เปรี๊ยะ! เสียงเนื้อไม้ลั่นไหวจากการแผดเผาของเปลวเพลิงดังแข่งกับเสียงหวีดหวิวของสายลมราตรี มวลอากาศภายในโรงเตี๊ยมร้างพลันบิดเบี้ยวดั่งถูกแผดเผาจนแทบหลอมละลาย ธนูเพลิงนับพันดอกดั่งฝนห่าอัคคีที่แหวกม่านรัตติกาลพุ่งตรงเข้ามาหมายบดขยี้ทุกสิ่งให้เป็นจุล
หลี่เฟยไม่แม้แต่จะขยับกายถอยหลัง แววตาของเขาทอประกายคมกริบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งลับผ่านหินผา ภายในห้วงสมองของบุรุษหนุ่ม ภาพความทรงจำในวันที่สำนักถูกเผาผลาญและร่างของอาจารย์ที่ไร้ลมหายใจซ้อนทับเข้ามาในฉับพลัน ความแค้น สายลม และกลิ่นอายคาวเลือดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับลมปราณในตันtian (ตันเถียน)
"รวดเร็วนัก... แต่ช้าไปร้อยปี!"
น้ำเสียงทุ้มต่ำหลุดลอดจากไรฟัน ร่างของหลี่เฟยทะยานพุ่งขึ้นฟ้าดั่งพยัคฆ์คำราม ฝ่ามือข้างขวาตบเข้าที่ด้ามกระบี่หักซึ่งเหน็บอยู่ข้างเอว เสียงเหล็กกระทบฝักดัง 'กริ๊ง' กังวานบาดแก้วหู ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรอบกายแผ่ขยายเป็นรัศมีเจ็ดเชียะ คลื่นพลังลมปราณสีครามเข้มสะบัดปัดกวาดห่าฝนธนูเพลิงที่พุ่งเข้ามาจนแตกกระเจิงกลายเป็นเศษสะเก็ดไฟโปรยปรายราวกับหิ่งห้อยยามค่ำคืน
ทว่า การปิดล้อมหาได้มีเพียงเท่านี้ไม่!
ทันทีที่ห่าธนูระลอกแรกสลายไป เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงนับร้อยก็พรูเข้ามาประชิดกรอบหน้าต่างและประตูพังทราม กลุ่มนักฆ่าในชุดดำสนิทปิดบังใบหน้า แววตาดุดั่งสัตว์ป่ากระหายเลือด พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับคมดาบยาวที่อาบยาพิษสีม่วงเข้ม พวกมันหาใช่จอมยุทธ์ธรรมดา หากแต่เป็นมือสังหารเดนตายแห่งสำนักเงาอสูรที่ฮ่องเต้ส่งมาเพื่อปิดปากผู้ล่วงรู้ความลับ
หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของความตายลอยอบอวลแต่กลับทำให้จิตใจของเขากลับสงบนิ่งยิ่งกว่าผิวน้ำในบึงลึก เขาตวัดกระบี่หักในมือ รัศมีกระบี่พุ่งแหวกอากาศออกไปคราหนึ่ง เสียงเนื้อกระทบกับคมดาบและเสียงร้องโหยหวนดังประสานกันระงม เลือดสีดำสาดกระเซ็นย้อมผนังไม้เก่าคร่ำคร่าของโรงเตี๊ยมจนกลายเป็นสีแดงชาด
แม้กระบี่ในมือจะหักสะบั้น ไร้ซึ่งปลายแหลมคมดั่งเช่นกระบี่วิเศษทั่ว It's a sword that lacks a tip, but in the hands of Li Fei, it carried the weight of a mountain. แต่กระบวนท่า 'เก้ากระบี่สลายวิญญาณ' ที่เขาฝึกฝนจนบรรลุขั้นสูงสุด กลับแปรเปลี่ยนความบกพร่องให้กลายเป็นความสมบูรณ์แบบอย่างไร้ช่องโหว่ ทุกคราที่กระบี่หวีดหวิวออกไป ย่อมมีเงาร่างของมือสังหารล้มตายลงราชาใบไม้ร่วงหล่น
แต่ศัตรูมีราวกับฝูงตั๊กแตนที่ไม่มีวันหมดสิ้น เมื่อกลุ่มหนึ่งล้มลง อีกกลุ่มก็พุ่งเข้ามาแทนที่อย่างไม่กลัวตาย หลี่เฟยเริ่มรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่กัดกินข้อต่อ ลมปราณในร่างเริ่มโคจรติดขัดเนื่องจากบาดแผลภายในที่ยังไม่หายสนิทจากการเดินทางไกล
*แย่แล้ว... หากยืดเยื้อเช่นนี้ เกรงว่าพลังปราณจะเหือดแห้งก่อนจะฝ่าวงล้อมออกไปได้* หลี่เฟยคิดในใจขณะที่ตวัดกระบี่รับคมดาบของมือสังหารคนหนึ่งจนกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว ลมหายใจเริ่มหอบกระชั้น เม็ดเหงื่อกาฬไหลซึมตามกรอบหน้าคมคาย
ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง... ท้องนภาราตรีที่เคยไร้ดาวพลันปรากฏประกายแสงสีเงินยวดยิ่งยวดทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาฉับพลัน!
