"กลิ่นอายโลหิตเจือจางในสายลมเช่นนี้... เกรงว่าแขกผู้ไม่ได้รับเชิญคงมาถึงเร็วกว่าที่เราคำนวณไว้ครึ่งเค่อเสียแล้วกระมังครับ"
เซียวเหวินเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องพักรับรองในโรงเตี๊ยมรกร้าง ปลายนิ้วเรียวยาวของเขายังคงจรดลงบนแผ่นกระดาษสา วาดอักขระโลหิตสีชาดด้วยความมั่นคงโดยไม่มีอาการสั่นเทาแม้แต่น้อย ทุกลายเส้นที่ปรากฏบนยันต์อักขระแฝงไว้ด้วยพลังปราณฟ้าดินที่หมุนวนอย่างลึกล้ำ ราวกับดวงดาวบนท้องนภากำลังถูกย่อส่วนลงมาอยู่บนแผ่นกระดาษแผ่นนี้
ซูหยางที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ ปราบสายตาเย็นเยียบลงเล็กน้อย นางยังคงหลับตาลงเพื่อโคจรพลังปราณน้ำแข็งพันปี แต่จิตสัมผัสของนางได้แผ่ขยายออกไปครอบคลุมรัศมีร้อยลี้เรียบร้อยแล้ว ดาบกระบี่วิญญาณวสันต์ที่วางอยู่บนตักสั่นระริกเบาๆ คล้ายมันกำลังกระหายความตาย
"ไม่ใช่แค่คนเดียว... แต่เป็นหน่วยเงาโลหิตแปดทิศจากสำนักมารอเวจี" ซูหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งธารน้ำแข็งไร้ก้นบึ้ง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความรังเกียจเดียดฉันท์ต่อพวกมดปลวกที่กล้าอาจหาญมารบกวนเวลาบำเพ็ญเพียรของนาง "ปล่อยให้ข้าจัดการพวกมันในกระบี่เดียวเถอะครับ... เอ้ย มิใช่... ท่านไม่ต้องลงมือหรอโกวเซียวเหวิน" นางเกือบเผลอหลุดคำพูดที่อ่อนโยนเกินกว่าวิสัยนางเซียนน้ำแข็งออกมา แต่ก็ดึงสติกลับมาทันท่วงที
เซียวเหวินแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาคู่คมพินิจมองผลงานอักขระแผ่นสุดท้ายก่อนจะสะบัดข้อมือเบาๆ ยันต์นับสิบลอยเคว้งกลางอากาศก่อนจะเปล่งแสงเรืองรองแล้วเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาหันมามองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
"หยางเอ๋อร์... วิชากระบี่ไร้ปรานีของเจ้าเอาไว้ใช้สำหรับศัตรูระดับปรมาจารย์มารเถอะครับ ยุงฝูงเล็กๆ เหล่านี้ หากให้เจ้าลงมือเกรงว่าจะทำให้มืออันบอบบางของเซียนผู้สูงส่งต้องแปดเปื้อนกลิ่นคาวเลือดอย่างไร้เหตุผล" เซียวเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว "อีกอย่าง... การใช้กำลังหักหาญโดยปราศจากชั้นเชิง เป็นวิถีของคนโง่เขลา ยุทธภพนี้กว้างใหญ่ไพศาล การใช้ปัญญาบงการความตายของศัตรู ย่อมงดงามและเหนือชั้นกว่าเป็นไหนๆ ครับ"
*เปรี้ยง!*
สิ้นเสียงของเซียวเหวิน ประตูไม้เก่าแก่ก็ถูกแรงกระแทกมหาศาลจนแหลกละเอียดเป็นจุล เศษไม้ปลิวว่อนคละคลุ้งไปทั่วห้อง ท่ามกลางฝุ่นควันสีเทา ปรากฏร่างมหึมาหกชุดสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากรูปอสูรน่าเกลียดน่ากลัว แววตาของพวกมันสะท้อนประกายอำมหิตสีแดงฉาน กลิ่นอายสังหารพวยพุ่งออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
"เซียวเหวิน! ซูหยาง! วันนี้คือวันตายของพวกเจ้า ประมุขสำนักมารต้องการหัวใจเซียนและตำราค่ายกลไร้ลักษณ์ จงยอมจำนนแต่โดยดี มิฉะนั้นพวกเราจะแล่เนื้อเถือหนังพวกเจ้าทีละชิ้น!" เสียงคำรามแหบพร่าดังขึ้นจากหัวหน้ามือสังหาร มันชักกระบี่ขนาดยักษ์ที่อาบด้วยพิษสีม่วงเข้มออกมา ชี้ตรงมายังคนทั้งสอง
ทว่า เซียวเหวินมิได้ลุกขึ้นยืน เขายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ตัวเขารินชาอุ่นๆ ลงในจอกอย่างใจyenชา ราวกับพวกมันเป็นเพียงอากาศธาตุ
"สำนักมารอเวจีช่วงหลังมานี้อบรมสั่งสอนคนได้แย่ลงเรื่อยๆ จริงๆ มารยาทในการเคารพผู้มาเยือนไม่มีหลงเหลืออยู่เลย สุนัขที่เห่าเสียงดังมักไม่ค่อยมีพิษสง... เจ้าว่าจริงไหมครับ หยางเอ๋อร์" เซียวเหวินกล่าวพร้อมกับจิบชาอย่างสบายใจ
"รนหาที่ตาย" ซูหยางพึมพำเบาๆ ร่างของนางวับหายไปจากเตียงในพริบตา ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายปกคลุมทั่วทั้งโรงเตี๊ยม น้ำค้างแข็งเกาะกุมตามผนังห้องและพื้นอย่างรวดเร็ว
