บนแผ่นหลังกว้างภายใต้เนื้อผ้าสูทของอีกฝ่าย
“กลัวเหรอคะ?” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังลอดผ่านความมืด ชิดริมใบหูจนรินลดาต้องสะดุ้งสุดตัว ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ข้างแก้มทำให้สติที่กระเจิงไปเริ่มกลับมาตั้งหลัก
“ฉัน… ไม่ได้กลัวความมืด” รินลดาเชิดหน้าขึ้นแม้จะมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน “แค่คิดว่าถ้าฉันต้องตายในครัวที่ระบบระบายอากาศแย่แบบนี้ มันคงเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิตเชฟ”
พรรษพรหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เจือความระทึกขวัญแต่นุ่มนวลจนน่าโมโห “ปากเก่งไม่เปลี่ยนเลยนะคะ ในสถานการณ์แบบนี้ยังมีอารมณ์มาห่วงเรื่องมาตรฐานครัวอีกเหรอ”
“ปล่อยได้แล้วค่ะ ฉันหายใจไม่ออก”
“แน่ใจเหรอคะว่าจะให้ปล่อย? ข้างนอกนั่นมืดสนิทแถมยังมีคนจ้องจะเอาชีวิตเรา ถ้าฉันปล่อยมือ… คุณอาจจะวิ่งไปให้กระสุนเจาะกบาลเล่นก็ได้นะ” พรรษพรไม่ได้คลายอ้อมแขนออก ตรงกันข้าม เธอกลับกระชับกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด จนแผ่นอกนุ่มแนบชิดติดกับแผ่นอกของเชฟสาว ความอบอุ่นที่ถ่ายทอดผ่านเนื้อผ้าทำให้รินลดาเผลอกลั้นหายใจ
ในความมืดที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง ปราการอันเย็นชาที่รินลดาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองมาตลอดชีวิตค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย การได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ความใกล้ชิดที่เกินกว่าขอบเขตของคู่กัด และความตึงเครียดจากภายนอกหลอมรวมกันเป็นบรรยากาศที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มจนอันตราย
รินลดารู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจของพรรษพรที่เต้นรัวไม่แพ้เธอเลย… บางที ผู้หญิงคนนี้อาจจะไม่ใช่แค่ศัตรูตัวฉกาจที่คอยวิจารณ์งานเธออย่างเสียๆ หายๆ อย่างที่เธอเคยเข้าใจ
“พรรษพร…” รินลดาเอ่ยเรียกชื่อนั้นเบาหวิว ราวกับเสียงกระซิบของสายลม “ทำไม… คุณถึงต้องมาเสี่ยงตายกับฉันด้วย ทำไมไม่หนีไปคนเดียว”
มือเรียวของนักวิจารณ์สาวชะงักไปเล็กน้อยในความมืด ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากกรอบหน้าของเชฟสาวอย่างเบามือสัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับกลีบดอกไม้ แต่กลับทิ้งร่องรอยความร้อนรุ่มไว้บนผิวแก้ม
“เพราะว่า…” พรรษพรเว้นจังหวะ เสียงของเธอนุ่มนวลลงอย่างผิดคาด “อาหารฝีมือคุณ… ฉันยังกินไม่ครบทุกเมนูค่ะ”
คำตอบกวนประสาทตามแบบฉบับ แต่กลับซ่อนความหมายลึกซึ้งบางอย่างที่ทำให้ขอบตาของรินล้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ก่อนที่บรรยากาศระหว่างพวกเธอจะก้าวล้ำเลยไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เหยียบย่ำเศษกระจกจากชั้นบนก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเงาดำที่ทาบทับลงมาบริเวณประตูห้องครัว
พวกมันกำลังลงมาแล้ว!
พรรษพรกระชับมือถือเครื่องสุดท้ายในกระเป๋าเสื้อขึ้นมา แสงไฟฉายจากหน้าจอโทรศัพท์ส่องกระทบใบหน้าคมคายที่จริงจังขึ้นมาทันที ดวงตาคู่นั้นมองสบตารินลดาในระยะประชิด ชั่ววินาทีนั้นเองที่พรรษพรโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกับกลีบปากอิ่มของเชฟสาว
“ถ้าเราพ้นคืนนี้ไปได้…” พรรษพร กระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปาก “ฉันมีเรื่องสำคัญ… ที่อยากจะสารภาพกับคุณ”
รินลดาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนที่ได้ยินเสียงปืน คำพูดนั้นแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความอยากรู้และตื่นตระหนก ทว่าก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากถามอะไรออกไป มือหนาของใครบางคนก็กระชากเปิดประตูห้องครัวออกอย่างแรง พร้อมกับแสงไฟฉายแรงสูงที่สาดส่องเข้ามาจนพวกเธอต้องหลับตาปี๋
ร่างของชายชุดดำคนหนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับกระบอกปืนที่เล็งตรงมายังจุดที่พวกเธอยอบตัวอยู่!
“เจอตัวแล้ว…” เสียงทุ้มต่ำเหี้ยมเกรียมดังขึ้น พร้อมกับนิ้วชี้ที่เตรียมเหนี่ยวไก
รินลดาและพรรษพรผุดลุกขึ้นพร้อมกันตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ทว่าในจังหวะเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง พรรษพรก็คว้าขวดไวน์ราคาแพงที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ขว้างใส่หน้าต่างกระจกบานข้างทันที เสียงกระจกแตกกระจายดังสนั่นพร้อมกับร่างทั้งสองที่พุ่งทะยานออกไปสู่สายฝนที่โหมกระหน่ำนอกตัวอาคาร!
พวกเธอรอดพ้นจากกระสุนนัดนั้นมาได้อย่างเฉียดฉิว แต่เมื่อทิ้งตัวลงสู่พื้นหญ้าเปียกปอนนอกเซฟเฮาส์ รินลดาถึงกับต้องสะท้านเมื่อพบว่า… รอบตัวพวกเธอในยามนี้ ไม่ได้มีแค่ชายชุดดำกลุ่มนั้นกลุ่มเดียวเสียแล้ว
เงาร่างนับสิบกำลังเดินออกจากความมืดปิดล้อมพวกเธอไว้ทุกด้าน และคนที่ก้าวออกมาจากแถวหน้าสุดภายใต้ร่มคันใหญ่ คือใบหน้าที่รินลดาไม่มีวันลืมตลอดชีวิต—พี่ชายแท้ๆ ของเธอเอง ผู้ประกาศกร้าวมาตลอดว่าเธอเป็น ‘ความอับอาย’ ของตระกูล!
“เล่นซ่อนหาพอหรือยัง ยัยเชฟตกกระป๋อง?” เสียงทุ้มเยียบเย็นเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเยาะ “กลับบ้านไปแต่งงานกับคนที่พ่อหาให้ได้แล้ว รินลดา”
________________________________________
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุและลุ้นระทึกไปกับความสัมพันธ์ของพวกเธอนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ! — ดอกเดซี่ริมทาง
เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสาวจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 11
พายุเข้าและใจสั่น
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสาวจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!