อุณหภูมิภายในรัศมีร้อยลี้ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ราวกับฤดูใบไม้ผลิถูกแช่แข็งให้กลายเป็นเหมันตฤดูในชั่วพริบตา ละอองน้ำในอากาศควบแน่นกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาราวกับหิมะโปรยปปรายกลางฤดูร้อน เสียงลมหายใจของเหล่านักฆ่าชุดดำพลันสะดุดกักขัง ร่างกายของพวกมันเริ่มถูกเคลือบด้วยชั้นน้ำแข็งบางๆ จนการเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงดั่งคนแก่ใกล้ฝั่ง
"วิชา... มหานทีเหมันต์นิรันดร์?" หลี่เฟยเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง แม้แต่ตัวเขายังรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาถึงกระดูกดำ
เงาร่างหนึ่งพลิ้วกายลงมาจากยอดหลังคาโรงเตี๊ยมอย่างเงียบเชียบ ดั่งขนนกที่ร่วงหล่นไร้ซุ่มเสียง นางสวมอาภรณ์ยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายหมู่ดาวด้วยด้ายเงินสะท้อนแสงจันทร์ เส้นผมสีดำสนิทปล่อยสยายเคลียแผ่นหลังบาง ใบหน้ารูปไข่เย็นชาดั่งรูปสลักจากหยกขาวบริสุทธิ์ ดวงตาคู่คมลึกล้ำดั่งห้วงอวกาศยามค่ำคืน ในมือของนางถือกระบี่เรียวบางเล่มหนึ่งที่แผ่ไอความเย็นยะเยือกออกมาจนเกิดเป็นหมอกสีขาวล้อมรอบกาย
นางคือ "ซูเหมย" นางเซียนผู้โดดเดี่ยวแห่งหุบเขาร้อยดารา
ซูเหมยมิได้เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ นางเพียงกวาดสายตาคมปนความเย็นชาแลมองไปยังกลุ่มมือสังหารนับร้อยที่รายล้อมอยู่ มือเรียวดั่งลำหยกยกกระบี่ในมือขึ้นชี้ฟ้า วาดผ่านอากาศเบาๆ หนึ่งครา
*ฉ่า—!*
คลื่นกระบี่น้ำแข็งรูปจันทร์เสี้ยวพุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด เสียงกรีดร้องโหยหวนยังไม่ทันเปล่งออกมาจากลำคอของเหล่ามือสังหาร ร่างของพวกมันนับสิบชีวิตก็ถูกแช่แข็งกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในท่าทางที่บิดเบี้ยว ก่อนที่เศษน้ำแข็งทั้งหมดจะแตกสลายกลายเป็นผุยผงละเอียดปลิวหายไปกับสายลมราตรีในพริบตาเดียว!
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมสมรภูมิโดยพลัน เหลือเพียงเสียงเปลวไฟที่ยังคงปะทุเบาๆ และละอองหิมะที่ยังคงโปรยปรายลงมาอย่างช้าๆ
หลี่เฟยยืนนิ่งงัน กระบี่หักในมือยังคงชี้ลงพื้น ไอสีครามจากลมปราณของเขาผสานเข้ากับไอเหมันต์ของหญิงสาวเบื้องหน้าเกิดเป็นประกายแสงระยิบระยับ เขากวาดสายตาขึ้นสบตากับนาง ดวงตาคู่คมของนางเซียนผู้นั้นมีความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ทว่าลึกล้ำลงไปกลับแฝงไว้ด้วยประกายความห่วงใยอันบางเบาที่ยากจะสังเกตเห็น
ซูเหมยลดกระบี่ลงช้าๆ น้ำเสียงเรียบเรื่อยดั่งสายน้ำไหลเอื่อยเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
"กระบี่เจ้า... ใกล้จะแหลกสลายเต็มทีแล้ว เหตุใดจึงยังดื้อรั้นเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่?"
หลี่เฟยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างทระนงตน เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้หญิงสาวอีกหนึ่งก้าว จนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์ของดอกเหมันต์ลอยปะทะเข้าหากัน
"ชีวิตข้า... ต่อให้ฟ้าดินเป็นผู้กำหนด ก็ไม่มีสิทธิ์พรากมันไปได้ง่ายๆ เช่นกัน" หลี่เฟยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง ดวงตาคมกริบจับจ้องใบหน้างดงามไร้ที่ติของนางเซียนอย่างไม่หลบเลี่ยง "แต่หากเจ้าคิดจะมาเอาชีวิตข้า... เกรงว่าแม่นางคงต้องออกแรงมากกว่านี้อีกหน่อย"
ซูเหมยมิได้โกรธเคืองต่อคำพูดเย้าแหย่ปนถือดีนั้น นางเพียงปรายตามองบาดแผลบริเวณหัวไหล่ที่ยังมีเลือดไหลซึมออกมาของเขา ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ เม็ดยาโอสถสีเขียวมรกตเม็ดหนึ่งก็ลอยละลิ่วเข้ามาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าอกของชายหนุ่มพอดี
"หุบปาก แล้วกินมันเข้าไปซะ... เพราะศัตรูที่แท้จริงของเจ้า กำลังก้าวเข้ามาแล้ว"
คำพูดของซูเหมยทำให้หลี่เฟยขมวดคิ้วมุ่นทันที เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากซักถามสิ่งใด พื้นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินแยกออกจากกัน เสียงคำรามทุ้มต่ำดั่งอสูรกายร้ายจากขุมนรกดังสะท้อนก้องฟ้า พร้อมกับเงาร่างมหึมาของบุรุษร่างยักษ์ผู้ถือขวานยักษ์โลหิตที่ปรากฏตัวขึ้นจากความมืดมิด เบื้องหลังของมันคือทัพเสริมอีกนับพันคนที่ปิดตายทุกเส้นทางหลบหนีจนสิ้น!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิเดือดครั้งนี้ไปด้วยกันครับ!
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 2
นางเซียนใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!