"เจ้าคือ..."
หลี่เฟยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายลมปราณที่คุ้นเคยอย่างประหลาด ลมหายใจของเขาติดขัดชั่วขณะ ท่ามกลางความมืดมิดของถ้ำผาอัสดง หยดน้ำที่กลั่นตัวจากหินย้อยด้านบนหยดกระทบพื้นศิลาส่งเสียง 'ติ๋ง... ติ๋ง...' สะท้อนก้องกังวานราวกับเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลัง
เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่เปื้อนคราบฝุ่นและโลหิตแห้งกรัง นางเซียนซูเหมยผู้เยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งพันปี บัดนี้กลับมีดวงตาที่แดงก่ำระเรื่อ ร่างกายบอบบางสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บ แต่เป็นเพราะคลื่นลมปราณย้อนกลับที่กำลังเผาผลาญเส้นชีพจรของนางจากภายใน
"หลี่เฟย..." เสียงของนางแหบพร่า ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหองดังเช่นวันที่พบกันคราแรก มีเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความทระนงอันดื้อรั้น "อย่าขยับ... เจ้ายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่"
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกระงับความตื่นตระหนก เขากระชับกระบี่หักในมือแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาวโพลน แม้คมกระบี่จะบิ่นเว้าจนดูไร้ราคา แต่วิญญาณกระบี่ภายในกลับส่งเสียงคำรามก้องสะท้านโลกันตร์ สัญชาตญาณนักสู้บอกเขาว่าภัยอันตรายระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกำลังคืบคลานเข้ามา แต่ในขณะเดียวกัน สัญชาตญาณความเป็นลูกผู้ชายและสายใยบางอย่างที่เชื่อมโยงพวกเขากลับร้องเตือนว่า นางผู้นี้กำลังก้าวอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย
"ข้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกเรื่องบนโลกใบนี้..." หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง แววตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ยามจ้องเหยื่อกวาดมองไปรอบกายเพื่อระแวกภัย "ข้ารู้เพียงแค่ว่า ในยามที่เจ้ากระอักเลือดและเกือบดับสูญเมื่อครู่ มือของเจ้าไม่ได้ถือกระบี่พุ่งเข้าใส่ข้า... แต่กลับเป็นเจ้าที่ยอมรับกระบวนท่าสะบั้นจันทร์ของข้าไว้ด้วยร่างกายตัวเอง เพื่อแลกกับการดึงข้าออกจากเขตอาคมโลหิต"
ซูเหมยชะงักงัน ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันจนซีดเซียว นางแค่นหัวเราะเยาะหยันตนเองเบาๆ คล้ายสมเพชในโชคชะตา "เจ้าโง่... นั่นเพราะข้ามีเหตุผลของข้า ชีวิตของเจ้ายังมีภาระต้องสะสาง จะมาทิ้งซากไว้ที่หุบเขาไร้ตะวันแห่งนี้ไม่ได้"
"เหตุผลอันใด?" หลี่เฟยสาวเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยค่ายกลกระบี่ธรรมชาติ ป้องกันการจู่โจมฉับพลันจากเงามืด "เหตุผลที่ทำให้ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งหุบเขาดาราต้องกลายสภาพเป็นเช่นนี้ หรือเหตุผลที่ทำให้คนจากสำนักกระบี่สวรรค์ไล่ล่าเจ้าดั่งสุนัขจนตรอก?"
