วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบพยศนางเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 7

ความเย็นชาที่เริ่มสั่นคลอน

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
กลิ่นอายโลหิตจางๆ คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้นของค่ายกลอัสนีบาตพันปี ภายในถ้ำลึกแห่งเทือกเขาเหมันต์นิรันดร์ ยันต์อักขระสีทองอร่ามส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในยามวิกาล ทว่า บรรยากาศ ณ จุดศูนย์กลางกลับเยือกเย็นจนลมหายใจกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง เซียวเหวินยืนนิ่งสงบ แผ่นหลังเหยียดตรงดั่งกระบี่โบราณที่ซ่อนคมอยู่ในฝัก ในมือของเขายังคงถือพู่กันอักขระที่ปลายขนเปียกโชกไปด้วยเลือดสดๆ จากปลายนิ้วของตนเอง การคำนวณตำแหน่งจุดอับของค่ายกลห้าธาตุสวรรค์เมื่อครู่ กินพลังจิตวิญญาณของเขาไปมากโข เม็ดเหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผม แต่นัยน์ตาคู่คมยังคงสว่างวาบด้วยประกายแห่งปัญญา เบื้องหน้าของเขาไม่ไกลนัก ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวดอกเหมันต์กำลังยืนค้ำยันกระบี่อิงฮวาไว้กับพื้น นางเซียนซูหยาง... หญิงสาวผู้มีฉายานามว่า "กระบี่ไร้ปรานี น้ำแข็งหมื่นลี้" บัดนี้ริมฝีปากบางเฉียบปรากฏรอยโลหิตสีชาดตัดกับผิวขาวซีดราวกระเบื้องเคลือบ ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดั่งกาลเวลาหยุดนิ่ง บัดนี้กำลังสั่นไหวเล็กน้อยยามกวาดสายตามองร่องรอยการสลักอักขระบนพื้นหิน "เจ้า..." น้ำเสียงของซูหยางราบเรียบดั่งสายน้ำในฤดูหนาว ทว่าซ่อนความระแวงสงสัยเอาไว้ลึกซึ้ง "เจ้าใช้ค่ายกลกระบี่หกทิศสยบเส้นชีพจรหยินหยางเมื่อครู่ได้อย่างไร? นั่นเป็นรูปแบบค่ายกลโบราณที่สูญหายไปจากยุทธภพมากว่าสามร้อยปี แม้แต่เจ้าสำนักกระบี่สวรรค์ยังทำได้เพียงพลิกตำราอ่านผ่านตา" เซียวเหวินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นไม่ได้มีความเย่อหยิ่งจองหอง หากแต่เปี่ยมด้วยความสุขุมลุ่มลึกที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด เขาสอดพู่กันกลับเข้าอกเสื้อ ชำเลืองมองนางเซียนผู้สูงศักดิ์ด้วยแววตาสุภาพ "ตำราโบราณก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่ง หากอ่านด้วยตาเนื้อ ย่อมเห็นเพียงตัวอักษร แต่หากอ่านด้วยหัวใจและวิถีแห่งธรรมชาติ คุณแม่ทัพย่อมรู้ว่าค่ายกลทุกค่ายกลในใต้หล้าล้วนมี ‘จุดตาย’ ที่เปรียบเสมือนลมหายใจแรกเกิด" เซียวเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล "และข้า... เพียงแค่ทำในสิ่งที่มันควรจะเป็น" ซูหยางแค่นเสียงเย็นชาในลำคอ นางปรายตามองคราบเลือดบนพื้นสลับกับใบหน้าของบุรุษตรงหน้า หัวใจที่เคยถูกแช่แข็งไว้ด้วยเคล็ดวิชาตระกูลซูมาตลอดหลายสิบปี บัดนี้กลับรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนแปลกประหลาดที่ไม่อาจควบคุมได้ นี่คือครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่มีผู้ชายคนหนึ่ง ไม่เพียงแต่มองทะลุกลยุทธ์อันซับซ้อนของนางออก หากแต่ยังเข้ามาร่วมเผชิญหน้าและแก้ปัญหาเคียงบ่าเคียงไหล่อย่างเท่าเทียม โดยไม่ใช้กำลังเข้าข่มเหง หรือเอ่ยวาจาโลภโมโทสันน่ารังเกียจเหมือนพวกผู้อาวุโสสำนักต่างๆ "สามหาวนัก..." ซูหยางพึมพำเบาๆ นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนร่องรอยความประหม่าที่ฉายชัดบนพวงแก้มขาวเนียน "เจ้าคิดว่าการช่วยข้าทำลายกลไกชั้นนอกนี้ได้ แล้วข้าจะยอมรับน้ำใจจากเจ้าหรือ? วิถีกระบี่ของข้าและเจ้าอยู่คนละเส้นทางกัน" "เส้นทางอาจต่าง แต่ปลายทางย่อมบรรจบที่เดียวกัน แม่นางซู..." เซียวเหวินก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าวอย่างระมัดระวัง ไม่รุกล้ำจนเกินงาม แต่ก็ไม่ถอยหนีจนดูห่างเหิน เขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง ซึ่งเป็นผลจากการสะท้อนกลับของพลังปราณเซียน "อย่าเข้ามานะ!" ซูหยางตวัดสายตาดุจคมกระบี่ใส่ ทว่าน้ำเสียงของนางกลับขาดความดุดันไปครึ่งส่วน เซียวเหวินหยุดฝีเท้าลงทันที