กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 29

เส้นทางที่ต้องเลือกระหว่างโลกกับใจ

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"นะ... นี่มันวิถีแห่งการทะลวงขอบเขตกลางศึกกาฬงั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้!" เสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนกแกมหวาดหวั่นของราชครูอัคคีโลหิตดังสะท้านก้องไปทั่วลานประลองหินผาโบราณ คลื่นความร้อนระอุที่แผดเผาจนอากาศบิดเบี้ยวเมื่อครู่ บัดนี้กลับถูกกดทับด้วยความเย็นเยียบยะเยือกของจิตสังหารที่ไร้รูปแต่ทรงพลังยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูก หลี่เฟยยืนหยัดตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เงาร่างของเขาสะท้อนทาบทับกับแสงจันทร์สีครามที่สาดส่องลงมาจากรอยแยกของเมฆหมอก ด้ามกระบี่หักในมือสั่นระริกด้วยความถี่สูงจนเกิดเสียงหวีดหิวรากับเสียงคำรามของพยัคฆ์ขาว บาดแผลตามร่างกายของเขาเปิดฉากหลั่งโลหิตสีชาด แต่ทว่าหยดเลือดเหล่านั้นหาได้ร่วงหล่นสู่พื้นดินไม่ หากแต่ลอยวนเวียนอยู่รอบกาย กลายเป็นอักขระโลหิตโบราณที่หมุนวนตามวิถีโคจรของดาราจักร ซูเหมยที่ยืนอยู่บนชะง่อนผาสูงเบื้องบน 1 ลี้ ดวงตาคู่คมดุจดาราประกายล้ำลึก นางมองดูเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ไอเย็นจากวิชา "จันทร์ดับสูญ" แผ่ซ่านรอบกายจนเกล็ดน้ำแข็งก่อตัวเป็นรูปดอกบัวเหมันต์ใต้ฝ่าเท้า ภายใต้ความเยือกเย็นสง่างาม หัวใจของนางกลับบีบตัวแน่นด้วยความกังวล *‘การทะลวงขอบเขตกลางศึก... อาศัยความเป็นความตายเป็นฟืนไฟ กลั่นกรองจิตวิญญาณแห่งกระบี่หลอมรวมเข้ากับปณิฐานลูกผู้ชาย เฟยหลาง... ท่านกำลังฝืนลิขิตฟ้าดินโดยแท้’* ซูเหมยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความห่วงใย นางรู้ดีว่าวิถีกระบี่ของหลี่เฟยในยามนี้ได้ก้าวล่วงขอบเขตของมนุษย์ปุถุชนไปแล้ว แต่มันแลกมาด้วยการเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์ที่รุนแรงเกินกว่าจะจินตนาการ "เจ้าเด็กสารเลว! อย่าคิดว่าจะสำเร็จวิชาได้ง่ายๆ!" ราชครูอัคคีโลหิตแผดเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด ความหวาดกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง มือทั้งสองข้างกางออก เปลวเพลิงสีชาดเข้มข้นระดับอัคคีผลาญภพพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า หลอมรวมเป็นอสูรกายเพลิงสามเศียรที่อ้าปากหมายกลืนกินทุกสิ่ง วิชา "อัคคีโลหิตกลืนนภา" ถูกแผดเผาจนถึงขีดสุด! พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของราชครูหลอมละลายกลายเป็นลาวาเดือดพล่าน แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง บีบอัดจนต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีร้อยลี้แห้งเฉาและมลายหายไปในพริบตา "ตายซะเถอะ!" ราชครูซัดฝ่ามือออกไป อสูรกายเพลิงสามเศียรพุ่งทะยานลงมาดั่งอุกกาบาตเพลิงที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ ความร้อนระอุแผดเผาทุกอณูอากาศจนเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง ทว่า... หลี่เฟยยังคงหลับตาลงอย่างช้าๆ เขากลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับว่าโลกทั้งใบได้หยุดนิ่งลงแล้ว ในห้วงสมองของเขา ภาพความทรงจำในอดีตไหลย้อนกลับมาดั่งสายน้ำหลาก เสียงคำสอนของอาจารย์ ภาพซากปรักหักพังของสำนักกระบี่เมฆา และคำสัญญาที่ให้ไว้กับผู้คนในยุทธภพ ทุกความเจ็บปวด ทุกหยาดน้ำตา และทุกรอยแผลเป็น ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันในเตาหลอมแห่งจิตวิญญาณ *‘กระบี่... คือเจตจำนง’* *‘ยุทธภพ... คือภาพสะท้อนของกิเลส’* *‘หากฟ้าดินไม่ให้ความเป็นธรรม ข้า... จักใช้กระบี่นี้แหละ แหวกฟ้าทลายดินเอง!’* พรึบ! เปลือกตาของหลี่เฟยเปิดขึ้นพร้อมกัน นัยน์ตาข้างหนึ่งทอประกายสีทองเจิดจ้าดุจสุริยัน อีกข้างหนึ่งเปล่งแสงสีเงินยวงดุจจันทรา ราตรีกาลรอบกายพลันเงียบสงบลงอย่างฉับพลัน ราวกับสรรพสิ่งในจักรวาลต่างพากันก้มหัวให้กับผู้กำเนิดใหม่ กระบี่หักในมือพุ่งออกไปอย่างไร้รูปแบบ ไร้ลีลา และไร้เสียงแหวกอากาศ แต่มันกลับรวบรวมเจตจำนงแห่งกระบี่ทั้งหมดในใต้หล้าไว้ในจุดเดียว "วิถีกระบี่ที่หนึ่ง... ตัดภพสลายวัฏสงสาร!" ฉากทัศน์เบื้องหน้าคล้ายถูกตัดขาดเป็นสองส่วนอย่างสะอาดสะอ้าน อสูรกายเพลิงสามเศียรที่ทรงพลังอำนาจเมื่อครู่ เมื่อปะทะเข้ากับแสงกระบี่สีครามปนทองเพียงเส้นบางๆ กลับถูกผ่าแยกออกเป็นสองเสี่ยงอย่างไร้การต่อต้าน! เปลวเพลิงทั้งหมดดับวูบลงในพริบตา ราวกับเทียนไขที่ถูกลมเป่าจนดับ ปัง! มอกกก! คลื่นกระกระแทกสะท้อนย้อนกลับจนราชครูอัคคีโลหิตกระออกเลือดคำโต ร่างทั้งร่างกระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าร้อยวา เท้าทั้งสองข้างขุดลากเป็นทางยาวบนพื้นหินจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ เขายกมือขึ้นกุมหน้าอก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและหวาดผวาอย่างถึงที่สุด "เป็นไปได้อย่างไร... นี่มันวิชาอะไรกัน วิชาระดับเทพเจ้ามารดาอันใด ถึงได้ทรงพลังถึงเพียงนี้!" ราชครูคำรามออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา ลมปราณในร่างปั่นป่วนจนแทบจะแตกสลาย หลี่เฟยค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า แต่ละก้าวที่เหยียบลงไปสร้างรอยเท้าลึกบนพื้นศิลา ปราณกระบี่รอบกายแผ่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแหวกเมฆหมอกจนปรากฏกลุ่มดาวบนฟากฟ้าชัดเจนขึ้น แม้เขาจะยังยืนอยู่ตรงนั้น แต่มันกลับให้ความรู้สึกราวกับว่าเขายืนอยู่เหนือมิติเวลาและห้วงอวกาศ "วิชาของข้า ไม่มีชื่อเรียกหรอกนะ..." หลี่เฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เยือกเย็น แต่ทรงพลังอำนาจจนราชครูสั่นสะท้านไปถึงกระดูกดำ "มันเป็นเพียงวิถีที่ข้าเลือกเดินด้วยสองมือนี้... เส้นทางที่ต้องเลือกระหว่างโลกใบนี้ กับหัวใจที่ยังคงยึดมั่นในคุณธรรม" ซูเหมยลอยร่างลงมาจากชะง่อนผา มายืนเคียงข้างหลี่เฟยอย่างเงียบเชียบ นางใช้สายตากวาดมองราชครูอัคคีโลหิต ก่อนจะเอמהด้วยน้ำเสียงไพเราะแต่เย็นชาดดุจน้ำแข็ง "ราชครู... ความแค้นระหว่างสำนักของท่านกับพวกเรา สมควรแก่เวลาที่จะสะابعเสียที" ราชครูอัคคีโลหิตหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง "ฮ่าๆๆๆ... คิดว่าพวกเจ้าชนะแล้วงั้นรึ? เจ้าเด็กน้อย เจ้าเข้าใจผิดมหันต์แล้ว... คิดว่าเบื้องหลังของข้ามีเพียงสำนักอัคคีโลหิตอย่างเดียวอย่างนั้นหรือ? ถ้าข้าตาย คนที่อยู่เบื้องบน... จะไม่มีวันปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!" พูดจบ ราชครูอัคคีโลหิตก็สะบัดมือขวาเข้าใส่จุดชีพจรหัวใจของตนเองทันที! "คิดจะฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิดงั้นรึ? ฝันไปเถอะ!" หลี่เฟยตวัดกระบี่หักในมือหมายจะพุ่งเข้าไปสกัดกั้น แต่ทว่า... ในวินาทีที่ปลายกระบี่ห่างจากตัวราชครูเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจ ท้องน้ายามราตรีที่สงบเงียบเมื่อครู่ กลับเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน โครมมมม! สายฟ้าสีดำสนิทขนาดมหึมาผ่าลงมาจากท้องฟ้าอย่างไร้สัญญาณเตือน มันผ่าผ่าตรงกลางระหว่างหลี่เฟยและราชครูอัคคีโลหิต แรงระเบิดมหาศาลทำให้พื้นดินยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึกหลายร้อยวา ควันสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นปกคลุมไปทั่วบริเวณจนมองไม่เห็นสิ่งใด หลี่เฟยและซูเหมยต้องทะยานถอยหลังหลบแรงกระแทกอย่างทุลักทุเล เมื่อควันสีดำจางลง ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏกลับทำให้ทั้งคู่ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ร่างของราชครูอัคคีโลหิตหายไปแล้ว... แต่แทนที่ด้วยเงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งที่สวมชุดคลุมยาวสีทองปักลายวิหคเพลิงโบราณ ยืนไขว้หลังอยู่บนขอบหลุมลึก รัศมีพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของคนผู้นั้น กดทับจนหลี่เฟยและซูเหมยรู้สึกราวกับแบกภูเขาไว้บนบ่าทั้งสองข้าง "น่าสนใจ... ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ผู้สามารถทะลวงขอบเขตกลางศึกได้ในรอบร้อยปีของยุทธภพ..." บุคคลปริศนาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เย่อหยิ่ง และเต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจต่อต้าน ค่อยๆ หันใบหน้าครึ่งหนึ่งที่สวมหน้ากากเงินสลักลายอสูรมามองพวกเขาทั้งสอง "น่าเสียดายนัก... ที่เส้นทางที่เจ้าเลือกเดิน จะต้องสิ้นสุดลง ณ ที่แห่งนี้" หลี่เฟยกระชับกระบี่หักในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด แม้ลมปราณในร่างจะยังไม่ฟื้นฟูเต็มร้อย แต่นัยน์ตาของเขากลับเต็มไปด้วยความท้าทายไร้ความเกรงกลัว ซูเหมยขยับตัวเข้ามาใกล้ ชายผ้าสีขาวโบกสะบัดตามแรงลมปราณ นางกระซิบเสียงเบาแต่เด็ดเดี่ยวข้างกายเขา "เฟยหลาง... คนผู้นี้ไม่ใช่คนของยุทธภพภายนอก เขาคือ... ทูตสวรรค์แห่งแดนลับแล!" พริบตานั้นเอง หน้ากากเงินของบุคคลปริศนาก็ค่อยๆ เลื่อนหลุดลง เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง... ใบหน้าที่ทำให้หลี่เฟยต้องยืนนิ่งค้างไปทันทีราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ! "อ... อาจารย์!?" --- ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้อย่างต่อเนื่อง พยัคฆ์ขาวคำรามซาบซึ้งใจยิ่งนักครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%