โลหิตร้อนฉานสาดกระเซ็นต้องผนังถ้ำศิลาโบราณราวกับหยาดฝนฤดูคิมhа กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับไอเย็นยะเยือกของพลังปราณดาราจักรที่กำลังแตกดับ
"หลี่เฟย... พอได้แล้ว ท่านถอยไปเถอะ..."
เสียงของซูเหมยแผ่วเบาราวกับสายหมอกยามรุ่งสาง นางพิงร่างเข้ากับผนังหิน ใบหน้าซีดเผือดอย่างไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าอันงดงามล่มเมือง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีชาดแห่งความตาย ภายในตันเถียนของนาง (จุดรวมพลังปราณ) เกิดรอยร้าวจากการฝืนใช้เคล็ดวิชา 'ดาราดับสูญ' เพื่อปกป้องเขาเมื่อคราวก่อน บัดนี้ธาตุไฟเข้าแทรก ปราณย้อนกลับ สภาวะชีวิตดั่งเปลวเทียนต้องลมพายุ
แต่หลี่เฟยหาได้ยินไม่ ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มจดจ้องไปยังเบื้องหน้า ร่างของเขายืนตระหง่านดั่งขุนเขาค้ำฟ้า แม้ทั่วร่างจะมีบาดแผลเหวอะหวะจนมองไม่เห็นผิวเนื้อเดิม กระบี่หักในมือขวาอาบชุ่มด้วยโลหิตทั้งของศัตรูและของตนเอง ปลายกระบี่จดลงบนพื้นศิลาจนเกิดรอยลึกเป็นทางยาว
เบื้องหน้าของคนทั้งสองคือ 'ราชครูอัคคีโลหิต' ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งพรรคมารทมิฬ พร้อมด้วยกองกำลังเงาอสูรนับร้อยชีวิตที่ปิดล้อมเส้นทางหนีจนไร้ทางรอด
"ฮ่าๆๆๆ ช่างเป็นภาพความรักที่น่าเวทนาเสียจริง!" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสะท้อนก้องกังวาน ราชครูอัคคีโลหิตก้าวเท้าเดินช้าๆ อาภรณ์สีแดงฉานโบกสะบัดตามแรงลมปราณอันร้อนแรงที่แผ่พุ่งออกมาจนอากาศบิดเบี้ยว "หลี่เฟย เจ้าเด็กโง่เขลา เจ้าคิดว่ากระบี่หักเล่มนั้น จะปกป้องนางหญิงใกล้ตายผู้นี้จากเงื้อมมือข้าได้หรือ? สละนางเสีย ส่งคัมภีร์ดาราจักรมาให้ข้า แล้วข้าจะเมตตาให้เจ้าตายอย่างสงบ... ดีกว่าต้องทนเห็นนางสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา!"
หลี่เฟยมิได้ตอบคำถาม เขาเพียงแต่สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมเศษเสี้ยวพลังปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดเข้าสู่จุดตันเถียน ความเจ็บปวดจากการฉีกขาดของเส้นชีพจรแล่นพล่านไปทั่วสารพัดร่าง แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในใจ หากเขาต้องสูญเสียสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจไป ยุทธภพนี้ ต่อให้ยิ่งใหญ่คับฟ้า หรือมีชีวิตอยู่ต่ออย่างอมตะ ก็ไร้ซึ่งความหมายใดๆ
"ราชครู... เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว"
น้ำเสียงของหลี่เฟยแหบพร่าแต่มั่นคงดั่งหินผา ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่สะท้อนผ่านนัยน์ตาคู่นั้น "ตราบใดที่ลมหายใจของข้ายังไม่ดับลง ศพแรกที่จะก้าวข้ามไป... ย่อมต้องเป็นศพของข้าก่อน"
"รนหาที่ตาย!"
ราชครูอัคคีโลหิตแผדเสียงคำรามก้อง ฝ่ามือเพลิงโลหิตทะยานออกดั่งอัคคีพ่นพิษ แผดเผาทุกสิ่งในรัศมีสิบวาให้กลายเป็นจุล พลังกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งเข้ากดทับร่างของหลี่เฟยจนกระดูกลั่นกรอบ
ในวินาทีเป็นตายนั้น หลี่เฟยไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว เขาก้าวเท้าขวาออกไปเบื้องหน้า ท่าร่าง 'พยัคฆ์คำรามทะยานฟ้า' ถูกใช้ออกมาอย่างหมดจดงดงาม แม้จะเป็นกระบี่หัก แต่จิตวิญญาณแห่งกระบี่กลับคมกล้ากว่ายามปกติร้อยเท่าพันทวี!