เขายกมือขึ้นประสานคารวะตามธรรมเนียมสุภาพชน ประกายตาเต็มไปด้วยความจริงใจที่หาได้ยากยิ่งในยุทธภพอันโสมม "ข้าหาได้มีเจตนารบกวนความสงบของแม่นาง เพียงแต่... พิษโลหิตมารที่แทรกซึมอยู่ในเส้นชีพจรหยินของท่านกำลังกัดกินตบะบำเพ็ญ หากท่านยังดึงดันใช้เคล็ดกระบี่เหมันต์ฝืนทะลวงด่านในคืนพระจันทร์สีเลือดนี้ เกรงว่าพลังปราณย้อนกลับจะทำลายจุดตันtian (จุดศูนย์กลางพลังปราณ) ของท่านจนป่นปี้" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของซูหยาง นางสะارتกายเล็กน้อย ใบหน้าซีดเผือดลงทันตา เพราะสิ่งที่เซียวเหวินพูดคือความจริงที่นางพยายามปิดบังมาตลอด นางออกเดินทางตามหาโสมพันปีเหมันต์ก็เพื่อรักษาอาการธาตุไฟเข้าแทรกนี้ แต่วันนี้ อาการของมันกลับกำเริบเร็วกว่าที่คาดไว้ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ภายในถ้ำมีเพียงเสียงหยดน้ำจากหินงอกหินย้อยและเสียงลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกอย่างระมัดระวังของคนทั้งสอง ซูหยางเม้มริมฝีปากแน่น มือที่กำด้ามกระบี่สั่นเทาเล็กน้อย ความทระนงตนในฐานะยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งดินแดนประจิมไม่อนุญาตให้นางก้มหัวขอความช่วยเหลือจากผู้ใด แต่วินาทีนี้ สติปัญญาและความสุขุมเยือกเย็นของเซียวเหวินที่แสดงออกมาตลอดทาง ได้พังทลายกำแพงความหยิ่งยโสของนางลงทีละน้อย นี่คือ "ครั้งแรก" ที่นางรู้สึกว่าตนเองพ่ายแพ้... ไม่ใช่พ่ายแพ้ด้วยกระบี่หรือพลังปราณที่เหนือกว่า แต่พ่ายแพ้ต่อสติปัญญาและวิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่ามหาสมุทรของบุรุษผู้นี้ ซูหยางสูดลมหายใจเข้าลึก, พยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่เสียดแท่นไปถึงกระดูกดำ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเซียวเหวินโดยตรง ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความเย็นชาหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความซับซ้อนและยอมจำนนลึกๆ "หากเจ้ามีวิธี... เหตุใดไม่รีบพูดออกมา?" น้ำเสียงของนางอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นการยอมรับทางอ้อมครั้งแรกที่ทรงพลังยิ่งกว่าคำพูดหวานหูใดๆ ในโลก เซียวเหวินแย้มยิ้มในดวงตา เขารู้ดีว่าก้าวแรกในการทะลายกำแพงน้ำแข็งของนางเซียนผู้นี้ได้สำเร็จลุล่วงแล้ว "วิธีมีอยู่..." เซียวเหวินกล่าวพลางยื่นมือออกไปเบื้องหน้า ฝ่ามือหนามั่นคงไม่มีการสั่นไหว "แต่ข้าต้องการให้แม่นางเชื่อใจข้า หลับตาลง แล้วส่งมอบการควบคุมพลังปราณทั้งหมดให้ข้าเพียงชั่วเคลิ้มก้านธูป" ซูหยางนิ่งงัดไปชั่วขณะ มองมือที่ยื่นมาตรงหน้า สัญชาตญาณของจอมยุทธ์เตือนภัยว่าการมอบการควบคุมพลังปราณให้ผู้อื่นเท่ากับการฝากชีวิตไว้ในกำมือของเขา ทว่าเมื่อมองลึกลงไปในนัยน์ตาที่ฉายแววสุภาพบุรุษและจริงใจคู่นั้น นางกลับไม่พบร่องรอยของความคิดชั่วร้ายแม้แต่น้อย หญิงสาวหลับตาลงช้าๆ ผ่อนลมหายใจยาว ยอมปล่อยวางความระแวงทั้งหมดลง แล้วยื่นมือเรียวบางดึงหยกเนื้อดีวางลงบนฝ่ามือของเซียวเหวิน เป็นการยินยอมพร้อมใจที่จะฝากฝังชีวิตไว้กับเขา ทว่า... ในวินาทีที่ฝ่ามือของทั้งสองสัมผัสกัน กลิ่นอายโลหิตแปลกประหลาดสายหนึ่งก็พวยพุ่งทะลักออกมาจากผนังถ้ำด้านหลังอย่างกะทันหัน! เงาสีดำทมิฬนับร้อยสายพุ่งแหวกความมืดออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดแก้วหู "ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งใจเสียจริง! น่าเสียดาย... คู่รักเซียนคู่ภพนี้ จะต้องดับสูญ ณ ถ้ำเหมันต์แห่งนี้พร้อมกัน!" เซียวเหวินหรี่ตาลงทันที พู่กันอักขระในมือซ้ายดีดตัวออกวาดลวดลายกลางอากาศด้วยความเร็วระดับสายฟ้าแลบ ทว่าสีหน้าของเขากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่คุ้นเคยอย่างยิ่งจากผู้นำเงาทมิฬนั้น ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพและไขปริศนาไปกับผม หมึกทองคำข้ามภพ นะครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบพยศนางเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%