"กลิ่นอายโลหิตจางๆ เช่นนี้... ไม่ใช่เลือดของมนุษย์ธรรมดาอย่างแน่นอนครับ"
หลี่เฟยกล่าวขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาอสูรกลืนวิญญาณ ปลายกระบี่หักในมือของเขาสั่นสะท้อนเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผืนป่าทึบเบื้องล่าง ความกดดันจากคัมภีร์วิปลาสที่ถูกชิงไปเมื่อสามวันก่อนยังคงทิ้งร่องรอยพลังปราณทมิฬไว้จางๆ ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือความเงียบงันอันผิดปกติของสรรพสัตว์รอบกาย
ซูเหมยซึ่งยืนอยู่เคียงข้างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ไม่ต่างจากเซียนผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ นางกวาดสายตาคมปลาบมองรอยแยกบนหน้าผาหินที่มีร่องรอยการถูกเผาไหม้ด้วยอัคคีโลกันตร์ ไอน้ำแข็งบางเบารอบตัวนางหมุนวนเป็นเกลียวเพื่อขับไล่ไอพิษที่ลอยคละคลุ้งในอากาศ
"ศัตรูจงใจทิ้งร่องรอยนี้ไว้เพื่อล่อพวกเราเข้าสู่ค่ายกล"
น้ำเสียงของนางเยือกเย็นและราบเรียบดั่งสายน้ำในฤดูเหมันต์ ทว่าแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ไม่อาจเอ่ยคำพูดพร่ำเพรื่อ นางเหลือบมองหลี่เฟยเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยความระแวดระวัง
"คัมภีร์ดาราดับสูญที่พวกมันแย่งชิงไป เป็นวิชาต้องห้ามที่อาศัยพลังหยินหยางแปรเปลี่ยนฟ้าดิน หากปล่อยให้มันนำไปหลอมรวมกับโลหิตของราชันย์มารสำเร็จ ยุทธภพเบื้องล่างจะกลายเป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน ท่าน... ยังไหวอยู่หรือไม่ครับ?"
คำถามของนางมิใช่การดูแคลน แต่เป็นการสำรวจจิตวิญญาณของชายหนุ่มผู้แบกรับความแค้นของสำนักไว้บนบ่า หลี่เฟยแค่นยิ้มที่มุมปาก แววตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมขย้ำเหยื่อฉายประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืด
"ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันตร์ หรือทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า กระบี่ในมือของผมก็ยังคงต้องสะบั้นศีรษะของมันผู้นั้นให้จงได้ครับ... ซูเหมย เจ้าถอยไปก้าวหนึ่ง รอยแยกเบื้องหน้านั้นไม่ใช่ค่ายกลธรรมดา แต่เป็น 'ประตูมิติโลหิต' ที่หล่อเลี้ยงด้วยวิญญาณคนนับพัน"
สิ้นเสียงคำรามต่ำในลำคอ หลี่เฟยก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว พลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พวยพุ่งออกจากร่างจนเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องในอากาศ คลื่นพลังอันเกรี้ยวกราดแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง บดขยี้ก้อนหินมหึมาจนแหลละเอียดเป็นผุยผงในชั่วพริบตา นี่คือวิถีกระบี่ที่หลอมรวมความเจ็บปวดและการบำเพ็ญเพียรฝืนลิขิตฟ้าดินเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
เบื้องหน้าของทั้งสอง ปรากฏร่างเงาสีดำทมิฬนับสิบยืนเรียงรายอยู่บนยอดเขา หัวหน้ากลุ่มของพวกมันสวมหน้ากากกระดูกอสูร ถือครองคัมภีร์หนังมนุษย์ที่เรืองแสงสีเลือดวาววับ มันส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาอย่างน่าขนลุก
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่เฟย นึกว่าเจ้าจะเป็นจอมยุทธ์ผู้มีปัญญาเสียอีก ที่แท้ก็เป็นเพียงสุนัขจนตรอกที่วิ่งตามกลิ่นเลือดมาตายอย่างไร้ค่า คัมภีร์เล่มนี้หาได้เป็นของสำนักพวกเจ้าตั้งแต่แรกเริ่ม แต่มันคือสิ่งที่จะใช้ปลดผนึกพลังบรรพกาลต่างหาก!"
เงาดำสวมหน้ากากสะบัดมือ คัมภีร์ในมือเปล่งประกายแสงสีแดงฉานพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เมฆฝนแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท สายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางวงล้อมราวกับพิโรธจากสวรรค์
หลี่เฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย ความโกรธแค้นในอดีตไหลย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำเชี่ยว กระบี่หักในมือส่งเสียงร้องคำรามโหยหวนราวกับกระหายเลือด เขาหันไปสบตากับซูเหมยผู้เป็นดั่งดวงใจ นางพยักหน้ารับอย่างรู้ใจ พลังน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าถูกปลดปล่อยออกมาผสานกับลมปราณกระบี่ของเขา เกิดเป็นม่านพลังสองขั้วที่ทรงอานุภาพสะท้านสะเทือนฟ้าดิน
"เตรียมตัวตายได้... เพราะวันนี้จะเป็นวันครบรอบวันตายของพวกแกทุกตัวครับ!"
หลี่เฟยพุ่งทะยานร่างดั่งสายอสนีบาตเข้าประจันหน้ากับศัตรู ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่จ่อถึงลำคอของหัวหน้าเงาทมิฬ แผ่นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม หลุมอุกกาบาตขนาดมหึมาเปิดออก พร้อมกับร่างของบุคคลปริศนาผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากความว่างเปล่า พร้อมถือครองเศษเสี้ยวคัมภีร์ที่แท้จริงอีกครึ่งหนึ่งในมือ!
"ช้าก่อน... หลี่เฟย เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าอาจารย์ของเจ้าตายเพราะฝีมือของพวกมารพวกนี้?"
ด้วยความเคารพ
พยัคฆ์ขาวคำราม
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 19
คัมภีร์ที่หายไป
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!