"เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้แมลงริอาจกัดกินรากแก้วแห่งแดนเซียนไปได้นานเพียงใดหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำของเซียวเหวินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในหอตำราลับ กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นผงแห่งกาลเวลาไม่ได้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาขีดเขียนอักขระสีทองกลางอากาศอย่างรวดเร็ว เส้นสายเหล่านั้นส่องประกายวูบวาบก่อนจะซึมหายเข้าไปในผนังศิลา เผยให้เห็นร่องรอยการตัดทอนของค่ายกลดั้งเดิมที่ควรจะไร้จุดบอด
ซูหยางยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลัง ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของนางดูราวกับจะสะท้อนความเย็นเยียบออกมา ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นจ้องมองแผ่นหลังของบุรุษผู้ถือครองวิถีกระบี่ที่นางมิอาจหยั่งถึง ความเย็นชาที่เคยเป็นเกราะป้องกันหัวใจค่อยๆ แตกสลายลงเมื่อยามที่เขาเผชิญหน้ากับความโสมมของยุทธภพเพื่อปกป้องนาง
"ศิษย์ทรยศผู้นั้นไม่ใช่คนโง่เขลา การที่มันสามารถผ่านค่ายกลเก้าชั้นดารามาได้โดยไม่ส่งสัญญาณเตือน หมายความว่ามันต้องรู้วิธีการไหลเวียนของลมปราณภายในนี้ดีพอๆ กับเจ้า" ซูหยางกล่าว เสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำที่ไร้คลื่นลม แต่แฝงไปด้วยความกังวลที่ซ่อนลึก
เซียวเหวินหยุดมือ อักขระตัวสุดท้ายที่เขาวาดถูกตรึงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น "ที่เจ้ากล่าวมานั่นแหละคือสิ่งที่น่าหวั่นใจยิ่งกว่า ซูหยาง... ในสำนักแห่งนี้ คนที่รู้ความลับของค่ายกลข่ายดาวและได้รับความไว้วางใจให้เข้าถึงหอตำราลับได้ มีเพียงผู้อาวุโสระดับสูงไม่กี่คน"
เขาหันกลับมา แววตาคมกริบราวกับกระบี่ที่เพิ่งหลุดจากฝัก "นั่นหมายความว่า 'หนอน' ตัวนี้ ไม่ใช่แค่ศิษย์ แต่เป็นคนที่มีบารมีค้ำหัวพวกเราอยู่"
"เจ้าจะบอกว่า..." ซูหยางชะงัก สายตาสั่นไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งตามเดิม
"ใช่ ข้าได้เบาะแสมาจากเศษเสี้ยวของยันต์สะกดรอยที่ข้าแอบทิ้งไว้" เซียวเหวินก้าวเข้ามาใกล้ ความกดดันจากพลังบำเพ็ญเพียรของเขาแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบกายหนาวเหน็บกว่าปกติ เขาหยิบผลึกอักขระชิ้นหนึ่งออกมา มันส่งเสียงกังวานแผ่วเบาเหมือนเสียงกระซิบของปีศาจ "ร่องรอยพลังปราณสายนี้... มันเจือไปด้วยกลิ่นอายของ 'วิชาดูดกลืนวิญญาณ' ซึ่งเป็นวิชาต้องห้ามที่สาบสูญไปนานแล้ว"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่พยายามย่องเบาแต่ไม่อาจหลบเลี่ยงประสาทสัมผัสของทั้งคู่ได้ดังมาจากหลังบานประตูศิลา เซียวเหวินไม่ได้หันไปมอง เขาเพียงสะบัดชายแขนเสื้อ กระแสลมปราณที่ควบคุมด้วยอักขระเวทก็พุ่งไปปิดตายประตูทุกทิศทางทันที
"ออกมาเถิด" เซียวเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "การหลบซ่อนในค่ายกลที่ข้าเป็นผู้สร้างขึ้นมากับมือ เป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่าเกินไป"
เงาดำสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากมุมมืดของหอตำรา รูปร่างที่ดูคุ้นตาประกอบกับท่าทางการเดินที่สง่างามเกินกว่าจะเป็นเพียงศิษย์ธรรมดา ทำให้ซูหยางต้องกำด้ามกระบี่ในมือแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ
"ข้านึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเจ้าจะตื่นตัวถึงเพียงนี้... เซียวเหวิน" เสียงชายชราดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าที่เผยออกมาท่ามกลางแสงสลัวของดวงไฟวิญญาณ เป็นผู้อาวุโสอาวุโสจาง ผู้ซึ่งดูแลงานสารบบของสำนักมานานกว่าห้าร้อยปี
"ผู้อาวุโสจาง?" ซูหยางอุทาน แววตาของนางเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ "ท่านทำเช่นนี้ไปเพื่อเหตุใด? ความจงรักภักดีที่ท่านมอบให้สำนักมาตลอดชีวิต เป็นเพียงฉากหน้าเพื่อรอวันปลดผนึกสิ่งชั่วร้ายเช่นนั้นหรือ?"
