วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบพยศนางเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 15

จวนแห่งมายา

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"เจ้าไม่ได้สู้กับข้าเพียงลำพังหรอก เซียวเหวิน..." เสียงก้องกังวานของผู้อาวุโสจางยังคงวนเวียนดั่งคลื่นใต้น้ำที่กัดเซาะรากฐานจิตใจ ทว่าเบื้องหน้าของเซียวเหวินในเวลานี้ มิใช่ความมืดมิดอันว่างเปล่า หากแต่เป็นมหาสมุทรแห่งภาพมายาที่บิดเบี้ยวผืนฟ้าและผืนดินเข้าหากัน ราวกับโลกใบนี้ถูกฉีกทึ้งแล้วนำมาประกอบใหม่ด้วยฝีมือของปีศาจคลั่ง ค่ายกลหมื่นพิภพแปรเปลี่ยนเป็นหุบผาสีชาด ไอหมอกสีนิลทอประกายเย็นเยียบรากเลือดลอยวนอยู่รอบกาย ท่ามกลางพายุอักขระโบราณที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่นยักษ์ ซูหยาง นางเซียนผู้เคยงดงามสง่าดั่งหิมะพันปี บัดนี้ร่างระหงของนางกำลังถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนปราณโลหิตที่ผุดขึ้นมาจากพื้นศิลาเบื้องล่าง ดวงตาคู่งามที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งไร้รอยร้าว บัดนี้เจือไปด้วยประกายความเจ็บปวดจากการฝืนต้านทานพลังจิตวิญญาณที่กำลังกัดกินแก่นแท้ของนางทีละน้อย กระบี่คู่กาย "เหมันต์นิรันดร์" วางนอนนิ่งอยู่บนพื้นห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว ทว่าสำหรับผู้ที่ติดอยู่ในค่ายกลมายานี้ สามก้าวยาวนานราวกับขอบเขตสวรรค์ที่ไม่มีวันเอื้อมถึง "ซูหยาง!" เสียงเรียกของเซียวเหวินมิได้หลุดออกมาจากลำคอด้วยความตื่นตระหนก ทว่ามันหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยพลังปราณที่แผ่ขยายออกปกป้องสภาวะจิตของตนเองจากภาพลวงตา เขารู้ดีว่าศัตรูไม่ได้ต้องการปลิดชีพพวกเขาด้วยกำลังภายนอก แต่ต้องการให้จิตใจของพวกเขาแตกสลายไปจากความหวาดระแวงและความไร้หนทาง นางเซียนสาวสะท้านเฮือก เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นแววตาที่เริ่มเลือนราง "เซียวเหวิน... อย่าเข้ามา..." เสียงของนางแหบพร่าและเย็นเยียบ ทว่าแฝงความห่วงใยที่ซ่อนไว้ใต้ความเย่อหยิ่งมาเนิ่นนาน "นี่คือ 'ค่ายกลกลืนวิญญาณเก้าชั้นฟ้า'... ยิ่งเจ้าใช้พลังปราณมากเท่าไหร่ ภาพมายาจะยิ่งกัดกินความทรงจำของเจ้ามากเท่านั้น... เจ้าไม่มีทาง... เอาชนะมันได้หรอก..." เซียวเหวินแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นทั้งเย้ยหยันต่อฟ้าดินและเปี่ยมด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้น "ในยุทธภพนี้ สิ่งที่ข้าพึ่งพาไม่เคยใช่โชคชะตา..." เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พื้นศิลาเบื้องล่างพลันแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงสีครามที่พร้อมจะแผดเผาร่างเป็นจุล "และยิ่งไม่ใช่ภาพมายาที่สร้างขึ้นจากความกลัวของมนุษย์... ซูหยาง เจ้าจำที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่? แม้กระทั่งความตาย... ก็ยังต้องรอให้ข้าอนุญาตเสียก่อน" สิ้นคำพูด ร่างของเซียวเหวินก็พุ่งทะยานออกไปราวกับสายอัสนีบาต! ทว่า ทันทีที่เท้าสัมผัสลงบนพื้นศิลาแผ่นที่สอง ภาพเบื้องหน้าก็บิดเบี้ยวในพริบตา ผืนดินหายวับไป กลายเป็นหุบเหวไร้ก้นบึ้ง เสียงคำรามของอสูรบรรพกาลดังกึกก้องราวกับจะฉีกแก้วหู ร่างนับร้อยของศัตรูที่เขาเคยสังหารในอดีตผุดขึ้นมาจากความมืดมิด พุ่งเข้ามารุมทึ้งด้วยความแค้นเคือง กลิ่นอายคาวเลือดตลบอบอวลจนน่าคลื่นไส้ นี่คือภาพมายาที่ดึงเอาความทรงจำอันมืดมนที่สุดในจิตใจของผู้บำเพ็ญเพียรออกมาทรมาน หากจิตใจหวั่นไหวแม้เพียงธุลีเดียว วิญญาณจะแตกดับกลายเป็นผุยผงทันที เซียวเหวินไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง เขากวาดตามองภาพเหล่านั้นด้วยแววตานิ่งสงบดั่งบึงน้ำโบราณ "ของปลอม... ก็คือของปลอมวันยังค่ำ" นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์หลอมรวมเข้ากับปลายนิ้ว กลายเป็นอักขระโบราณสีทองอร่ามเจิดจรัส แสงสว่างเจิดจ้าพุ่งทะลวงผ่านความมืดมิดราวกับดวงตะวันแรกแย้งที่สาดส่องทำลายราตรีอันยาวนาน *เปรี้ยง! เปริม!