กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 6

วิชาหมัดสยบเมฆา

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
“ช้าก่อน... ทายาทสำนักกระบี่สะท้านฟ้า ของสิ่งนั้น... มิใช่สิ่งที่เจ้าจะครอบครองได้แต่เพียงผู้เดียว!” สุ้มเสียงกังวานดั่งระฆังทองคำสะท้านสะเทือนผืนป่าไผ่เหมันต์ เสียงนั้นยังไม่ทันจางหาย บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นเหน็บหนาวจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว หลี่เฟยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขาเพียงแต่กุมด้ามกระบี่หักในมือแน่นขึ้นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์แผ่พุ่งออกจากร่างราวกับพายุหมุนขนาดเล็ก บดขยี้กิ่งไผ่ที่ร่วงหล่นจนกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา “คนที่ตามตื้อไม่เลิกรา... มักจะมีจุดจบที่ไม่ค่อยสวยงามนักนะครับ” หลี่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ซ่านออกมาจากกระดูก เบื้องหน้าของเขาคือลานหินผาอันเปลี่ยวร้าง ซูเหมยยืนสงบนิ่งอยู่บนก้อนศิลาเบื้องบน ร่างอรชรในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องแสงจันทร์นวลตา นางทอดสายตาลงมาเบื้องล่างด้วยแววตาห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นเป็นนิต “หลี่เฟย... คู่ต่อสู้ที่เจ้ากำลังจะเผชิญหน้าในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า หาใช่ยอดฝีมือทั่วไป หากเป็น ‘ราชันหมัดทะลวงเมฆา’ ผู้สำเร็จวิชาขั้นสูงสุดแห่งสำนักอัคคีทมิฬ พลังของมันสามารถหลอมละลายเหล็กไหลและแผดเผาชีพจรได้ในคราเดียว” หลี่เฟยเงยหน้าขึ้นสบตานาง แววตาของบุรุษผู้แบกรับความแค้นของสำนักฉายประกายความมุ่งมั่นอันแรงกล้า “ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันต์ หรืออสูรกายจากฟ้าดิน หากมันขวางทางที่ข้าต้องเดินผ่าน... ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้แหละ ผ่ามันออกเป็นสองซีก” คำพูดของเขาไม่ใช่ความอวดดี ทว่ามันคือสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ที่หลอมรวมจากเลือดและน้ำตาตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ถ้าเช่นนั้น... เจ้าก็จงแสดงให้ข้าเห็นเสียที ว่าวิชาหมัดสยบเมฆาที่เจ้ากำลังจะฝึกฝนในคืนนี้ จะมีความคมกล้าพอที่จะต้านทานฝ่ามือเพลิงผลาญสวรรค์ได้หรือไม่” ซูเหมยสะบัดแขนเสื้อเบาๆ แผ่นศิลาเบื้องหน้าพลันปรากฏอักขระโบราณเปล่งแสงสีฟ้าคราม ส่องสว่างสะท้อนผืนน้ำในลำธารเบื้องล่างจนกลายเป็นระลอกคลื่นแห่งพลังปราณ นี่คือค่ายกลลับที่นางใช้เวลาตระเตรียมตลอดสามวันสามคืน เพื่อช่วยให้หลี่เฟยสามารถทะลวงขีดจำกัดของร่างกายและจิตวิญญาณ หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ศาสตราในมือถูกตวัดลงปักกับพื้นศิลา เขาหลับตาลง ปล่อยให้จิตสำนึกดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งพลังปราณ ภายในกายของเขาเวลานี้ ชีพจรทั้งเก้าสายกำลังคำรามก้องราวกับมังกรที่ตื่นจากการหลับใหล ภาพเหตุการณ์ในอดีต วันที่สำนักกระบี่สะท้านฟ้าถูกเพลิงผลาญ เสียงกรีดร้องของอาจารย์ และรอยยิ้มเยาะเย้ยของศัตรูไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิด ทว่าคราวนี้... เขาไม่ได้ปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบงำจิตใจอีกต่อไป ความแค้น... ถูกหลอมรวมเข้ากับความเยือกเย็น จนกลายเป็น “วิชาหมัดสยบเมฆา” เคล็ดวิชาลึกลับที่แม้แต่ผู้คิดค้นยังต้องสะท้าน “ย้ากกก—!” เสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหวราวกับพยัคฆ์คำรามก้องป่า หลี่เฟยลืมตาโพรง ประกายตาสีทองแดงสาดส่องทะลุความมืด ร่างกายของเขาพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง หมัดขวาถูกกำแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะ ประจุไฟฟ้าสีม่วงเข้มแล่นพล่านไปตามกล้ามเนื้อทุกมัด ราวกับสายฟ้าที่ถูกกักเก็บไว้ในร่างมนุษย์ ตูม! หมัดแรกซัดออกไปยังอากาศว่างเปล่า ทว่าแรงกระแทกกลับสร้างคลื่นกระแทกขนาดมหึมา แหวกม่านเมฆบนท้องฟ้าให้แยกออกจากกันเป็นทางยาว รัศมีพลังแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนพื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ก้อนหินขนาดใหญ่รอบลานประลองแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ด้วยอานุภาพแห่งหมัดที่ผสานกับปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ ซูเหมยขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อหลบแรงกดดันอันมหาศาล แววตาคู่สวยฉายแววตะลึงลานระคนชื่นชม ‘เด็กหนุ่มผู้นี้... พัฒนาเร็วจนน่ากลัวจริงๆ ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม เขากลับสามารถผสานวิชาหมัดเข้ากับแก่นแท้แห่งกระบี่ได้อย่างไร้ที่ติ’ หลี่เฟยหอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้าคมคาย ทว่าแววตากลับเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดวงดาวบนฟากฟ้า เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ใช้มือข่ายยันพื้นศิลาไว้เพื่อพยุงร่าง ปราณในกายยังคงไหลเวียนวนลูปอย่างต่อเนื่อง บาดแผลจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเริ่มส่งผลกระทบต่อชีพจร แต่จิตวิญญาณของเขากลับยิ่งแกร่งกล้าขึ้นเป็นทวีคูณ “เจ้าไหวไหม?” เสียงของซูเหมยดังขึ้นแผ่วเบา นางเดินเข้ามาใกล้ พร้อมยื่นผ้าแพรสีขาวซับเหงื่อให้ด้วยความทะนุถนอม หลี่เฟยเงยหน้าขึ้นสบตานาง มุมปากยกยิ้มจางๆ “สำหรับข้า... คำว่า ‘ไม่ไหว’ ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมหรอกครับ” ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง ทันใดนั้นเอง... เปลวเพลิงสีดำสนิทสายหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศยามวิกาลเข้ามาด้วยความเร็วสูงราวกับดาวตก มันพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่โดยไร้ซึ่งการเตือนล่วงหน้า! ปัง! หลี่เฟยคว้ากระบี่หักขึ้นมาต้านรับไว้ได้ทันท่วงที แรงกระแทกมหาศาลทำให้ร่างของเขาไถลถอยหลังไปเป็นทางยาวหลายเมตร พื้นศิลาแตกสลายเป็นร่องลึก กลิ่นอายความร้อนระอุแผดเผาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว “ใครกัน!” ซูเหมยตวัดมือเรียกกระแสน้ำแข็งปกป้องเบื้องหน้า ดวงตาคู่คมกวาดมองไปยังความมืดมิดเบื้องล่างหุบเขา เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ ชายผู้สวมหน้ากากอสูรเพลิงถือกระบองเหล็กกล้าเพลิงทมิฬไว้ในมือ แววตาภายใต้หน้ากากคู่นั้นจ้องมองมาที่หลี่เฟยราวกับพญาอินทรีย์ที่กำลังมองเหยื่อในกรง “ฮ่าๆๆ ทายาทสำนักกระบี่สะท้านฟ้า... ฝีมือเจ้าพัฒนาขึ้นไม่เลวเลยนี่” เสียงหัวเราะแหบพร่าดังขึ้นสะท้อนก้องหุบเขา “แต่可惜 (น่าเสียดายยิ่งนัก)... คืนนี้ จะเป็นคืนสุดท้ายที่เจ้าจะได้มองดูแสงจันทร์ เพราะหัวของเจ้า... ข้า ‘อัคคีโลกันต์’ จองเอาไว้แล้ว!” หลี่เฟยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะสะบักสะบอมจากการฝึกฝนวิชาเมื่อครู่ แต่ประกายในแววตากลับเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ไม่อาจปิดบัง เขาชี้กระบี่หักในมือไปที่หน้ากากของศัตรูโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ถ้าอยากได้หัวของข้า... ก็ลองเข้ามาเอาด้วยชีวิตของเจ้าเองก็แล้วกัน!” ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้วิถีกระบี่นี้ก้าวเดินต่อไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%