บรรยากาศภายในถ้ำพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที อุณห็ภูมิลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามผนังหินรอบด้าน พลังปราณหยินบริสุทธิ์ของซูเหมยปั่นป่วนจนควบคุมไม่อยู่
ทว่า ในวินาทีที่หลี่เฟยเดินเข้าไปประชิดตัวนางในระยะไม่ถึงสามก้าว ซูเหมยก็ตวัดสายตาคมปลาบขึ้นมาจ้องมองเขา นางไม่ได้ชักกระบี่ แต่มือเรียวดุจหยกขาวกลับเอื้อมคว้าจับข้อมือข้างที่ถือกระบี่หักของเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นแม้จะไม่มากเท่าช่วงเวลาปกติ แต่ก็ทำให้หลี่เฟยรับรู้ถึงความหวาดระแวงขั้นสุดยอดของนาง
"เชื่อใจข้าไหม?" คำถามนี้หลุดออกจากปากของหญิงสาวผู้ไม่เคยร้องขอความเมตตาจากใคร น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย แต่นัยน์ตาคู่สวยกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่เฟย ราวกับต้องการค้นหาความจริงใจทั้งหมดที่ชายหนุ่มซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา
หลี่เฟยตะลึงงันไปชั่วขณะ คำว่า 'เชื่อใจ' ในยุทธภพนี้มีค่าดั่งทองพันชั่ง ยุทธภพเต็มไปด้วยการหักหลัง หลอกลวง และการเหยียบย่ำซากศพเพื่อปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุด อาจารย์ของเขาเคยสั่งสอนไว้ก่อนสิ้นใจว่า อย่าได้มอบความไว้วางใจให้ผู้ใดนอกจากคมกระบี่ในมือ
ทว่า... ยามที่เขามองเห็นรอยเลือดที่มุมปากของนาง และหยดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้าแต่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความทะนงตน หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของหลี่เฟยกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง
นี่คือการต่อที่ไม่ได้ใช้กระบี่ฟาดฟัน แต่เป็นการเดิมพันด้วยจิตวิญญาณและความตาย
"ถ้าข้าไม่เชื่อใจเจ้า..." หลี่เฟยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานด้วยสัจธรรมลูกผู้ชาย "คมกระบี่หักเล่มนี้คงปักอยู่กลางหัวใจเจ้าตั้งแต่ก้าวแรกที่พบกันแล้ว"
ซูเหมยระบายยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่งดงามราวดอกเหมยแย้มบานท่ามกลางหิมะโปรราน เป็นรอยยิ้มที่หาชมได้ยากยิ่งในรอบร้อยปีของนาง รอยยิ้มที่เจือความเศร้าสร้อยและความโล่งอกไว้ในคราวเดียวกัน
"ดี... เช่นนั้นก็ฟังให้ดี" ซูเหมยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอาการบาดเจ็บ "คนที่ตามล่าพวกเราไม่ใช่คนของสำนักกระบี่สวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่พวกมันคือ 'สมาพันธ์เงาอสูร' ที่แทรกซึมอยู่ทุกสำนักใหญ่... และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน ไม่ใช่ชีวิตของข้า... แต่คือ 'ศิลาผนึกมาร' ที่หลับใหลอยู่ในตันเถียนของเจ้า!"
ตู้มมม!
ยังไม่ทันที่หลี่เฟยจะได้ไตร่ตรองคำพูดนั้น ผนังหินด้านหลังของถ้ำก็ระเบิดออกเป็นจุล เศษหินแหลมคมนับพันชิ้นพุ่งแหวกอากาศเข้ามาดั่งห่าฝน พร้อมกับกลิ่นอายโลหิตอันชั่วร้ายที่แผ่พุ่งจนท้องนภาภแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด
"ระวัง!" หลี่เฟยตวัดกระบี่หักวาดเป็นวงโค้ง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกกวาดเศษหินแหลมจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา
แต่ทว่า ในเงาควันสีดำทึบที่พวยพุ่งเข้ามาจากรอยแตกของผนังถ้ำ กลับมีร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมา ชายผู้นั้นสวมหน้ากากทองคำรูปอสูรไร้หน้า ในมือถือเคียวโลหิตขนาดมหึมาที่หยดเลือดสดๆ ลงสู่พื้นส่งเสียง 'ซ่า' กัดกร่อนศิลาจนเป็นหลุมลึก
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพความรักความผูกพันที่น่าประทับใจเสียจริง ซูเหมย เจ้าคิดว่าหนีพ้นมือของนิกายโลหิตสวรรค์พ้นหรือ? และเจ้า... เจ้าเด็กน้อยผู้ถือกระบี่หัก คิดว่าการครอบครองศิลาผนึกมารจะทำให้เจ้ารอดพ้นจากทัณฑ์สวรรค์ได้งั้นรึ?" เสียงหัวเราะแหบแห้งราวนกแสกดังบาดแก้วหู
ซูเหมยหน้าถอดสี นางพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นยืนเพื่อช่วยต้านทาน แต่ลมปราณย้อนกลับทำให้ร่างของนางทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง
หลี่เฟยกระชับกระบี่ในมือ ก้าวขึ้นมาบังร่างของหญิงสาวไว้เบื้องหลังอย่างไม่ลังเล แววตาของเขาปรากฏประกายแสงสีทองเจิดจ้า พลังปราณทั่วร่างถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด กระบี่หักในมือสั่นระริกราวกับตื่นเต้นที่จะได้อาบโลหิตศัตรู
"ไม่ว่าเจ้าจะเป็นปีศาจจากขุมนรกไหน..." หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก
ชายหนุ่มก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พื้นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม พลังปราณกระบี่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทะลุเพดานถ้ำ
"แต่วันนี้ หากต้องการแตะต้องนาง... เจ้าต้องก้าวผ่านศพของข้าไปก่อน!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้วิถีกระบี่นี้มาโดยตลอดครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 22
คมดาบหักและรอยยิ้มเย็น
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!