ผู้อาวุโสจางหัวเราะร่า เสียงหัวเราะแหลมเล็กบาดแก้วหู "ความจงรักภักดี? ฮ่าๆๆ! ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นคือผู้กำหนดทิศทางลม ใครจะมัวมาสนใจศีลธรรมที่พวกเจ้าพร่ำสอน ข้าเพียงแค่ทำตามความปรารถนาของ 'นาง' ผู้รอคอยการกลับมาของยุคสมัยแห่งความมืดมิดเท่านั้น!"
เซียวเหวินหรี่ตาลง จิตวิญญาณแห่งกระบี่เริ่มหมุนวนอยู่รอบกายเขา "เจ้าไม่ใช่คนของสำนักนี้... เจ้าถูกสิ่งนั้นครอบงำตั้งแต่เมื่อไหร่?"
ผู้อาวุโสจางยิ้มแสยะ "เจ้าถามคำถามที่สายเกินไปแล้ว"
เขายกมือขึ้น สัมผัสถึงพลังปราณสีดำที่พุ่งทะลักออกมาจากกาย ผนังหอตำราที่เซียวเหวินเพิ่งวางอักขระไว้สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ดูเหมือนว่าศิษย์ทรยศผู้นี้จะรู้จุดอ่อนของค่ายกลที่เขาเพิ่งแก้เสร็จด้วยเช่นกัน
เซียวเหวินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายของเขาปกคลุมด้วยไอสังหารที่รุนแรงจนพื้นศิลาแตกร้าว "ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใครหรือโดนสิ่งใดครอบงำ แต่การที่เจ้าบังอาจเหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตของข้า และคิดจะทำร้ายสตรีผู้อยู่ข้างกายข้า... นั่นคือความผิดพลาดเพียงหนึ่งเดียวที่เจ้าจะไม่มีโอกาสได้แก้ไข"
ขณะที่เขากำลังจะชักกระบี่ออกจากฝัก แสงสว่างจากยันต์อักขระที่ผู้อาวุโสจางถืออยู่กลับเปล่งประกายสีเลือดอย่างรุนแรง มันไม่ใช่การโจมตี แต่มันคือสัญญาณเรียกหาบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน...
ทันใดนั้น พื้นหอตำราก็แยกตัวออก! เสียงคำรามก้องเหมือนสัตว์ป่าดึกดำบรรพ์ดังทะลุขึ้นมาจากเบื้องล่างของสำนักเซียน กองทัพเงาดำนับร้อยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยก ราวกับว่าหอตำราแห่งนี้ไม่ใช่วิหารแห่งความรู้ แต่เป็นประตูปิดผนึกนรกขุมที่ลึกที่สุด
เซียวเหวินนิ่งค้างไปชั่วขณะเมื่อเห็นเงาดำเหล่านั้นชัดๆ ใบหน้าของพวกมันแต่ละตัว... คือใบหน้าของบรรดาเซียนอาวุโสที่เคยสาบสูญไปเมื่อพันปีก่อน!
"เจ้าไม่ได้สู้กับข้าเพียงลำพังหรอก เซียวเหวิน" ผู้อาวุโสจางเอ่ยพร้อมกับร่างที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด "คนพวกนี้... คือต้นกำเนิดของความจริงที่เจ้าพยายามสืบหา และพวกมัน... กำลังหิวโหย"
หมึกทองคำข้ามภพขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่ของเซียวเหวินนะครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบพยศนางเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 14
ร่องรอยศิษย์ทรยศ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบพยศนางเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!