เสียงโลหะกระทบกันครั้งหนึ่ง... แผ่นดินแคว้นเหนือก็คล้ายสะท้านสะเทือนขึ้นถึงรากเหง้า
หมอกหนาทึบยามใกล้รุ่งของดินแดนรกร้างชายแดน ไม่ได้ถูกแผดเผาด้วยแสงตะวัน หากแต่ถูกแผดเผาด้วยจิตสังหารอันร้อนแรงดั่งอัคคีของกองทัพม,มารทมิฬนับหมื่นที่เคลื่อนพลกดดันเข้ามาประชิดค่ายกลพิทักษ์ด่านหน้า ปราณทมิฬพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า ราวกับอสูรกายร้ายที่อ้าปากรอเขมือบทุกชีวิตให้จมดิ่งสู่ความมืดมิดชั่วนิรันดร์
หลี่เฟยยืนหยัดตระหง่านอยู่บนกำแพงหินผาอันผุกร่อน ร่างกายของเขาสวมชุดคลุมสีดำสนิทที่สะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณอันปั่นป่วน ในมือขวาไม่ได้กุมกระบี่วิเศษเลิศเลออันใด หากแต่เป็น "กระบี่หัก" ครึ่งท่อนที่ผ่านศึกสายเลือดและคราบโลหิตมาโชกโชน คมกระบี่ที่บิ่นหักนั้นหาได้ลดทอนรัศมีความน่าเกรงขามลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับเปล่งประกายแสงสีครามเยือกเย็นเจิดจ้าบาดตา บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะแหลกสลายไปพร้อมกับศัตรูเบื้องหน้า
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้สามั่วยาม..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้นจากเบื้องหลัง ซูเหมยในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะกลางเหมันต์ฤดู นางก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเขาอย่างสง่างาม ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากร่างของนางจนหยาดน้ำค้างบนพื้นกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ดวงตาคู่งามดั่งดาราประดับฟากฟ้าจับจ้องไปยังกองทัพศัตรูไพศาลเบื้องล่างอย่างไร้ซึ่งความหวั่นเกรง มีเพียงความเย็นชาและสมาธิอันแน่วแน่ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเคล็ดวิชาดาราจักรน้ำแข็ง
หลี่เฟยเหลือบสายตาขึ้นมองนางเพียงเล็กน้อย ริมฝีปากหยักยิ้มบางเบาอย่างนึกชื่นชม ท่ามกลางมหันตภัยที่คืบคลานเข้ามา การมีสตรีผู้นี้เคียงบ่าเคียงไหล่ ย่อมทำให้หัวใจของลูกผู้ชายผู้โดดเดี่ยวอุ่นซ่านขึ้นมาอย่างประหลาด
"เร็วกว่าหรือช้ากว่า... หาใช่ประเด็นสำคัญไม่" หลี่เฟยกล่าวตอบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความทะนงองอาจตามวิถีกระบี่ที่ยึดถือ "ขอเพียงพวกมันกล้าเหยียบย่างเข้ามาในเขตแดนที่ข้าปกป้อง ต่อให้ต้องใช้กระบี่หักเล่มนี้สังหารล้างบางจนฟ้าดินมืดดับ ข้า... หลี่เฟย ก็จะไม่มีวันถอยแม้แต่ครึ่งก้าว"
ซูเหมยทอดถอนหายใจยาวนานแฝงรอยยิ้มอ่อนโยนที่มอบให้แก่เขาผู้เดียว นางยกมือขึ้นวาดผ่านอากาศเบื้องหน้าเบาๆ ก่อเกิดเป็นอักขระโบราณสีครามเรืองรองลอยวนเวียนรอบกาย ปราณเย็นเยียบแผ่ขยายออกไปประสานกับค่ายกลธรรมชาติของหุบเขา
"เช่นนั้น... ข้าจะขอเป็นผู้เปิดทางให้ท่านได้แสดงวิถีกระบี่อันลือลั่นเอง"
สิ้นเสียงของนาง พื้นดินเบื้องล่างรัศมีร้อยลี้พลันถูกแช่แข็งด้วยพลังปราณน้ำแข็งระดับบรรพกาล กองทัพม,มารทมิฬที่กำลังวิ่งกรูกันเข้ามาต่างชะงักงันเนื่องจากเท้าถูกตรึงติดไว้ด้วยน้ำแข็งแหลมคมที่ผุดขึ้นจากพื้นดินอย่างกะทันหัน เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดดังระเบิดขึ้นเซנקเซ็งแซ่
"ฆ่ามัน! อย่าให้พวกมันเหลือรอดแม้แต่คนเดียว!" แม่ทัพแดนทมิฬผู้หนึ่งสวมเกราะกระดูกสีดำทะมทะึน ควบขี่อสูรบรรพกาลร่างยักษ์พุ่งทะยานฝ่าม่านน้ำแข็งขึ้นมาพร้อมกับถือค้อนยักษ์หลอมจากนิลกาฬ มันเหวี่ยงค้อนลงมาหมายบดขยี้กำแพงหินและร่างของหลี่เฟยให้แหลกเป็นจุลในคราเดียว
แรงกดดันจากลมปราณระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว ทว่าหลี่เฟยกลับไม่ขยับเขยื้อน ร่างของเขายืนปักหลักมั่นคงดั่งขุนเขาไท่ซาน นัยน์ตาคมกริบราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังจ้องมองเหยื่อผู้โง่เขลา
*วู้มมม—!*
ในเสี้ยววินาทีที่ค้อนยักษ์จู่โจมมาถึงเบื้องหน้า หลี่เฟยพลันเคลื่อนไหว ร่างกายของเขาพุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าแลบโดยไม่ใช้เทคนิควิชาพิสดารอันใด อาศัยเพียงความเร็วและพละกำลังดิบเถื่อนของวิถีหมัดผสานกระบี่ เขาตวัดกระบี่หักในมือขึ้นต้านทานพลังค้อนยักษ์อย่างตรงไปตรงมา!
