หยาดโลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายคางของหลี่เฟย กระทบลงบนพื้นศิลาเบื้องล่างจนเกิดเสียงดังกังวานคล้ายเสียงระฆังสำริดแตกซ่าน บรรยากาศรอบกายในถ้ำมังกรอัคคีเวลานี้เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจากคลื่นลมปราณที่แปรปรวนราวกับมหาสมุทรคลั่ง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลังกว้างที่ชุ่มโชกไปด้วยรอยแผลเป็นจากการศึกครั้งก่อน แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับประกายวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว ไม่ยินยอมพ่ายแพ้ต่อกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน
"หลี่เฟย... หยุดเถอะครับ"
สุ้มเสียงเยือกเย็นดั่งหิมะโปรยปรายแต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้งดังขึ้นจากเบื้องหลัง ซูเหมยยืนอยู่บนแท่นศิลาเบื้องขวา นางเซียนผู้ใช้พลังน้ำแข็งและดาราศาสตร์กำลังโคจรเคล็ดวิชา "เหมันต์นิรันดร์" จนไอเย็นสีขาวบริสุทธิ์แผ่ซ่านปกคลุมร่างนางราวกับประติมากรรมหยกสลัก ทว่าใบหน้าที่มักเรียบเฉยราวน้ำค้างแข็งในยามนี้กลับปรากฏรอยกังวลอย่างเห็นได้ชัด หยาดน้ำตาคลอหน่วยที่หางตาคมปลาบ แต่นางสะกดกลั้นมันไว้ด้วยความทรนง
หลี่เฟยไม่หันกลับไปมอง เขายังคงกำด้ามกระบี่หักในมือแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาวโพลน
"ซูเหมย... หากข้าถอยในวันนี้ วิญญาณของอาจารย์และเหล่าพี่น้องสำนักกระบี่เมฆาคล้อยจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่ทรงพลัง กังวานก้องสะท้อนไปทั่วผนังถ้ำที่เริ่มแตกร้าว "เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรฝืนลิขิตฟ้าดิน หากไม่มีใจเด็ดเดี่ยวปานเหล็กไหล แล้วไฉนจึงอาจหาญเรียกตัวเองว่าเป็นจอมยุทธ์?"
เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคือ "ประตูอัคคีสวรรค์" ด่านทดสอบพลังที่ยากที่สุดในการก้าวข้ามจากขอบเขตบรรพกาลสู่ขั้นมหาเทพ อัคคีทมิฬเก้าชั้นฟ้ากำลังแผดเผาจิตวิญญาณของเขาอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวที่ทะลวงผ่านจุดชีพจรทั่วร่างคือความเจ็บปวดราวกับถูกฉีกกระชากเนื้อหนังออกจากกระดูก
ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน ขณะที่ทั้งคู่ยังคงพักฟื้นจากบาดแผลในหุบเขาไร้ลักษณ์ หลี่เฟยตระหนักดีว่าพลังฝีมือในปัจจุบันยังห่างไกลจากการเผชิญหน้ากับ "พรรคมารโลหิต" ที่กำลังแผ่ขยายอิทธิพลครอบงำยุทธภพ ทางรอดเดียวคือการฝืนทะลวงขีดจำกัด เปิดจุดชีพจรตายที่สวรรค์ปิดกั้นไว้ ซึ่งมีโอกาสรอดเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น
"ท่านดื้อรั้นเกินไปแล้ว..." ซูเหมยพึมพำเบาๆ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ท่ามกลางกระแสลมปราณอัคคีที่ร้อนระอุจนผิวเนื้อเริ่มแดงก่ำ แต่นางหาได้เกรงกลัวไม่ ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกสลักเอื้อมไปแตะที่แผ่นหลังของหลี่เฟย ส่งถ่ายพลังความเย็นบริสุทธิ์เข้าสู่จุดตันเถียนเพื่อช่วยประคับประคองลมปราณที่กำลังตีรวนของชายหนุ่ม "ข้ามิได้ยอมให้ท่านไปตาย... หากท่านดับสูญที่นี่ ข้า... ซูเหมย จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร?"
