กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 16

วิชาผสานกาย

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเสียดกระดูก... ทว่าท่ามกลางความหนาวยะเยือกนั้น กลับมีไอร้อนสายหนึ่งพลุ่งพล่านราวกับลาวาใต้พื้นพิภพ หลี่เฟยขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปูดโปน เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากก่อนจะถูกพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างระเหยกลายเป็นไอสีขาวโพลน สภาพภายในร่างกายของเขายามนี้เปรียบเสมือนสนามรบระหว่างหยินและหยาง ธาตุไฟแทรกซ้อนธาตุน้ำ วรยุทธ์ที่ฝึกฝนมาตลอดชีวิตกำลังจะตีกลับเพราะพลังปราณของพรรคอธรรมที่ตกค้างอยู่ในจุดชีพจรหลัก "อย่าฝืนโคจรลมปราณด้วยความโกรธ หลี่เฟย... ท่านกำลังพาตัวเองไปสู่เส้นทางแห่งความวิปลาส" เสียงหวานเยือกเย็นดั่งธารน้ำแข็งบนยอดเขาหิมะสวรรค์ดังขึ้นใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ ซูเหมยขยับกายเข้ามาประชิดแผ่นหลังของเขาอย่างไม่ลังเล ฝ่ามือเรียวดุจหยกขาวทั้งสองข้างทาบลงบนจุดตันเถียนและแผ่นหลังของชายหนุ่มโดยตรง พลังปราณเหมันต์บริสุทธิ์ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของหลี่เฟยดั่งสายน้ำทิพย์ชะล้างไฟกัลป์ หลี่เฟยสะท้านเฮือก ดวงตาที่แดงก่ำด้วยพิษวิชาพรรคอธรรมค่อยๆ กลับคืนสู่ความตั้งมั่น เขารู้ดีว่าหากไร้ซึ่งนางในยามนี้ เส้นทางกระบี่ของเขาคงจบสิ้นลงที่ความตายอันน่าอนาถ "ซูเหมย... พลังของเจ้ากำลังต้านทานพิษโลหิตอสูรแทนข้า เกรงว่าจะย้อนกลับทำร้ายเส้นชีพจรของเจ้าเอง" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามดึงลมปราณของตนเองกลับมาควบคุม "วาจาเหลวไหลอันใดกัน" ซูเหมยเอ่ยเบาๆ แต่หนักแน่น แววตาคู่คมที่ปกติเยชาชาเย็นชาบัดนี้ฉายแววห่วงใยอย่างลึกซึ้ง "เราสองคนก้าวเดินบนเส้นทางยุทธภพที่เต็มไปด้วยขวากหนาม เคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน หากข้าต้องสูญเสียท่านไป... การมีชีวิตอยู่ต่อในยุทธภพอันว่างเปล่านี้จะมีประโยชน์อันใด" คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในใจของหลี่เฟย ราวกับกระบี่คมกริบที่เฉือนผ่านความลังเลและความหวาดกลัวทั้งหมดทิ้งไป เขาสูดลมหายใจเข้าลึก หลับตาลงแล้วผสานจิตเป็นหนึ่งเดียวกับนางตามคัมภีร์โบราณ 'วิชาผสานกาย' นี่ไม่ใช่เพียงการโคจรลมปราณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ แต่มันคือการหลอมรวมจิตวิญญาณและแก่นแท้แห่งวิชาของคนทั้งสองเข้าด้วยกัน ปราณกระบี่หักที่ดุดันทะยานฟ้าของหลี่เฟยเริ่มผสานเข้ากับปราณดาราเหมันต์ที่เยือกเย็นสง่างามของซูเหมย เกิดเป็นวงโคจรพลังรูปแบบใหม่ที่ทรงพลังและลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม แสงสีฟ้าครามและสีทองสลับกันเปล่งประกายรอบตัวคนทั้งคู่จนผนังถ้ำศิลาถึงกับสั่นสะเทือน ยุทธภพภายนอกอาจกำลังปั่นป่วนจากเงื้อมมือของพรรคอธรรมที่หมายครอบครองยุทธจักร แต่ ณ ห้วงเวลานี้ ในถ้ำลับแห่งหุบเขาเมฆาคล้อย ทั้งสองกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อต้านทานโชคชะตา ทว่า ในขณะที่พลังปราณกำลังพุ่งถึงจุดสูงสุดจนทะลวงผ่านขอบเขตพลังเดิมไปสู่ขั้นที่เหนือกว่า จู่ๆ ประสาทสัมผัสของหลี่เฟยก็กระตุกวูบ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาราวกับเงาพรายก็ดังขึ้นที่ปากทางเข้าถ้ำ พร้อมกับกลิ่นอายสังหารอันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านเข้ามา ซูเหมยลืมตาขึ้นทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด "มีคนสะกดรอยตามมา... และมันไม่ได้มาคนเดียว" หลี่เฟยลืมตาขึ้นเช่นกัน ประกายตาดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีล กระบี่หักในมือข้างกายสั่นระริกส่งเสียงร้องครางฮือราวกับกระหายเลือด เงาร่างสีดำนับสิบพุ่งทะยานผ่านม่านน้ำตกเข้ามาในถ้ำอย่างรวดเร็ว ผู้นำกลุ่มสวมหน้ากากอนธการสีทอง หัวเราะเยียบเย็นจนสะท้านสะเทือนโสตประสาท "ฮ่าๆๆ ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ย우จิมารดาแห่งวังเหมันต์กับกระบี่วิปลาสกำลังบำเพ็ญวิชาคู่ร่วมกัน... น่าเสียดายที่วันนี้ จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่!" หลี่เฟยลุกขึ้นยืนช้าๆ บังร่างของซูเหมยไว้เบื้องหลัง ครึ่งหนึ่งของกระบี่หักชี้ตรงไปเบื้องหน้าโดยไม่หวั่นเกรงต่อกองกำลังนับสิบที่ล้อมรอบ "อยากได้ชีวิตพวกเรา... ก็ลองเข้ามาถามกระบี่ในมือข้าดูก่อน!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพแห่งนี้ด้วยกันนะครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%