* ภาพมายาทั้งหมดรอบตัวแตกละเอียดดั่งกระจกที่ถูกค้อนทุบ เสียงกรีดร้องโหยหวนของภูตผีปีศาจดังระเบิดขึ้นครั้งหนึ่งก่อนจะสลายกลายเป็นไอสีดำจางหายไปในอากาศ เซียวเหวินยืนตระหง่านอยู่กลางลานพิธีอย่างมั่นคง เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมเพียงเล็กน้อย บ่งบอกว่าการทะลวงค่ายกลนี้ต้องใช้พลังสมาธิมหาศาลเพียงใด ซูหยางมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง นางอยู่ในวงล้อมของค่ายกลนี้มานานนصفชั่วยาม จนเกือบจะสูญเสียสติไปชั่วนิรันดร์ แต่เซียวเหวินกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจในการมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้และจุดอ่อนของมัน "เจ้า..." ซูหยางพยายามขยับตัว โซ่ตรวนโลหิตส่งเสียงเสียดสีกันดังลั่นจนเกิดประกายไฟ "เจ้าทำได้อย่างไร? จุดตายของค่ายกลนี้ซ่อนอยู่ลึกถึงชั้นที่เก้า..." เซียวเหวินก้าวเข้าไปใกล้ร่างของนาง นั่งลงชันเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าหญิงสาว มือหนายื่นออกไปสัมผัสโซ่ตรวนปราณโลหิตที่พันธนาการร่างนางไว้ ปลายนิ้วของเขาทอประกายแสงอักขระสีทองระยิบระยับเพื่อสกัดกั้นการดูดกลืนพลัง "เพราะค่ายกลนี้สร้างขึ้นจาก 'ความโลภ' ของผู้อาวุโสจาง..." เซียวเหวินเอמהเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น ชวนให้รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด "สิ่งที่พวกมันต้องการคือการควบคุมจิตใจ ไม่ใช่การทำลายล้าง สิ่งที่ซ่อนอยู่จึงไม่ใช่พลังที่แท้จริง แต่เป็นเพียงภาพสะท้อนของความกลัวในใจเราเอง... เมื่อเราไม่กลัวความตาย ภาพมายาก็ไร้ซึ่งตัวตน" ดวงตาคู่งามของซูหยางไหววูบ นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษผู้นี้ แววตาที่เคยเยือกเย็นและห่างเหิน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลึกซึ้งที่นางไม่เคยเปิดเผยให้ผู้ใดได้เห็นตลอดชีวิตการเป็นนางเซียน "เจ้าช่าง... ทะนงตัวเสียจริงนะ เซียวเหวิน" นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ใบหน้างามขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันหนทบ "ข้าเพียงแค่พูดความจริง" เซียวเหวินยิ้มบางๆ ก่อนจะรวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วกดลงไปบนจุดชีพจรหลักของโซ่ตรวนโลหิต *เปรี้ยง!* โซ่ตรวนสีนิลแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พลังปราณอันบริสุทธิ์ทะลักล้นออกมาจนเกิดเป็นคลื่นลมกระโชกแรงพัดพาเศษซากค่ายกลปลิวหายไปในอากาศ ร่างระหงของซูหยางเซถลาเข้าสู่อ้อมกอดของเซียวเหวินโดยสัญชาตญาณ กลิ่นอายความเย็นยะเยือกของนางผสมผสานเข้ากับไอความอบอุ่นจากร่างกายของเขาอย่างลงตัว ทว่า ความเงียบสงบยังไม่ทันได้แผ่ซ่านทั่วบริเวณ แผ่นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอีกครั้ง ราวกับมีบางสิ่งที่ใหญ่โตและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล เสียงหัวเราะแหบแห้งและเยือกเย็นดังสะท้อนมาจากความว่างเปล่าเบื้องบน... เสียงนั้นมิใช่ของผู้อาวุโสจางที่พวกเขาเพิ่งเผชิญหน้าไป "คิดว่าทำลายค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว... จะรอดพ้นจากเงื้อมมือของ 'นิกายโลหิตทมิฬ' ไปได้เช่นนั้นหรือ... เซียวเหวิน เจ้ายังอ่อนหัดนัก..." เงาร่างมหึมาสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนยอดผาสีชาด ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีเลือด ใบหน้าถูกปกกบด้วยหน้ากากอสูรทองคำ ดวงตาส่องประกายแสงสีแดงฉานจ้องมองลงมายังพวกเขาทั้งสองราวกับพญาอินทรีมองเหยื่อในกรงเล็บ พร้อมกันนั้น ดาบโลหิตเล่มมหึมาก็ถูกชักออกจากฝักบนหลังของมัน เสียงคมดาบเสียดสีกับอากาศดังบาดแก้วหู แรงกดดันจากขอบเขตพลังระดับ 'มหาปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์' แผ่ซ่ายกดทับลงมาจนอากาศรอบตัวแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง! --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดครับ - หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบพยศนางเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%