กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 13

กับดักของสำนักเมฆา

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นอายโลหิตและไอน้ำแข็งที่ระเหยกลายเป็นหมอกควันสีเทานวล ไม่ได้บ่งบอกถึงความสงบสุขแม้แต่น้อย มันคือกลิ่นอายแห่งความตายที่ถูกโรยไว้ด้วยกลีบดอกไม้พิษอย่างประณีต "ก้าวเท้าซ้ายออกไปสามนิ้ว ปราณแท้ในตันเถียนของเจ้าก็จะสลายไปครึ่งหนึ่ง... สตรีผู้นี้ช่างลึกล้ำนัก หรือเจ้าคิดว่าคมกระบี่ในมือจะเร็วพอกว่ากลอุบายของนาง?" สุ้มเสียงแหบพร่าทุ้มต่ำดังขึ้นจากเงื้อมเงาของเสาหินศิลาโบราณ ภายในตำหนักร้างแห่งสำนักเมฆา หลี่เฟยยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าชักกระบี่หักครึ่งท่อน ปราณกระบี่สีครามเข้มแผ่ซ่านออกรอบกายจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นรอยแยกละเอียดดั่งใยแมงมุม ทว่าสายตาของเขากลับมิได้มองไปยังผู้พูด หากแต่จ้องมองร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวสะอาดตารัศมีเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งพันปีที่ยืนขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า นางคือ ซูเหมย... คู่คิดผู้ร่วมเป็นร่วมตายผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน "ถอยไป ซูเหมย" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาดั่งน้ำแข็งใต้พื้นพิภพ ดวงตาคมกริบฉายแวววาวโรจน์ราวพยัคฆ์หนุ่มที่ถูกต้อนจนมุม "ที่นี่ไม่ใช่สำนักเมฆาเดิมที่เจ้ารู้จัก นี่คือค่ายกลโลหิตหมื่นศพที่พวกมันใช้รอต้อนรับพวกเรา" ซูเหมยมิได้ขยับเขยื้อน ร่างระหงของนางยังคงสง่างามเยือกเย็น ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยความเรียบเฉย ทว่าดวงเนตรคู่สวยที่สะท้อนแสงจันทร์สีเลือดจากช่องหน้าต่างหินกลับไหววูบชั่วขณะ มือเรียวดั่งลำหยกกำกระบี่ดาราศาสตร์ในมือแน่นจนข้อพระกรขาวซีด "เจ้าคิดว่าข้ามาเพื่อขัดขวางเจ้าหรือ หลี่เฟย?" ซูเหมยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น แต่มันกลับบาดลึกเข้าไปในย่างก้าวแห่งจิตวิญญาณ "เจ้ามองไม่เห็นหรือว่า เส้นทางที่เจ้ากำลังเดินไป... มีศพของผู้อาวุโสสำนักกระบี่ประจิมปูลาดอยู่ตลอดสาย" หลี่เฟยแค่นหัวเราะออกมาอย่างน่าสมเพช ปราณกระบี่ในมือระเบิดเสียงคำรามฮùมฮ่ามดั่งพยัคฆ์คำรามก้องฟ้า "ฮ่าๆๆ! ผู้อาวุโสสำนักกระบี่ประจิมงั้นหรือ? พวกมันตายตั้งแต่วันที่ยอมสยบให้แก่พิษโลหิตของสำนักเมฆาแล้ว! เจ้าต่างหาก... ซูเหมย... เหตุใดเจ้าจึงรู้ตำแหน่งของค่ายกลนี้ก่อนที่เราจะมาถึง? เหตุใดอักขระเวทสกัดกั้นรอบตำหนักนี้จึงตอบสนองต่อปราณน้ำแข็งของเจ้าเพียงผู้เดียว!" คำพูดประโยคนั้นดั่งคมมีดที่กรีดแทะบรรยากาศรอบตัวให้ขาดวิ่น ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ลมหายใจของทั้งคู่ประสานเข้ากับเสียงลมหนาวที่พัดผ่านซากปรักหักพังของสำนักเมฆา ซูเหมยหลุบตาลงเล็กน้อย แพขนตางอนงามทอดเงาทาบลงบนพวงแก้มขาวนวล นางไม่ปฏิเสธ ไม่แก้ตัว มีเพียงความเงียบงันที่เจ็บปวดร้าวราญยิ่งกว่ากระบี่นับพันเล่มทิ่มแทง "เพราะว่า... นางไม่มีทางเลือกอื่น..." เสียงที่สามดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกสวมทับด้วยหน้ากากกระดูกอสูรยิ้มเยาะ ผู้นำสำนักเมฆาคนปัจจุบัน 'อู๋เทียน' ก้าวออกมาจากความมืดพร้อมกับรอยยิ้มอันชั่วร้าย ในมือของมันถือแผ่นหยกมืดมิดที่กำลังส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับพัน หลี่เฟยสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกกว้างเมื่อตระหนักถึงความจริงอันโหดร้าย แผ่นหยกในมืออู๋เทียน... คือ "ค่ายกลพันธนาการโลหิตวิญญาณ" ที่ใช้ควบคุมจิตใจและพลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์ และมันกำลังเชื่อมโยงกับจุดชีพจรหลักในร่างของซูเหมย! "ซูเหมย... เจ้า..." หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายชาวาบไปถึงขั้วหัวใจ ความโกรธเกรี้ยวและรอยร้าวในอกแผดเผาจนแทบกระอักเลือด "หลี่เฟย รีบหนีไป..." ซูเหมยเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ดวงตาของนางแดงก่ำ หยดน้ำใสเอ่อคลอหน่วยก่อนจะไหลรินผ่านแก้มขาว นางพยายามยกกระบี่ดาราศาสตร์ขึ้น แต่มือของนางกลับสั่นเทาอย่างรุนแรง อักขระสีดำเริ่มแผ่ขยายจากหัวไหล่ลามไปถึงลำคอระหง "ข้า... ข้าถูกพิษสะกดจิตวิญญาณตั้งแต่คืนที่เราข้ามผ่านหุบเขาวายุคลั่ง... ทุกก้าวที่ข้าเดินเคียงข้างท่าน คือแผนการที่มันใช้ต้อนท่านมายังค่ายกลนี้..." "นังโง่เอ้ย!" หลี่เฟยคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวดระคนแค้นเคือง พลังปราณในร่างระเบิดทะลักขีดจำกัดจนเสื้อผ้าขาดวิ่นเป็นริ้วๆ เขาไม่เคยโทษนาง... ไม่เคยเลยแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่าจิตใจของซูเหมยบริสุทธิ์เพียงใด นางต้องถูกสำนักเมฆาวางยาพิษและใช้สายใยแห่งความห่วงใยมาเป็นเครื่องมือบงการแน่แท้ "ฮ่าๆๆ ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าเวทนายิ่งนัก!" อู๋เทียนหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ มันชูแผ่นหยกในมือขึ้นสูง อักขระสีดำนับหมื่นบนพื้นศิลาพล่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นกรงขังโลหิตขนาดยักษ์ครอบคลุมพื้นที่พันลี้ "หลี่เฟย เจ้าคิดว่ากระบี่หักในมือของเจ้าจะทะลวงผ่านค่ายกลสลายวิญญาณที่สร้างจากโลหิตของยอดฝีมือสิบสำนักได้หรือ? จงคุกเข่าลงแล้วส่งกระบี่ของเจ้ามาซะ มิฉะนั้น... สตรีผู้นี้จะถูกแผดเผาทั้งวิญญาณและร่างกาย จนไม่เหลือแม้แต่เศษเถ้าธุลี!" กรงเล็บโลหิตพุ่งเข้าหาซูเหมยจากทุกทิศทุกทาง นางทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นกระเบื้อง เลือดสีสดกระอักออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบ ทว่าดวงตายังคงมองตรงมาที่หลี่เฟยด้วยความอาลัยอาวรณ์และห่วงหา "อย่าหันหลังกลับมา... หลี่เฟย... จงมีชีวิตอยู่..." น้ำเสียงของนางขาดห้วง พร้อมกับที่ค่ายกลโลหิตบีบตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วดั่งพายุหมุนเพลิงกาฬ ร่างของซูเหมยถูกกลืนหายไปในม่านหมอกโลหิตสีแดงฉานทันที! "ซูเหมย————!" เสียงคำรามของหลี่เฟยดังกึกก้องสะท้านฟ้าดิน ราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่สูญเสียคู่ชีวิต กระบี่หักในมือสั่นระริกด้วยความเสียใจและพลังปราณที่ทะลวงข้ามขอบเขตอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เส้นเลือดปูดโปนทั่วลำตัว ทั่วร่างแผ่ไอสังหารรุนแรงจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยว เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ท่ามกลางอักขระเวทนับหมื่นที่พยายามกดทับร่างให้แหลกสลาย กระบี่หักในมือถูกยกขึ้นชี้ฟ้าโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะฟันผ่าม่านพลังโลหิตเพื่อพุ่งเข้าไปรับร่างของนาง พื้นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหว เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ผู้หนึ่ง ปรากฏกายขึ้นอย่างไร้ซุ่มเสียง ณ จุดศูนย์กลางของค่ายกลโลหิต ปลายกระบี่เรียวยาวไร้คมพาดผ่านลำคอของอู๋เทียนในเสี้ยวพริบตาเดียวโดยที่มันยังไม่ทันได้ตั้งตัว และเสียงกระซิบอันเย็นเยียบราวน้ำแข็งหมื่นปีก็ดังขึ้นจากร่างปริศนานั้น "สำนักเมฆา... เหตุใดจึงกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้... ในเมื่อคนผู้นี้ คือสตรีที่ 'เขา' จองจำไว้ในหัวใจมาตลอดกาล?" ด้วยความขอบพระคุณจากใจ พยัคฆ์ขาวคำราม
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%