"บัญชีเลือดเมื่อยี่สิบปีก่อน วันนี้สมควรถึงเวลาชำระสะка"
น้ำเสียงแหบพร่าคล้ายเสียงเหล็กเสียดสีกันดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของหุบผาวารีทมิฬ ประกายตาสีชาดคู่หนึ่งทอแสงวาบขึ้นในความเวิ้งว้าง คล้ายดั่งดวงไฟผีพุ่งจากหลุมศพ แรงกดดันจากลมปราณระดับมหาวัชระแผ่ซ่านกดทับผืนปฐพีจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น หินผาน้อยใหญ่แตกร้าวส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอาดราวกับจะแหลกสลายเป็นจุล
หลี่เฟยยืนหยัดมั่นคง ปลายนิ้วเรียวยาวกุมด้ามกระบี่หักในมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน ลมหายใจของเขาผ่อนเข้าออกอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่านัยน์ตาคมกริบกลับหรี่แคบลงอย่างระแวดระวัง บาดแผลในอดีตที่เคยคิดว่าถูกฝังกลบด้วยกาลเวลา บัดนี้กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาด้วยเงาของผู้ที่ควรจะตายตกไปตามกันแล้ว
เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคือเงาร่างโค้งงอในชุดคลุมสีเทาหม่น ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกอบด้วยหน้ากากกระดูกอสูรที่แตกราน ส่งกลิ่นอายความตายและกลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ นี่คือ "เจ้าสำนักโลหิตทมิฬ" ผู้เคยสร้างความพินาศย่อยยับให้กับสำนักกระบี่เมฆาคาราวะในอดีต และเป็นผู้ลงมือปลิดชีพอาจารย์ผู้มีพระคุณยิ่งของหลี่เฟยด้วยมือคู่นั้น
"เจ้า... ยังไม่ตาย" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าซ่อนคลื่นอารมณ์อันบ้าคลั่งไว้เบื้องลึก สุ้มเสียงของเขาเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู
"ฮ่า... ฮ่า... ฮ่า..." เสียงหัวเราะแหบแห้งดังบาดแก้วหู ร่างในชุดคลุมขยับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า แต่ทว่ากลับรวดเร็วจนทิ้งภาพติดตา "เด็กน้อยในวันนั้น บัดนี้เติบโตจนกลายเป็นผู้ถือครองกระบี่หักที่ลือลั่นแล้วสินะ หลี่เฟย เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิชา 'กระบี่คว่ำดารา' ของอาจารย์เจ้า จะสามารถล้างมลทินในอดีตได้หมดจด?"
ซูเหมยที่ยืนอยู่เคียงข้างเงียบงัน นางก้าวเท้ามาเบื้องหน้าครึ่งก้าว ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกจากร่างจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ารอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน ดวงตาคู่งามของนางทอประกายเย็นชาดั่งดวงดาราในยามวิกาล มือเรียวบางสัมผัสเข้าที่ด้ามกระบี่น้ำแข็งที่เหน็บอยู่ข้างเอว พร้อมที่จะระเบิดพลังดาราศาสตร์เข้าห้ำหั่นศัตรูได้ทุกเมื่อ
"วาจาเหลวไหลของคนใกล้ตาย ไม่มีความจำเป็นต้องรับฟัง" ซูเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งคมมีด "ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผีหรือเป็นคน หากกล้าขวางทางเราวันนี้ จุดจบของเจ้ามีเพียงความดับสูญเท่านั้น"
"นางเซียนแห่งหุบผาดารา... ช่างอวดดีนัก" เจ้าสำนักโลหิตทมิฬแค่นเสียงเยาะหยัน "เจ้าคิดว่าลำพังพลังน้ำแข็งครึ่งๆ กลางๆ กับเด็กหนุ่มที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะแห่งวิถีกระบี่ จะสามารถต่อกรกับ 'วิชาโลหิตกลืนตะวัน' ของข้าได้กระนั้นหรือ?"
สิ้นเสียง ร่างของมันก็หายวับไปจากจุดเดิม ราวกับภูตผีที่ไร้เงา!
