โลหิตสายหนึ่งไหลรินจากมุมปากของซูเหมย หยดลงกระทบพื้นศิลาเบื้องล่างจนเกิดเสียงดั่งหยดน้ำค้างบนใบบัว แต่มันมิใช่หยดน้ำค้าง... มันคือความจริงอันโหดร้ายที่ถูกแช่แข็งมานานนับร้อยปี
หลี่เฟยขยับกายนิ่งค้าง กระบี่หักในมือสั่นระริกไม่
เนื่องเพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะคลื่นพลังหยินบริสุทธิ์ที่ระเบิดออกมาจากร่างของนางในยามนี้ กำลังฉีกกระชากกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินให้บิดเบี้ยว ทั่วทั้งห้องโถงโบราณถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีครามเข้ม อากาศรอบตัวเย็นยะเยือกจนกระทั่งลมหายใจกลายเป็นผลึกสีขาว
"นี่คือ... ต้นกำเนิดที่แท้จริงของเจ้าอย่างนั้นหรือ ซูเหมย"
เสียงของหลี่เฟยแหบพร่า เลือดในกายของเขาพลุ่งพล่านจากการต้านทานแรงกดดันอันมหาศาล ดวงตาคมกราบจ้องมองหญิงสาวที่เปรียบเสมือนดั่งดวงใจ นางยืนอยู่ท่ามกลางพายุหมุนแห่งลมปราณดาราจักร เส้นผมสีดำสนิทบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีเงินยวงสะท้อนประกายแสงจันทร์ ทว่าแววตาของนางมิได้เยือกชาดั่งเช่นวันวาน หากแต่เปี่ยมล้นด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่สะสมมาข้ามภพชาติ
ซูเหมยเงยหน้าขึ้นรับแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องเพดานศิลา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนเรียวปากซีดเซียว
"หลี่เฟย... ท่านคิดว่าสำนักจันทร์ดับสูญฝึกฝนวิชาเพื่อสิ่งใด? เพื่อการเป็นเจ้าสำนัก? เพื่อความเป็นใหญ่ในยุทธภพกระนั้นหรือ? หึ... นั่นมันเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงที่บรรพจารย์รุ่นก่อนใช้ปกปิดบาปกรรมอันน่าสะพรึงกลัวต่างหาก"
นางก้าวเท้าเข้ามาหาเขาช้าๆ ทุกย่างก้าวที่นางผ่าน พื้นศิลาแกร่งแตกละเอียดกลายเป็นผุยผงด้วยไอเย็นจัด
"ตัวข้า... มิใช่เนื้อมนุษย์ หรือแม้แต่ร่างอวตารของเซียนสวรรค์อย่างที่ผู้คนเล่าลือ แท้จริงแล้ว ข้าคือ 'ผนึก'... ผนึกมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังราชันย์มารโลหิตที่หลับใหลอยู่ใต้รากฐานพิภพแห่งนี้!"
คำพูดนั้นราวกับอสุนีบาตฟาดผ่าลงกลางใจของหลี่เฟย ร่างของยอดฝีมือหนุ่มชะงักงัน ความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับซูเหมยไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว สมcผัสที่เย็นเยียบแต่นุ่มนวล ยามที่นางคอยรักษาอาการบาดเจ็บให้เขาในคืนเดือนหงาย ยามที่นางเอ่ยปากเตือนสติเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ลึกซึ้ง แท้จริงแล้ว... นางต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งและโดดเดี่ยวถึงเพียงนี้มาโดยตลอด
"เหตุใด... เจ้าจึงไม่เคยบอกข้า" หลี่เฟยเค้นเสียงถาม ความเจ็บปวดแปลบปلمแล่นริ้วขึ้นในอก ยิ่งกว่าบาดแผลฉกรรจ์จากคมกระบี่ใดๆ ในยุทธภพ
"บอกท่านแล้วจะได้อันใด?" ซูเหมยหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ระยะห่างเพียงคืบทำให้นางสามารถมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเขาได้ชัดเจน
"ท่านมีวิถีกระบี่ที่ต้องปกป้อง มีความแค้นของสำนักที่ต้องสะสาง หากท่านรู้ว่าข้างกายท่านคือกุญแจที่จะปลดปล่อยหายนะสู่แผ่นดิน ท่านจะยังคงยืนเคียงข้างข้าเช่นนี้อยู่หรือไม่?"
