"หมอบลง!"
สุ้มเสียงนั้นมิได้ดังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น หากแต่ก้องกังวานลึกลงไปในห้วงสำนึก ราวกับค้อนเหล็กนับหมื่นชิ้นที่ถูกทุบลงบนจิตวิญญาณโดยตรง หลี่เฟยกระอักโลหิตคำโตออกมาทันที ร่างกายแทบทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นหินอัคนี แรงกดดันนี้นับว่าแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก มันมิใช่จิตสังหารอันป่าเถื่อนเลือดเย็นของเงาอสูรโลหิตที่เพิ่งดับสลายไป หากแต่เป็น... คลื่นพลังแห่งกาลเวลาและบรรพกาลที่กดทับทายาทผู้เคราะห์ร้ายให้ต้องจำนนต่อเบื้องสูง
ซูเหมยเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย นางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งหิมะพันปีกลับต้องใช้ปลายนิ้วเรียวยาวจิกเข้าที่ฝ่ามือจนโลหิตสีชาดซึมไหล นางสะบัดข้อมือวาบ ถักทอสายธารปราณเหมียวอัสดงปกป้องคุ้มครองแผ่นหลังของหลี่เฟยไว้ในคราเดียว
"ระวังตัวด้วย... พลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ในยุทธภพยุคปัจจุบันจะครอบครองได้" ซูเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย นัยน์ตาคู่งามฉายแววตื่นตระหนกที่หาได้ยากยิ่ง
เบื้องหน้าของคนทั้งสอง เงาหมอกสีครามเข้มค่อยๆ ม้วนตัวรวมกันเป็นรูปทรง บรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวบดบังทัศนียภาพจนหมดสิ้น กลิ่นอายโบราณกาลที่สาบสูญไปนับหมื่นปีคละคลุ้งตลบอบอวล ราวกับประตูกาลเวลาถูกกระชากเปิดออกด้วยมือของเทพยดาผู้เกรี้ยวกราด
หลี่เฟยกัดฟันกรอด ฝืนยืดกายขึ้นอย่างทระนง มือข้างที่ถือกระบี่หักสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือ... เศษเหล็กขึ้นสนิมในมือของเขาเวลานี้ กลับสั่นสะท้านรับคลื่นพลังปริศนานั้นราวกับมันเป็น "บุตรที่กำลังร่ำไห้หาบิดา"
"เจ้า... ในที่สุดเจ้าก็มาถึงที่นี่จนได้"
เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอีกครา ทว่าคราวนี้มันดังมาจากคมกระบี่หักในมือของหลี่เฟยเอง!
หลี่เฟยสะท้านเฮือก เขาก้มมองอาวุธคู่กายที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่มาเนิ่นนาน ท่ามกลางความตายและความยากลำบาก กระบี่เล่มนี้ไม่เคยส่งเสียงใดๆ นอกจากการปะทะและเสียงลมหายใจของเขาเอง แต่วินาทีนี้ อักขระโบราณนับร้อยนับพันที่เคยเลือนรางบนเนื้อเหล็กกลับเปล่งประกายแสงสีทองเรืองรองขึ้นมาทีละน้อย แสงนั้นขับไล่ความมืดมิดและแรงกดดันรอบกายให้ถอยร่นไปราวกับน้ำทะเลแหวกทาง
"ท่านเป็นใคร?" หลี่เฟยเอ่ยถาม เสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ท่าทีของเขายังคงรักษาความระแวดระวังขั้นสูงสุด
ซูเหมยขยับกายเข้าไปยืนเคียงข้าง แผ่พุ่งพลังปราณน้ำแข็งคุ้มครองรอบทิศทาง นางเพ่งพินิจอักขระบนกระบี่หักนั้นด้วยความตกตะลึงระคนประหลาดใจ "นั่น... หรือว่าจะเป็น... บันทึกวิถีกระบี่บรรพกาลที่สูญหายไปพร้อมกับสำนักกระบี่สะท้านฟ้า?"
