“ถ้าอยากได้หัวของข้า... ก็ลองเข้ามาเอาด้วยชีวิตของเจ้าเองก็แล้วกัน!”
คมกระบี่สีนิลที่สะท้อนประกายจันทราดุจดั่งคมเขี้ยวแห่งพยัคฆ์ร้ายยังคงจดจ่ออยู่ตรงลำหอยาวระหง ปลายกระบี่หักสะบัดพลิ้วไหวตามแรงหอบหายใจเบาๆ ของหลี่เฟย เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายซึมผ่านไรผมชุ่มโชก อาภรณ์สีเทาเข้มขาดวิ่นเผยให้เห็นบาดแผลลึกยาวพาดผ่านแผ่นอก รอยแผลนั้นพ่นไอสีดำทมิฬอันเกิดจากพิษโลหิตมารที่ยังคงกัดกินเส้นชีพจรอย่างช้าๆ
ทว่า สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าพิษร้ายในกาย คือแววตาคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยความระแวงระวังและเด็ดเดี่ยวปานหินผา
เบื้องหน้าของเขา ซูเหมยยืนนิ่งงันดั่งรูปสลักน้ำแข็ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์พัดโบกสะบัดตามแรงลมราตรี แม้รอบกายของนางจะแผ่ไอเย็นเยือกราวจับขั้วหัวใจจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ารอบบริเวณกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน แต่ลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นกลับปรากฏริ้วรอยแห่งความไหววูบอย่างหาได้ยากยิ่ง นางไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นเรียกใช้ ‘กระบี่บุปผาน้ำแข็ง’ ประจำกาย ปล่อยให้คมกระบี่ของบุรุษตรงหน้าจ่อชิดผิวเนื้อโดยไม่คิดจะถอยร่นแม้แต่ครึ่งก้าว
ความเงียบงันเข้าปกคลุมผืนป่าไผ่ราตรี มีเพียงเสียงใบไผ่เสียดสีกันยามสายลมพัดผ่านและเสียงหอบหายใจอันติดขัดของหลี่เฟย
“เจ้าไม่ลงมือหรือ?” หลี่เฟยเค้นเสียงถาม รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างฝืนทน “ในเมื่อสำนักกระบี่เมฆาอัสนีของพวกเจ้าประกาศิตไว้ชัดเจนว่าผู้ใดที่ครอบครอง ‘คัมภีร์กระบี่พลิกฟ้า’ คือมารร้ายที่ต้องถูกกำจัดสิ้น เหล่ามือสังหารแห่งแดนเหนือตามล่าข้ามาสามปี เจ้าย่อมเป็นหนึ่งในสุนัขล่าเนื้อที่ถูกส่งมาเช่นกัน... เหตุใดตอนนี้จึงลังเลเล่า ซูเหมย?”
น้ำเสียงของเขาทั้งเย้ยหยันและเจ็บปวดในคราเดียวกัน ความหลังเมื่อสามปีก่อนย้อนคืนมาดั่งคลื่นพายุโหมกระหน่ำ ภาพโลหิตของอาจารย์และพี่น้องร่วมสำนักที่ถูกสังหารอย่างไร้ความปรานีโดยฝีมือของคนในยุทธภพยังคงฝังรากลึกในความทรงจำ หลี่เฟยเรียนรู้ที่จะไม่เชื่อใจผู้ใดอีก นอกเหนือจากกระบี่หักในมือและลมปราณที่หลงเหลืออยู่
ซูเหมยหลุบตาลงมองคมกระบี่ที่อยู่ห่างจากลำคอเพียงชั่วลมหายใจ นางไม่ได้สะดุ้งสะเทือนต่อคำดูถูกเหยียดหยามนั้นแม้แต่น้อย ทว่ากลับทอดถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ราวกับเสียงถอนหายใจของเซียนผู้โดดเดี่ยวบนยอดเขาไร้เมฆา
“หากข้าต้องการเอาชีวิตเจ้า... เจ้าคิดว่าบาดแผลบนอกของเจ้าจะยังปล่อยให้เจ้าตวัดกระบี่ขู่ข้าได้นานถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