คำพูดของนางเรียบง่าย แต่มันหนักแน่นดั่งขุนเขาไท่ซาน หลี่เฟยสะท้านเฮือกในอก ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านผ่านกระแสลมปราณที่เย็นเยียบ เขาหันกลับมามองสตรีผู้เคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน สายตาที่ประสานกันนั้นถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดโดยไม่ต้องเอื้อnวาจา ความเชื่อใจ ความผูกพัน และความรักที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้เงาของกระบี่และคราบเลือด
"ขอบใจเจ้า... ซูเหมย" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "แต่ด่านนี้ ข้าต้องเดินหน้าต่อด้วยตัวคนเดียว"
ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือถ้ำมังกรอัคคีก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆทมิฬหนาทึบหมุนวนเป็นรูปวงกลมขนาดมหึมา เสียงคำรามของสายฟ้าฟาดผ่าลงมาตรงปากถ้ำราวกับกริ้วโกรธที่มนุษย์บังอาจท้าทายอำนาจฟ้าดิน ทัณฑ์สวรรค์เก้าสายแรกพุ่งทะลวงทะลุผนังหินลงมาประชิดตัวหลี่เฟยในพริบตา!
"ระวัง!" ซูเหมยหวีดร้อง นางสะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง ก่อกำแพงน้ำแข็งเก้าชั้นขึ้นปกป้องเบื้องหน้า แต่พลังของทัณฑ์สวรรค์นั้นรุนแรงเกินกว่าจะต้านทานด้วยตัวคนเดียว กำแพงน้ำแข็งแตกละเอียดในพริบตา แรงกระแทกส่งร่างของนางกระเด็นไปกระแทกกับผนังหินจนกระอักโลหิตออกมาคำโต
"ซูเหมย!" หลี่เฟยคำรามลั่นราวกับพยัคฆ์ร้ายที่ถูกพรากคู่ โทสะและพลังปราณพญายมในร่างระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เส้นเลือดปูดโปนทั่วลำคอและใบหน้า
นี่คือบททดสอบที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การทะลวงพลังกาย แต่เป็นการทดสอบ "เจตจำนง" ว่าเขามีค่าพอที่จะกุมชะตาชีวิตของตนเองหรือไม่
หลี่เฟยพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ มือขวาคว้าจับด้ามกระบี่หักที่สั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง เคล็ดวิชา "กระบี่วิปลาส" ที่อาจารย์ผู้ล่วงลับถ่ายทอดให้ถูกขับเน้นออกมาจนถึงขีดสุด บรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวคล้ายมิติแตกสลาย ดาบกระบี่สีนิลสะท้อนแสงประกายเยือกเย็น ตัดผ่านสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่พุ่งเข้ามาอย่างแม่นยำและดุดัน
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงสายฟ้าปะทะกับลมปราณกระบี่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับโลกถล่ม แผ่นดินสั่นสะเทือน เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดของหลี่เฟย แต่ร่างของเขากลับไม่ยอมร่วงหล่นลงมาแม้แต่น้อย เขายืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุสายฟ้าด้วยท่าทีองอาจดั่งเทพเจ้าสงคราม
ทว่า... ทัณฑ์สวรรค์สายที่สิบ ซึ่งทรงพลังที่สุดและถูกเก็บไว้เป็นบทสรุปสุดท้ายกำลังรวมตัวกันอยู่เบื้องบน มันเป็นสายฟ้าสีทองอร่ามที่อัดแน่นด้วยกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน แผ่รังสีแห่งการทำลายล้างที่ทำให้แม้แต่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในยุทธภพยังต้องหวาดผวา
หลี่เฟยหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างกายของเขามาถึงขีดจำกัดแล้ว กระบี่หักในมือมีรอยร้าวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งรอย หากรับสายฟ้านี้ตรงๆ ร่างของเขาจะแตกสลายเป็นจุล ไม่เหลือแม้แต่จิตวิญญาณให้กลับมาเกิดใหม่
ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยพลังปราณลึกล้ำ ก็ดังแทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงคำรามของพายุฟ้าคะนองจากปากทางเข้าถ้ำ
"นึกไม่ถึงว่า... ยอดฝีมือสำนักกระบี่เมฆาคล้อย จะมาจบชีวิตลงที่ด่านอัคคีสวรรค์แห่งนี้..."
น้ำเสียงเยียบเย็นและเต็มไปด้วยจิตสังหารพุ่งตรงเข้ามาปะทะโสตประสาท หลี่เฟยและซูเหมยต่างชะงักงัน เมื่อเงาร่างหนึ่งก้าวพ้นม่านหมอกอัคคีเข้ามาปรากฏต่อสายตา
คนผู้นั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกปิดด้วยหน้ากากรูปอสูรโลหิต ในมือถือทวนยาวที่หยดหยาดโลหิตสดๆ พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"เจ้าคือ..." หลี่เฟยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายลมปราณที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
พยัคฆ์ขาวคำรามขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางผ่านบททดสอบอันดุเดือดนี้ไปด้วยกันนะครับ
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 21
บททดสอบจากฟ้าดิน
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!