“ถอย!”
เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของหลี่เฟยดังขึ้นประดุจสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ร่างกายของเขาทะยานออกไปข้างหน้าโดยสัญชาตญาณ กระบี่หักในมือขวาพลันสั่นระรัวจนเกิดเสียงหึ่งแหลมสูง บาดอากาศจนปรากฏริ้วรอยสีขาวโพลนสะท้อนแสงจันทร์ พลังปราณโลหิตที่เพิ่งโคจรผ่านจุดชีพจรหลักทั้งเก้าแผ่ขยายออกเป็นเกราะคุ้มกันรูปทรงครึ่งวงกลม เผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาจากฟากฟ้า
ตูม!
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทผู้นั้นไม่ได้ลงมือด้วยกระบวนท่าซับซ้อน เพียงแค่ยกฝ่ามือเหี่ยวแห้งราวกับกิ่งไม้โบกสะบัดเบาๆ กลางอากาศ แต่พลังลมปราณที่แฝงมากลับหนักหน่วงราภูเขาไท่ซานกดทับ พื้นศิลาสีขาวนวลของเขตพระราชฐานชั้นในแตกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา คลื่นกระแทกสีดำสนิทแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ซัดร่างของหลี่เฟยและซูเหมยถอยหลังไถลไปกับพื้นนับสิบวา
หลี่เฟยกระอักโลหิตคำโตออกมาทันที รสชาติคาวคลุ้งในลำคอไม่ได้ทำให้ความฮึกเหิมในดวงตาของเขาลดน้อยลงแม้แต่น้อย เขายันกายลุกขึ้นด้วยกระบี่หัก ปลายกระบี่จดลงบนพื้นศิลาเพื่อพยุงน้ำหนัก สายตาดุจพยัคฆ์หนุ่มจ้องมองผู้มาเยือนเบื้องบนด้วยจิตสังหารที่ลุกโชน
“พรรคโลหิตทมิฬ… มือสังหารอันดับหนึ่ง เงาอสูรโลหิต?” หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ชัดถ้อยชัดคำ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมและแผ่นหลัง
เงาร่างบนยอดไม้หัวเราะฮี่ฮฮะออกมา เสียงนั้นแหบพร่าและเสียดแก้วหูราวกับแผ่นโลหิตเสียดสีกัน มันค่อยๆ ก้าวเท้าลงมาเหยียบย่างบนอากาศอย่างไร้ร่องรอย ราวกับมีบันไดที่มองไม่เห็นรองรับน้ำหนักอยู่ ทุกย่างก้าวที่มันเคลื่อนเข้ามา แรงกดดันรอบตัวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่นความร้อน
“หลี่เฟย… เจ้าช่างรนหาที่ตายจริงๆ” เงาร่างนั้นเปิดผ้าคลุมเผยให้เห็นใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด ดวงตาสีแดงฉานราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือด ริมฝีปากแห้งผากยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน “คิดหรือว่าขโมยเศษเสี้ยวคัมภีร์ดาราจักรโลหิตไปจากหอสมุดหลวงแล้วจะหนีพ้นเงื้อมมือของท่านประมุข? วันนี้ ศีรษะของเจ้าและนังเด็กตระกูลซูผู้นั้น ข้าจะนำไปสังเวยแท่นบูชาพรรคของเรา!”
ซูเหมยขยับกายมายืนเคียงข้างหลี่เฟยอย่างเงียบเชียบ นางใช้มือข้างหนึ่งเช็ดคราบโลหิตที่มุมปาก ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีในดวงตาคู่สวย ฝ่ามือเรียวบางทั้งสองข้างประสานอินทร์อย่างรวดเร็ว ละอองไอน้ำสีฟ้าครามเริ่มควบแน่นกลายเป็นผลึกน้ำแข็งรูปทรงบุปผาหิมะลอยวนรอบตัวนาง บรรยากาศรอบข้างลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามชายผ้า
“คำก็พรรคโลหิต สองคำก็สังเวย… พวกเจ้าใช้ชีวิตอยู่บนคราบน้ำตาและเลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์ วันนี้ต่อให้ต้องดับสูญสลายกลายเป็นธุลีดิน ข้าก็จะไม่ยอมให้พวกเจ้าได้สิ่งนี้ไปเด็ดขาด!” ซูเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา กลิ่นอายความหนาวเหน็บแผ่ซ่านออกไปกดดันขอบเขตพลังรอบด้าน
หลี่เฟยเหลือบมองหญิงสาวข้างกาย หางตาของเขาอ่อนโยนลงวูบหนึ่ง ทว่าน้ำเสียงที่เอמהกลับหนักแน่นดุจหินผา “เหมยเอ๋อร์ เจ้าเปิดทางเบื้องขวา ข้าจะเปิดทางเบื้องซ้าย… เราจะฝ่าวงล้อมออกไปจากเมืองหลวงแห่งนี้ให้จงได้!”