สุ้มเสียงของนางราบเรียบ เย็นชาดั่งสายน้ำในฤดูเหมันต์ ทว่ากลับซ่อนความนัยอันหนักแน่นล้ำลึกเอาไว้ นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาหลี่เฟยตรงๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นใสกระจ่างดั่งดวงดาวบนท้องฟ้าไร้เมฆหมอก ไร้ซึ่งจิตสังหาร ไร้ซึ่งความโลภในคัมภีร์มาร และไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อความตาย
หลี่เฟยชะงักงัน กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ คิ้วหนาย่นเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าถูกส่งมาตามหาคัมภีร์กระบี่พลิกฟ้าจริง” ซูเหมยกล่าวต่อ น้ำเสียงของนางเริ่มมีความกังวานและจริงจังมากขึ้น “แต่ผู้ที่ต้องการมันอย่างแท้จริงคือเจ้าสำนักกระบี่เมฆาอัสนีผู้เฒ่า หาใช่ตัวข้าไม่... หลี่เฟย เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิชาอันล้ำเลิศที่สืบทอดมาแต่โบราณกาลจะสามารถบันทึกไว้บนแผ่นกระดาษธรรมดาได้? สามปีที่เจ้าแบกรับความอัปยศ ถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศและฆ่าอาจารย์ตัวเอง เจ้าไม่เคยฉุกคิดเลยหรือว่าเหตุใดในคืนที่สำนักถูกทำลาย มีเพียงเจ้าคนเดียวที่รอดชีวิต พร้อมกับเศษกระบี่หักเล่มนั้นในมือ?”
ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของหลี่เฟย ร่างกายของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง ข้อมูลที่นางเอ่ยออกมาตรงกับปริศนาที่ค้างคาใจเขามาตลอดสามปีเต็ม ภาพเหตุการณ์ในคืนเพลิงผลาญ คราบน้ำตาของอาจารย์ก่อนสิ้นลม และคำสั่งเสียสุดท้ายที่สั่งให้เขารักษา ‘เศษกระบี่’ เล่มนี้ยิ่งกว่าชีวิต...
*“จำไว้... อย่าให้มันตกอยู่ในมือของคนผู้เด็ดขาด...”*
หลี่เฟยผ่อนลมหายใจยาวเหยียด แรงกดดันจากคมกระบี่ในมือค่อยๆ ลดลง เขาลดปลายกระบี่ลงช้าๆ ก่อนจะเซถอยหลังไปสองก้าว ร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสเริ่มประท้วง พิษโลหิตมารตีกลับขึ้นมาจนเขากระอักลิ่มเลือดสีดำออกมาคำโต ซูเหมยพุ่งเข้ามาประคองร่างของเขาไว้ด้วยความรวดเร็วดุจภูตพราย ไอเย็นจากกายของนางแผ่ซ่านเข้ามาช่วยกดจุดสกัดพิษในเส้นชีพจรของหลี่เฟยอย่างแม่นยำ
ความเย็นเยียบนั้นไม่ได้ทำให้หนาวเหน็บ แต่มันกลับช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มราวกับไฟแผดเผาในอกของเขาให้สงบลง หลี่เฟยเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังถ่ายทอดลมปราณช่วยเหลือเขาด้วยความยากลำบาก เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าของนาง แสดงให้เห็นว่าการสะกดพิษมารนี้ต้องใช้พลังลมปราณมหาศาลเพียงใด
“ทำไม...” หลี่เฟยเค้นเสียงถามด้วยความสับสนระคนซาบซึ้ง “ข้าเป็นคนฆ่าคนของสำนักเจ้า... ข้าคือเป้าหมายที่เจ้าต้องกำจัด เหตุใดจึงช่วยข้า?”