มือเรียวบางดั่งหยกขาวเอื้อมมาสัมผัสแก้มของหลี่เฟย ความเย็นเยือกของปลายนิ้วทำเอาเขาสั่นสะท้าน แต่นัยน์ตาของเขากลับแน่วแน่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
หลี่เฟยมิได้ถอยหนี เขากลับคว้ามือเรียวนั้นไว้แน่น ถ่ายทอดพลังปราณอัคคีอันร้อนรุ่มเข้าสู่ร่างของนางเพื่อช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บที่กำลังกัดกินเส้นชีพจรของนาง
"ซูเหมย ฟังข้าให้ดี" น้ำเสียงของหลี่เฟยทุ้มต่ำ ทว่าทรงพลังและเด็ดเดี่ยวราวกับคำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าฟ้าดิน
"นับตั้งแต่วันที่เราดื่มสุราสาบานร่วมกันใต้ต้นท้อพันปี ชีวิตของหลี่เฟยผู้นี้หาใช่ของข้าผู้เดียวไม่ ต่อให้สิ่งที่อยู่ในตัวเจ้าคือราชันย์มาร หรือแม้กระทั่งทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า หากพวกมันกล้าแตะต้องเจ้า... ข้าก็จะใช้กระบี่หักในมือนี้ ฟันฝ่าพวกมันให้พินาศสิ้นไปทีละตัว!"
หัวใจของซูเหมยกระตุกวูบ น้ำใสๆเอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตากลมโต นางผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้แก่ความตายของผู้ใด บัดนี้กลับรู้สึกราวกับกำแพงน้ำแข็งที่ปิดตายมานับร้อยปีได้ถูกพังทลายลงด้วยความอบอุ่นอันดื้อรั้นของบุรุษผู้นี้
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผสานเป็นหนึ่งเดียวด้วยความอาลัยและคำมั่นสัญญา ทันใดนั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น!
*ตูมมมมมม!*
เสาหินยักษ์รอบห้องโถงพังทลายลงมา เสียงคำรามต่ำทุศล็ดลึกดังก้องขึ้นจากขุมนรกเบื้องล่าง ราวกับมีอสุรกายโบราณกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
รอยแยกสีแดงฉานสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าอกของซูเหมย อักขระมารโบราณเปล่งแสงสีเลือดสพลั่งออกมาจากผิวหนังของนางอย่างน่ากลัว นางกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานจนทรุดฮวบลงอ้อมแขนของหลี่เฟย
"อ้ーク... หลี่เฟย... มัน... มันตื่นแล้ว..." นางเอ่ยเสียงสั่น พลางใช้มือจิกแขนเสื้อของเขาแน่นจนขาดวิ่น
ดวงตาของซูเหมยที่เคยเป็นประกายดาราจักร บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต ปราณมารอันชั่วร้ายพรั่งพรูออกมาจากร่างของนางอย่างไร้การควบคุม พลังกดดันระดับทำลายล้างแผ่ขยายออกไปจนผนึกศิลาภายนอกแตกร้าว
หลี่เฟยรีบดึงร่างของนางเข้าสู่อ้อมกอด ใช้พลังปราณทั้งหมดต้านทานไอปีศาจที่พยายามจะกลืนกินจิตวิญญาณของนาง เขากัดฟันแน่นจนเลือดซึม ขวับสายตามองไปยังเบื้องล่างของรอยแยกที่กำลังเปิดกว้าง
ที่ก้นบึ้งแห่งความมืดมิดนั้น... ดวงตาสสีแดงคู่ยักษ์คู่หนึ่งกำลังลืมขึ้นจ้องมองพวกเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วถ้ำลึก
"ในที่สุด... ภาชนะแห่งข้าก็พร้อมเสียที!"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนการเดินทางของกระบี่วิปลาสเล่มนี้ด้วยดีเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 30
ความลับของจันทร์ดับสูญ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!