*เคร้งงงงง!*
ประกายไฟสว่างวาบราชาดดั่งดวงอาทิตย์ยามอัสดง แรงปะทะอันมหาศาลทำให้หินผารอบด้านแตกร้าวเป็นทางยาว หลี่เฟยพ่นโลหิตออกมาคำโตเนื่องจากแรงสะท้อน แต่แววตาของเขากลับยิ่งเปล่งประกายความดุดันและบ้าคลั่งมากขึ้น
"วิชากระบี่สลายวิญญาณ... กระบวนท่าที่หนึ่ง: พยัคฆ์คำรามฟ้าดินสะเทือน!"
พลังปราณสีทองอร่ามพวยพุ่งระเบิดออกมาจากร่างของหลี่เฟย หลอมรวมเข้ากับเศษกระบี่หักจนเกิดเป็นคมดาบพลังปราณขนาดยักษ์พุ่งทะลวงร่างของแม่ทัพแดนทมิฬผู้นั้นในพริบตา ร่างยักษ์ชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะถูกพลังปราณอันเกรี้ยวกราดฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยงๆ เลาดโลหิตสาดกระเซ็นย้อมผืนหิมะให้กลายเป็นสีชาดตระการตา
ทว่า... ชัยชนะชั่วพริบตานี้หาได้ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงไม่
เบื้องหลังซากศพของแม่ทัพแดนทมิฬ ท้องฟ้ายามรุ่งอรุณที่ควรจะเริ่มสว่างไสว กลับถูกย้อมด้วยสีดำสนิทของกลุ่มเมฆหมอกทมิฬที่หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนในค่าย
เงาร่างลึกลับสามร่างปรากฏขึ้นกลางอากาศ พวกมันสวมชุดคลุมโบราณลายอักขระประหลาด ปล่อยกลิ่นอายพลังปราณที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าแม่ทัพผู้ล่วงลับหลายเท่านัก หนึ่งในนั้นคือนักพรตเฒ่าผู้ถือไม้เท้าหัวกะโหลก ซึ่งจ้องมองมาที่หลี่เฟยและซูเหมยด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมชวนขนหัวลุก
"ไม่นึกเลยว่า... ทายาทคนสุดท้ายของสำนักกระบี่สลายวิญญาณจะหลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่ชายแดนอันรกร้างแห่งนี้" เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียดสีดังขึ้น บาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของทุกคน
หลี่เฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย กระบี่หักในมือสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น ราวกับมันรับรู้ได้ถึงตัวตนของศัตรูคู่อาฆาตที่ตามหามาเนิ่นนาน
ซูเหมยขยับตัวเข้ามาใกล้ พร้อมกระซิบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่แฝงความตึงเครียด "ระวังตัวด้วย... พวกมันคือ 'สามโฉดแห่งแดนสนธยา' ยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวสู่ขอบเขตเซียนสวรรค์"
หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึก, รวบรวมพลังปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดเข้าสู่จุดตันตระ ท่ามกลางลมหนาวที่พัดโชย ปราณกระบี่รอบกายของเขากลับแผ่ขยายความคมกล้าขึ้นทีละน้อย ราวกับคมเขี้ยวของพยัคฆ์ขาวที่กำลังตื่นจากการหลับใหลยาวนาน
"ต่อให้เป็นเซียนสวรรค์... วันนี้ หากพวกมันกล้าขวางทางขวา ข้าก็จะใช้กระบี่หักเล่มนี้ ตัดหัวพวกมันสังเวยฟ้าดินให้จงได้!"
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ จู่ๆ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม อักขระเวทโบราณสีเลือดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนค่อยๆ ผุดขึ้นล้อมรอบค่ายกลพิทักษ์ด่านหน้า และก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว เสียงหัวเราะอันก้องกังวานและคุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังมาจากมิติที่บิดเบี้ยวเบื้องบน...
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่เฟย หลานรัก เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการหนีมาถึงสุดขอบแคว้นเหนือ จะทำให้เจ้าพ้นเงื้อมมือของสำนักเราได้?"
สิ้นเสียงนั้น ร่างของบุรุษผู้สวมหน้ากากเงินลายพยัคฆ์ก็ก้าวทะลุมิติออกมาจากรอยแยกความมืด พร้อมกับถือป้ายคำสั่งโบราณที่แผ่ไอสังหารระดับทำลายล้างโลก!
ด้วยความขอบพระคุณจากใจ
พยัคฆ์ขาวคำราม
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 10
รุ่งอรุณแห่งการปะทะ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!