ซูเหมยหยุดถ่ายทอดลมปราณชั่วขณะ นางใช้มือเรียวยาวเช็ดคราบเลือดที่มุมปากให้ชายหนุ่มอย่างเบามือ แววตาที่เคยเย็นชามาตลอดบัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนอย่างประหลาด
“ข้าไม่เคยเชื่อว่าเจ้าเป็นคนทรยศอาจารย์” ซูเหมยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงหนักแน่น “และที่สำคัญที่สุด... อาจารย์ของเจ้ากับอาจารย์ของข้า เคยเป็นสหายรักกันมาก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมนั้น ความจริงทั้งหมดไม่ได้ถูกซ่อนไว้ในคัมภีร์กระบี่ แต่มันถูกซ่อนไว้ที่ ‘แดนลับแลร้อยบุปผา’ ที่ที่พวกเรากำลังจะเดินทางไปต่างหาก”
หลี่เฟยมองลึกเข้าไปในดวงตาของคู่สนทนา กำแพงความระแวงที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดสามปีพังทลายลงทีละน้อย ความรู้สึกผิดบาปและความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นสายหนึ่งที่เขาไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน
เขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดในรอบหลายปี “ดูท่า... ข้าคงต้องฝากชีวิตไว้กับแม่นางซูเสียแล้วกระมัง”
ซูเหมยแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างหมั่นไส้ ทว่าริมฝีปากกลับระบายยิ้มบางๆ ออกมา “รู้ตัวก็ดีแล้ว พักผ่อนเสียเถอะ ยามรุ่งสางเราต้องเดินทางต่อ ทางข้างหน้ายังมีอันตรายรออยู่...”
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังคลี่คลายลงสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้ง พลันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างกะทันหัน!
บรึ้ม!
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มดังขึ้นจากทิศทางค่ายพักแรมที่พวกเขาเพิ่งจากมาเมื่อวานซืน คลื่นพลังลมปราณอันรุนแรงมหาศาลแผ่พุ่งปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าจนหมู่ดาวบนนภาดับแสงลงในพริบตา ไอสังหารสีโลหิตพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงอากาศดุจมังกรเลือดอัสดง
ซูเหมยหน้าถอดสีทันที นางผุดลุกขึ้นยืนขวางหน้าหลี่เฟยไว้พร้อมกับตวัดมือเรียกกระบี่บุปผาน้ำแข็งออกมาจากความว่างเปล่า ปราณกระบี่เย็นยะเยือกพุ่งทะยานขึ้นป้องกันรอบทิศทาง
“ไม่ใช่คนของสำนักกระบี่เมฆาอัสนี...” ซูเหมยพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก “นี่คือ... ‘ค่ายกลสะบั้นโลหิต’ ของพรรคมารทมิฬเก้าสวรรค์! พวกมันสะกดรอยตามเรามาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!”
หลี่เฟยกัดฟันกรอด ฝืนประคองร่างลุกขึ้นยืนเคียงข้างนาง แม้พิษในกายจะยังไม่หายดี แต่กระบี่หักในมือกลับเปล่งประกายแสงสีนิลทมิฬออกมาอย่างดุร้ายราวกับกระหายเลือด ท่ามกลางหมอกควันและไอสังหารที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
ในวินาทีนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งก็ร่อนลงมาประทับยืนบนยอดไผ่เบื้องหน้าอย่างเงียบเชื่องดั่งวิญญาณร้าย น้ำเสียงแหบพร่าดุจเสียงนกแสกกรีดร้องดังลอดผ่านความมืดมิดเข้ามาถึงโสตประสาท
“ฮ่าๆๆ... คุณชายหลี่ แม่นางซู พวกท่านไม่ต้องหาให้ยากหรอคir... ข้า ‘มารโลหิตไร้เงา’ รอรับคัมภีร์จากพวกท่านมาสามวันสามคืนแล้ว ส่งกระบี่หักเล่มนั้นมาแต่โดยดี มิฉะนั้น... วันนี้จะเป็นวันตายของพวกท่านทั้งคู่!”
ด้วยความขอบพระคุณจากใจ
พยัคฆ์ขาวคำราม
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 7
ใจคนยากแท้หยั่งถึง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!