ทันใดนั้น แสงสีทองจากกระบี่หักพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา แหวกกลุ่มเมฆทมิฬจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ จันทราสีเลือดบนฟากฟ้าพลันสั่นไหวราวกับหวาดกลัวต่อประกายแสงนี้ ร่างเงาโปร่งแสงสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ธาตุลมและปราณฟ้าดินหลั่งไหลเข้าสู่ร่างนั้นจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อม
ร่างนั้นคือบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง สวมอาภรณ์โบราณขาดวิ่น ทว่าแววตาทะนงองอาจดั่งพญาอินทรี ท่าทางของเขาแฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยและเด็ดเดี่ยวในคราเดียวกัน นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองหลี่เฟยและซูเหมย ก่อนจะหยุดลงที่กระบี่หักในมือของหลี่เฟย
"ร้อยปี... ผ่านไปเนิ่นนานเพียงนี้ ในที่สุดข้าก็รอทายาทผู้มีจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่แท้จริงจนพบ" เงาร่างนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ แววตาเปี่ยมด้วยความชื่นชมและเวทนา
หลี่เฟยขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความสับสน "ท่านคือผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่สะท้านฟ้าผู้ล่วงลับ... หรือว่าเป็นเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่หลงเหลือจากยุคบรรพกาลกันแน่? แล้วเหตุใด... กระบี่หักเล่มนี้จึงเลือกข้า?"
บุรุษลึกลับแย้มยิ้มบางเบา ก้าวเท้าเดินกลางอากาศราวกับเหยียบย่างบนพื้นราบ ความกดดันที่เคยบดขยี้ร่างของหลี่เฟยพลันมลายหายสิ้น เหลือไว้เพียงความอบอุ่นอันแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านเข้าสู่เส้น
"เด็กน้อย เอยนามข้าว่า 'กระบี่คลั่งอัคคีผลาญฟ้า' เจ้าคงเคยได้ยินเรื่องราวความวิปลาสของข้ามาบ้างกระมัง? การที่กระบี่หักเล่มนี้อยู่ในมือเจ้า มิใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เพราะโชคชะตาฟ้าลิขิต... แต่มันคือ 'หนทางฝืนลิขิต' ที่เจ้าเลือกเดินต่างหาก"
คำว่า 'ฝืนลิขิต' ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของหลี่เฟย ภาพความทรงจำอันเจ็บปวดในวันที่สำนักถูกทำลาย อาจารย์ผู้มีพระคุณสิ้นชีพต่อหน้าต่อตาผุดขึ้นมาอีกครั้ง เลือดในกายของเขาพลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
"กระบี่หักเล่มนี้... ไม่ได้ชำรุดเพราะความอ่อนแอของข้าพเจ้า หรือเพราะการต่อสู้ในอดีตใช่หรือไม่?" หลี่เฟยเอ่ยถาม น้ำเสียงสั่นระริกด้วยความตระหนักรู้บางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
เงาร่างของกระบี่คลั่งอัคคีผลาญฟ้าพยักหน้ารับช้าๆ แววตาฉายประกายแวววาว
"ถูกต้อง... ตัวกระบี่แท้จริงแล้วมิได้หักสลาย แต่มันถูก 'ผนึก' เอาไว้ด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์สวรรค์! ในยุคบรรพกาล ข้าบังอาจท้าทายขอบเขตความเป็นมนุษย์ คิดหลอมรวมพลังปราณฟ้าดินเข้ากับจิตวิญญาณกระบี่เพื่อทำลายพันธนาการแห่งวัฏสงสาร ฟ้าดินจึงพิโรธ ส่งทัณฑ์สวรรค์ลงมาทำลายล้าง ทว่า ข้าใช้พลังเฮือกสุดท้ายผนึกแก่นแท้ทั้งหมดซ่อนไว้ในเนื้อเหล็กดิบรอคอยวันเวลา... วันที่ทายาทผู้มี 'กระดูกกระบี่ทมิฬ' ปรากฏตัวขึ้นเพื่อปลดปล่อยมันอีกครั้ง"
ซูเหมยสูดลมหายใจเข้าลึก นางอุทานเบาๆ อย่างตกใจ "กระดูกกระบี่ทมิฬ! ชนิดของกระดูกปราณที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ดาราศาสตร์โบราณว่ามีเพียงหนึ่งเดียวในรอบสิบหมื่นปี... เจ้าเด็กนี่..."