*เปรี้ยง!*
คลื่นกระบี่และฝ่ามือเพลิงปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดคลื่นกระแทกสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำศิลา ฝุ่นผงหินร่วงหล่นลงมาดั่งหิมะ หลี่เฟยกระอักเลือดคำโตออกมา ร่างกายกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว กระบี่ในมือเกือบหลุดร่วง แต่เขากลับฝืนยันกายไว้ด้วยปลายกระบี่ เลือดสดๆ ไหลรินอาบใบหน้า แต่วี่แววในแววตากลับยิ่งทอประกายดุร้ายและเด็ดเดี่ยวมากขึ้น
ซูเหมยน้ำตาคลอเบ้า นางมองแผ่นหลังกว้างที่ยังคงยืนหยัดเป็นโล่กำบังให้นาง แม้ว่าร่างนั้นจะสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
"หลี่เฟย... ท่านทำเพื่อข้ามากเกินไปแล้ว..." นางเอ่ยเสียงสั่นเครือ มือเรียวบางเอื้อมไปหมายจะดึงชายเสื้อของเขา
หลี่เฟยเหลือบสายตากลับมามองนางเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากปรากฏขึ้นท่ามกลางคราบเลือด เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและเด็ดเดี่ยวที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมาในชีวิต
"เหมยเอ๋อร์... อาจารย์จากไปแล้ว สำนักถูกทำลายแล้ว โลกใบนี้ไม่เหลืออะไรให้ข้าต้องห่วงหาอีก..." หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคงดั่งคำสัตย์ปฏิญาณ "แต่เจ้า... คือเหตุผลเดียวที่ทำให้ข้ายังคงหายใจอยู่บนโลกใบนี้ หากวันนี้เจ้าต้องตายที่นี่ ข้า... พยัคฆ์ขาวหลี่เฟย จะขอใช้ลมหายใจสุดท้าย ฝังกลบดินแดนแห่งนี้ให้กลายเป็นสุสานไปพร้อมกับพวกมันทั้งหมด!"
คำกล่าวนี้ดังก้องสะท้อนในจิตใจของซูเหมย ราวกับสายฟ้าฟาดผ่านความมืดมิด หัวใจที่เคยเหน็บหนาวมาตลอดชีวิตของนางพลันหลอมละลาย นางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ รวบรวมพลังปราณดาราจักรเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ แม้จะต้องแลกมาด้วยการแตกสลายของดวงจิต นางก็จะไม่ยอมให้ชายหนุ่มผู้เป็นที่รักต้องตายอย่างโดดเดี่ยวเด็ดขาด!
ราชครูอัคคีโลหิตเห็นดังนั้น สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด "ไอ้พวกดื้อด้าน! คิดจะตายตกไปตามกันสินะ งั้นข้าจะสงเคราะห์ให้พวกเจ้าสมใจเอง!"
เขายกมือขึ้นเหนือหัว ลูกบอลเพลิงโลหิตขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางอากาศ อัดแน่นด้วยพลังทำลายล้างที่พร้อมจะผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุลในพริบตาเดียว
หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึกเป็นครั้งสุดท้าย ปิดเปลือกตาลงเสี้ยววินาทีเพื่อรับรู้ถึงเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นระรัว พลังปราณในร่างกายที่เคยแห้งเหือด กลับเริ่มหมุนวนด้วยวิถีทางแปลกประหลาด ราวกับสายน้ำที่ฝืนไหลทวนขึ้นสู่ยอดเขา
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องนอกถ้ำที่เคยปลอดโปร่ง กลับเกิดเสียงฟ้าร้องคำรามต่ำๆ ดังสนั่นหวั่นไหว เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วดั่งปาฏิหาริย์ อสายฟ้าสีทองเส้นหนึ่งผ่าผ่าลงมาตรงปากถ้ำพอดี ส่องประกายเจิดจ้าจนทุกคนต้องหรี่ตา
หลี่เฟยลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายตากลับเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามดั่งเทพพยัคฆ์จุติ ขอบเขตพลังที่ติดคั้นมานานนับปี บัดนี้เกิดรอยปริแตกจากแรงกดดันและความรักอันมั่นคง!
ราชครูอัคคีโลหิตรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ "นะ... นี่มันวิถีแห่งการทะลวงขอบเขตกลางศึกกาฬงั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับตัวละครมาจนถึงบรรทัดนี้นะครับ
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 28
ใจมั่นคงดั่งหินผา
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!