"ความตายน่ะ... มันไม่ได้น่ากลัวเท่ากับการมีชีวิตอยู่โดยไม่รู้ว่าเรากำลังสู้เพื่ออะไรหรอกนะแม่นางซู"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันกดดันของหุบเขาอเวจี เบื้องหน้าของหลี่เฟยและซูเหมยในยามนี้ มิใช่ผืนแผ่นดินที่คุ้นเคยอีกต่อไป หากแต่เป็น "บันไดเมฆาสวรรค์" เก้าหมื่นเก้าพันขั้น ที่ทอดยาวทะลุผ่านชั้นเมฆหนาทึบขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของโลกหล้า ที่ซึ่งเหล่ายอดฝีมือในตำนานต่างกล่าวขานว่าเป็นที่ตั้งของ "วิหารลอยฟ้า" สถานที่บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่คนธรรมดาแม้เพียงเงยหน้ามองยังนับว่าเป็นบาปมหันต์
ซูเหมยในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะกลางเหมันตฤดู นางปรายตามองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้เคียงบ่าเคียงไหล่ เส้นผมสีดำสนิทของนางปลิวไสวไปตามกระแสลมปราณอันรุนแรงที่พัดกรรโชก ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนางจนหยาดน้ำค้างบนโขดหินกลายเป็นผลึกน้ำแข็งในชั่วพริบตา
"เจ้ากลัวตายหรือไร หลี่เฟย?" น้ำเสียงของนางราบเรียบเยือกเย็น ดั่งธารน้ำแข็งพันปี แต่แววตาคู่คมกลับแฝงประกายความห่วงใยที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
"กลัวสิ... ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อดื่มสุราดีๆ กับเจ้าอีกหลายร้อยปี" หลี่เฟยแย้มยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคมกริบทอดมองขึ้นไปเบื้องบนด้วยความทะนงองอาญ มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่หักในฝักไว้อย่างมั่นคง แม้จะเป็นเพียงกระบี่ที่ไร้ปลาย แต่มันกลับแผ่ไอสังหารที่สามารถสะั่นสะเทือนฟ้าดินออกมาอย่างไม่ขาดสาย "เพียงแต่ว่า... หากฟ้าดินต้องการให้พวกเรายอมจำนน ข้า ‘พยัคฆ์ขาว’ ผู้นี้ คงต้องขอใช้กระบี่ในมือ ฟันฝ่าเส้นทางนี้ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปข้างหนึ่ง"
ทําเนียบยุทธภพต่างร่ำลือกันว่า ผู้ใดที่สามารถก้าวขึ้นสู่บันไดเมฆาสวรรค์แห่งวิหารลอยฟ้าได้ สำเร็จวิชาเพียงครึ่งก้าว ก็เทียบเท่ากับการบรรลุสัจธรรมแห่งเต๋าอันไร้ขอบเขตแล้ว แต่ทุกย่างก้าวล้วนแลกมาด้วยชีวิต แรงกดดันจากเขตแดนสวรรค์ถาโถมเข้าใส่ราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนบ่า
*ตูม!*
ก้าวแรกที่หลี่เฟยทะยานขึ้นไปเหยียบย่างบนขั้นบันไดที่หนึ่ง แรงปะทะอันมหาศาลก็ระเบิดออกทันที กระแสลมปราณธรรมชาติแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบไร้ลักษณ์นับหมื่นเล่มพุ่งเข้าจู่โจมร่างของเขาราวกับห่าฝน
หลี่เฟยไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง ร่างกายของเขาเปล่งแสงสีทองเรืองรองจากเคล็ดวิชา "กายาพยัคฆ์คำรามฟ้า" กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งตัวขึ้นอย่างทรงพลัง เสียงคำรามต่ำดังก้องจากลำคอ ปะทะเข้ากับคมดาบไร้ลักษณ์จนแตกสลายไปทีละเล่ม ทีละเล่ม
"ระวังด้วย!" ซูเหมยเอ่ยเบาๆ นางร่ายรำนิ้วเรียวสวยกลางอากาศ หยาดน้ำค้างรอบกายควบแน่นกลายเป็นโล่บุปผาน้ำแข็งเจ็ดชั้น หมุนวนปกป้องด้านหลังให้เขาอย่างรู้ใจ เคมีระหว่างคนทั้งสองในยามนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ดั่งหยินและหยางที่คานอำนาจและเกื้อหนุนกันอย่างสมบูรณ์แบบ