“อืม ระวังตัวด้วย” ซูเหมยตอบรับสั้นๆ แต่นั่นคือความไว้วางใจทั้งหมดที่นางมอบให้ชายหนุ่ม
วิ้ง—!
เสียงกระบี่หักแผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความกระหายเลือด หลี่เฟยระเบิดพลังปราณทั้งหมดในจุดตันtianออกมารวดเดียว ร่างกายของเขาพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าราวกับสายฟ้าคำราม ท่าเท้าวายุคลั่งผสานกับเคล็ดกระบี่พิฆาตสวรรค์ถูกแผดเผาจนถึงขีดสุด ประกายกระบี่สีทองปนโลหิตพุ่งแทงทะลวงอากาศเข้าใส่หน้าอกของเงาอสูรโลหิตอย่างดุเดือดไร้ช่องโหว่
“รนหาที่ตายนัก!” เงาอสูรโลหิตคำรามลั่น มันตวัดกรงเล็บสีดำที่ห่อหุ้มด้วยพลังวิญญาณอาฆาตเข้าปะทะกับกระบี่หักโดยตรง
เปรี้ยง!
แรงปะทะระดับยอดฝีมือขั้นหลอมรวมวิญญาณสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วราตรี กำแพงวังหลวงด้านทิศเหนือพังครืนลงมาเป็นแถบ แรงระเบิดทำให้ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ หลี่เฟยถอยหลังไปสามก้าว แขนเสื้อข้างขวาขาดวิ่นจนเผยให้เห็นรอยแผลลึกที่เริ่มมีเลือดสีดำไหลซึมออกมาจากพิษร้าย ทว่าดวงตาของเขากลับยิ่งเปล่งประกายเจิดจ้าดุจดวงดาวในคืนเดือนมืด
“ไป!”
ถือโอกาสที่เงาอสูรโลหิตชะงักไปชั่วลมหายใจ ซูเหมยซัดฝ่ามือวิชา ‘บุปผาเหมันต์โปรยปราย’ ออกไปอย่างเต็มกำลัง ไอเย็นจัดระเบิดออกเป็นพายุหิมะขนาดย่อม กลืนกินร่างของมือสังหารพรรคอธรรมเข้าไปในชั่วพริบตา ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะอาศัยจังหวะนี้พุ่งทะยานผ่านประตูเมืองหลวงที่เปิดกว้างออกสู่ป่าทึบเบื้องนอกอย่างไร้ร่องรอย
ท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่าและสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย หลี่เฟยและซูเหมยเร่งฝีเท้าเดินทางลึกเข้าไปเรื่อยๆ เพื่อสลัดการไล่ล่า ทว่าพวกเขากลับไม่รู้เลยว่า… บนกิ่งไม้ใหญ่สูงตระหง่านเบื้องหน้า ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่จะต้องผ่านไปยังหุบเขาไร้ลักษณ์ ปรากฏเงาร่างของชายชราในชุดคลุมสีขาวสะอาดสะอ้านผู้หนึ่งกำลังยืนไขว่ห้างหลับตาพริ้ม มือข้างหนึ่งถือขวดสุราเก่าๆ
เมื่อทั้งสองวิ่งเข้ามาใกล้ ร่างชรานั้นก็ลืมตาขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาที่สงบนิ่งลึกซึ้งดุจห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง
“คิดจะหนีไปให้พ้นจากเงื้อมมือของข้า… เกรงว่าพวกเจ้าคงประเมินความกว้างใหญ่ของยุทธภพนี้ต่ำเกินไปแล้วกระมัง?”
น้ำเสียงราบเรียบทรงพลังดังขึ้นก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทั้งสองคน ทำให้หลี่เฟยและซูเหมยต้องหยุดชะงักกึกทันที หัวใจหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่มเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังกดดันที่เหนือล้ำกว่าเงาอสูรโลหิตหลายเท่าทวีคูณ!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และก้าวผ่านห้วงเวลาอันเป็นตายไปพร้อมกับตัวละครด้วยกันนะครับ
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 4
ม่านหมอกแห่งพรรคอธรรม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!