"ช้าก่อนครับ หยางเอ๋อร์" เซียวเหวินเอ่ยห้ามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง "อย่าเพิ่งเปลืองแรง ปล่อยให้ค่ายกลต้อนรับแขกที่ข้าเตรียมไว้เมื่อครึ่งเค่อที่แล้ว ได้ทำหน้าที่ของมันเสียหน่อยเถอะครับ"
ทันทีที่เซียวเหวินดีดนิ้ว *คลิก*
พื้นไม้ใต้เท้าของเหล่ามือสังหารทั้งหกก็เรืองแสงอักขระสีทองอร่ามขึ้นมาอย่างกะทันหัน เส้นสายลวดลายซับซ้อนนับร้อยเส้นเชื่อมโยงกันราวกับใยแมงมุม ปิดกั้นเส้นทางเข้าออกทุกตารางนิ้ว พลังปราณฟ้าดินรอบด้านพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ แรงโน้มถ่วงมหาศาลกดทับร่างของพวกมันจนเข่าแทบทรุดลงกับพื้น
"นี่มัน... ค่ายกลอันใดกัน! เหตุใดปราณฟ้าดินถึงถูกปิดกั้น!" หัวหน้ามือสังหารแผדเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก มันพยายามจะพุ่งตัวทะยานหนีออกทางหน้าต่าง แต่เมื่อสัมผัสถูกม่านแสงสีทอง ร่างของมันก็กระเด็นกลับมาพร้อมกับกระอักโลหิตคำโต ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสถูกอักขระถูกเผาไหม้จนส่งกลิ่นเหม็นไหม้
"ค่ายกล 'ดาราผนึกโลหิต' ครับ" เซียวเหวินลุกขึ้นยืนช้าๆ ปัดฝุ่นตามอาภรณ์อย่างใจเย็น เขาก้าวเดินเข้าไปใกล้กลุ่มมือสังหารที่กำลังดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดทีละก้าวอย่างสง่างาม "พวกเจ้าคิดว่าการลอบสังหารต้องใช้กำลังเข้าหักหาญ แต่สำหรับข้า... การวางหมากกระดานรอไว้ล่วงหน้าต่างหาก คือศิลปะที่แท้จริงของการฆ่าคน"
มือสังหารที่เหลือเริ่มส่งเสียงกรีดร้องด้วยความทรมาน เมื่ออักขระสีทองแปรเปลี่ยนเป็นโซ่ตรวนพลังงานพุ่งเข้าพันธนาการร่างของพวกมันทีละคน ร่างกายของพวกมันเหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว ราวกับพลังชีวิตและปราณยุทธ์กำลังถูกค่ายกลสูบกลืนเข้าไปเพื่อหล่อเลี้ยงอาณาเขต
"เจ้า... เจ้าปีศาจ! พวกเราเป็นเพียงแค่..." หัวหน้ามือสังหารพยายามตะโกนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบลง
"พวกเจ้าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานที่ถูกกำหนดให้ตายตั้งแต่ก้าวเข้ามาในรัศมีร้อยลี้ของข้าแล้วครับ" เซียวเหวินกล่าวด้วยรอยยิ้มสุภาพ ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งความปรานีใดๆ
ในวินาทีนั้นเอง ที่ความเงียบสงบอันน่าสะพรึงกลัวถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นดังขึ้นจากเบื้องหลังม่านควันสีดำสนิทที่เพิ่งลอยเข้ามาทางประตูที่พังทลาย
เสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณดังสะท้อนก้องไปทั่วห้อง "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นยอดฝีมือที่ใช้ปัญญาเหนือผู้คนเสียจริง เซียวเหวิน... สมกับที่เป็นทายาทคนสุดท้ายแห่งสำนักอักขระสวรรค์"
เซียวเหวินชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ดวงตาหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด เขารีบหันกลับไปมองพร้อมกับคว้าแขนของซูหยางไว้เบื้องหลังเพื่อปกป้อง ทันใดนั้น ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีทองอร่าม ปักลายหงส์เพลิงโบยบิน ก็ก้าวพ้นกลุ่มควันเข้ามาอย่างสง่างาม ใบหน้าของมันสวมหน้ากากครึ่งซีกเผยให้เห็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม และดวงตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารระดับมหาปรมาจารย์
"น่าเสียดายนัก... ที่หมากกระดานของเจ้าในวันนี้ มีข้า... 'ผู้บัญชาการมารโลหิต' เป็นผู้เดินหมากร่วมด้วย!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพและไขปริศนาไปกับผม หมึกทองคำข้ามภพ นะครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบพยศนางเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 8
เงาอำมหิต
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบพยศนางเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!