"ระวัง!" หลี่เฟยคำรามลั่นในลำคอ สัญชาตญาณการต่อสู้ที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนสั่งการให้เขาตวัดกระบี่หักในมือวาดเป็นวงโค้งคุ้มกันเบื้องหน้าทันที
*เปรี้ยง!*
ประกายไฟสีทองสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด แรงปะทะมหาศาลทำให้ร่างของหลี่เฟยไถลถอยหลังไปสามก้าว รอยเท้าลึกปรากฏบนพื้นศิลาแข็งแกร่ง เลือดลมในกายปั่นป่วนจนต้องแอบโคจรเคล็ดวิชาเพื่อกดจุดชีพจรระงับอาการบาดเจ็บ
ในเสี้ยววินาทีเดียวกัน ซูเหมยไม่รอช้า นางสะบัดข้อมือวาบ ฝ่ามือเรียวดั่งหยกขาวซัดออกไปกลางอากาศ ก่อเกิดเป็นพายุดาราศาสตร์และเกล็ดน้ำแข็งนับพันชิ้นพุ่งเข้าโอบล้อมร่างของศัตรู ทว่าเงาร่างของเจ้าสำนักโลหิตทมิฬกลับสลายกลายเป็นกลุ่มหมอกสีเลือด หลบเลี่ยงการโจมตีอันหนาวเหน็บได้อย่างไร้ร่องรอย
"วิชานี้... มันไม่ใช่คน!" ซูเหมยขมวดคิ้วมุ่นเป็นครั้งแรก สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ร่างกายของมันถูกหลอมรวมเข้ากับค่ายกลโลหิตโบราณ การโจมตีทางกายภาพไม่สามารถทำลายมันได้ง่ายๆ"
หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ศาสตราในมือสั่นระริกด้วยความกระหายเลือด จิตวิญญาณแห่งกระบี่ในตัวตื่น 3 ส่วน 5 ส่วน จนกระทั่งทะยานขึ้นถึง 8 ส่วน! ออร่าสีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา แหวกกลุ่มเมฆหนาทึบจนแสงจันทร์สีนวลสาดส่องลงมาอาบร่างของเขา ราวกับเทพเจ้าแห่งกระบี่จุติลงมายังโลกมนุษย์
"วิชากลืนตะวันหรือจะสู้จิตวิญญาณที่มุ่งมั่น" หลี่เฟยกล่าวเบาๆ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังกลุ่มหมอกสีเลือดที่กำลังรวมตัวกันเบื้องหน้า "อาจารย์ของข้าล่วงลับไปแล้ว แต่วิถีกระบี่ที่ท่านทิ้งไว้... ยังคงสถิตอยู่ในใจของข้า วันนี้ ข้าจะใช้กระบี่หักเล่มนี้ ตัดขาดความแค้นเมื่อยี่สิบปีก่อนให้สิ้นซาก!"
เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พื้นดินใต้เท้าแหลกละเอียดเป็นผุยผง พลังปราณกระบี่ระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด กระบี่หักในมือถูกยกขึ้นระดับอก เตรียมปลดปล่อยกระบวนท่าสูงสุดที่แม้แต่ฟ้าดินยังต้องสะท้าน
ทว่า ในวินาทีที่หลี่เฟยกำลังจะเหวี่ยงกระบี่ออกไปนั้นเอง...
เงาร่างที่สามก็ปรากฏขึ้นเงียบเชียบราวกับภูตผีจากขุมนรก มันก้าวออกมาจากม่านหมอกสีเลือดด้านหลังของซูเหมยอย่างไร้สุ้มเสียง ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งกรงเล็บมารจ้วงแทงเข้าที่จุดตายกลางแผ่นหลังของนางเซียนสาวโดยที่นางยังไม่ทันตั้งตัว!
"ซูเหมย ระวัง!" หลี่เฟยเบิกตากว้าง หัวใจแทบหยุดเต้น สัญชาตญาณความห่วงใยพุ่งพล่านเหนือสิ่งอื่นใด เขายกเลิกการโจมตีศัตรูเบื้องหน้าในเสี้ยววินาที พุ่งทะยานร่างเข้าโอบกอดซูเหมยแล้วหมุนตัวหลบคมเล็บมรณะอย่างเฉียดฉิว
*ฉับ!*
คมเล็บเฉียดผ่านหัวไหล่ของหลี่เฟยไปเพียงเส้นยาแดง เลือดสดๆ สีแดงฉานสาดกระเซ็นลงบนพื้นหญ้าสีเขียวขจี ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่เฟยและซูเหมยต้องตกตะลึงจนค้างเติ่ง ไม่ใช่บาดแผลนั้น... หากแต่เป็นใบหน้าที่แท้จริงของมือลอบสังหารที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากาก ซึ่งค่อยๆ หลุดร่วงลงสู่พื้นดิน
ดวงตาทั้งสองคู่เบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อสายตา เมื่อบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขาในยามนี้ หาใช่ศัตรูเก่าอันไร้หน้าไม่... แต่กลับเป็น "ผู้อาวุโสเทียนเฉิน" อดีตสหายสนิทผู้ร่วมเป็นร่วมตายกับอาจารย์หลี่เฟย ซึ่งหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสิบปีก่อน!
ด้วยความขอบพระคุณจากใจ
พยัคฆ์ขาวคำราม
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 15
เงาแค้นเก่า
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!