หลี่เฟยหันไปมองซูเหมยชั่วขณะ ก่อนจะก้มลงมองกระบี่ในมือ น้ำหนักของมันในยามนี้มิได้เบาหวิวหรือหนักหน่วงดั่งเหล็กขึ้นสนิมอีกต่อไปแล้ว แต่มันให้ความรู้สึกราวกับอวัยวะชิ้นหนึ่งในร่างกาย ที่กำลังเต้นระส่ำและเชื่อมโยงกับชีพจรของเขาอย่างแนบแน่น
"แล้วข้า... ต้องทำอย่างไรจึงจะปลดปล่อยผนึกนี้ได้?" หลี่เฟยเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับเงาร่างบรรพกาลอย่างไม่เกรงกลัวความตาย
กระบี่คลั่งอัคคีผลาญฟ้าหัวเราะร่า เสียงหัวเราะก้องกังวานสะท้อนไปทั่วหุบเขาอัคนี
"ง่ายดายยิ่งนัก... เจ้าต้องใช้โลหิตแห่งจิตวิญญาณของเจ้า หยดลงบนแก่นกลางของอักขระ และยอมรับ 'ความวิปลาส' ของวิถีกระบี่นี้! ทว่า... จงจำไว้ เมื่อผนึกถูกคลาย ทัณฑ์สวรรค์ที่เคยหลบซ่อนจะย้อนกลับมาหาเจ้าทันที สรรพชีวิตรอบกายจะกลายเป็นศัตรู และเส้นทางเบื้องหน้าจะมีเพียงความตายรออยู่... เจ้ายังกล้าพอที่จะก้าวเดินต่อไปหรือไม่?"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ซูเหมยเม้มริมฝีปากแน่น นางขยับกายเล็กน้อยทำท่าจะเอ่ยคัดค้าน ทว่าเมื่อหันไปสบเข้ากับดวงตาที่แน่วแน่ดั่งศิลาผาของหลี่เฟย นางก็กลืนคำพูดนั้นกลับลงไปในลำคอ นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้มีวิถีทางที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจขัดขวางได้
หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ยิ้มเยาะให้กับชะตากรรมอันบิดเบี้ยวของตนเอง ก่อนจะเงื้อมือขึ้น ใช้คมดาบหรือเศษเหล็กแหลมคมกรีดลงบนฝ่ามือขวาของตนอย่างไม่ลังเล!
โลหิตสีแดงสดไหลรินหยดลงบนอักขระโบราณบนกระบี่หักทันที
*ฉึบ!*
เสียงราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจกลางหุบเขา ปราณกระบี่สีทองเจิดจ้าพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ดึงดูดเมฆฝนทมิฬและสายฟ้าคำรามครั่นครื้นมารวมกันในพริบตาเดียว แผ่นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย
ทว่า ในวินาทีที่โลหิตหยดสุดท้ายซึมหายเข้าไปในเนื้อกระบี่ เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงและเย็นเยียบดั่งมัจจุราช ก็ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังซอกหินผา...
"ช้าก่อน... ทายาทสำนักกระบี่สะท้านฟ้า ของสิ่งนั้น... มิใช่สิ่งที่เจ้าจะครอบครองได้แต่เพียงผู้เดียว!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝืนลิขิตฟ้าไปกับหลี่เฟยและซูเหมยนะครับ
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 5
ร่องรอยอาวุธโบราณ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!