การเดินทางสู่สถานที่บำเพ็ญเพียรระดับสูงมิใช่เรื่องง่ายดาย ยิ่งก้าวขึ้นสูงเท่าไหร่ อากาศยิ่งเบาบางลง แรงกดดันจากจิตวิญญาณแห่งฟ้าดินยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัว ภาพลวงตาจากอดีต ภาพความทรงจำอันเจ็บปวดจากการสูญเสียสำนักและอาจารย์ถูกดึงขึ้นมาหลอกหลอนจิตใจ
หลี่เฟยรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด ภาพของอาจารย์ที่สิ้นใจในอ้อมแขนย้อนกลับมาฉายชัดในห้วงความคิด คำพูดสุดท้ายก่อนสิ้นลมยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท
*‘เฟยเอ๋อร์... จงเดินหน้าต่อไป อย่าได้หันหลังกลับ...’*
"อาจารย์... ข้าไม่เคยลืม" หลี่เฟยพึมพำกับตัวเอง นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความเคียดแค้นและอาลัย ทว่าในวินาทีนั้นเอง จิตใจของเขากลับเกิดความสั่นคลอน มารศาสนาแห่งจิตใจเข้าครอบงำ โลหิตสีแดงฉานไหลทะลักออกจากมุมปากของเขา
"หลี่เฟย!" ซูเหมยอุทานด้วยความตกใจ นางรีบพุ่งเข้ามาประคองร่างของเขาที่ทรุดฮวบลงไปครึ่งหนึ่งบนบันไดขั้นที่ห้าหมื่น แรงกดดันบริเวณนี้รุนแรงจนกระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นดังกรอบแกรบ
"ข้า... ไม่เป็นไร..." หลี่เฟยฝืนยันกายลุกขึ้นยืน แววตาของเขากลับมาคมกลาและเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง "ความทรงจำเหล่านั้นมิใช่โซ่ตรวนที่ผูกมัดข้า แต่มันคือเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงให้กระบี่ในมือข้าแหลมคมยิ่งขึ้นต่างหาก!"
เขาเงยหน้าขึ้นมองเบื้องบน เมฆหมอกหนาทึบเริ่มแยกตัวออก เผยให้เห็นประตูวิหารโบราณขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ประตูบานนั้นปิดสนิท แต่อักขระโบราณที่สลักอยู่บนบานประตูุกลับเรืองแสงสีครามเจิดจ้า ราวกับกำลังรอคอยการมาเยือนของผู้ที่จะมาพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวขึ้นสู่บันไดขั้นสุดท้าย บรรยากาศโดยรอบกลับเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน ลมปราณรอบกายสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับโลกทั้งใบถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา
เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาแต่ทรงพลังดังก้องขึ้นจากความว่างเปล่าเบื้องหลังพวกเขา เป็นเสียงที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยิน ณ สถานที่แห่งนี้
"นึกไม่ถึงเลยว่า... จะมีคนรอดชีวิตขึ้นมาถึงที่นี่ได้ นอกจากข้า"
หลี่เฟยและซูเหมยสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับกลับไปมองด้วยความตกตะลึง บุรุษชุดดำสนิทผู้หนึ่งยืนไขว่ห้างอยู่บนบันไดขั้นที่อยู่ต่ำลงไปสิบก้าว ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกสวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ปลายนิ้วของเขากำลังเคาะด้ามกระบี่ในฝักเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังรอคอยชมการแสดงชุดใหญ่
และที่สำคัญที่สุด... ดวงตาคู่นั้นที่มองมาที่หลี่เฟย เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียมและคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเป็นเงาสะท้อนของตัวหลี่เฟยเองในยกระจก!
ด้วยความเคารพ
พยัคฆ์ขาวคำราม
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 20
วิหารลอยฟ้า
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!