ความตาย... มักเดินทางมาถึงในยามที่มนุษย์เราหลงลืมว่าตนเองเป็นเพียงธุลีดิน
กลิ่นคาวเลือดที่ระเหยขึ้นมาจากพื้นไม้ผุพังในโรงเตี๊ยม "ร้อยอสูร" มิได้มาจากสิ่งอื่นใด นอกจากความโลภอันไร้ก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ คราบฝุ่นหนาทึบที่เกาะกุมตามคานไม้และโต๊ะเก้าอี้ถูกคั่นกลางด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างนับสิบ สายลมราตรีที่พัดผ่านรอยโหว่ของผนังปูนเก่าคร่ำคร่า หอบเอาความหนาบาวังเวงเข้ามาปกคลุม ทว่ากลับไม่อาจดับความกระหายเลือดในดวงตาของเหล่ามือสังหารพรรคโลหิตทมิฬที่ยืนล้อมรอบบุรุษผู้หนึ่งไว้ตรงใจกลางห้องโถงได้เลย
หลี่เฟยนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โยกเยกตัวหนึ่ง ใบหน้าครึ่งซีกถูกเงาสลัวของตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ใกล้จะดับมอดพาดผ่าน นัยน์ตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซุ่มซ่อนในพงไพรหลุบต่ำลงมองจอกสุราสีอำพันในมือ ผิวสุรากระเพื่อมไหวตามแรงสั่นสะเทือนจากฝ่าเท้าของศัตรูที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ทุกขณะ
"หลี่เฟย... วันนี้คือวันตายของเจ้า สำนักกระบี่เมฆาอัสนีของเจ้าถูกกวาดล้างจนไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูก เจ้ายังจะดึงดันแบกรับชื่อเสียงอันไร้ค่าของอาจารย์ผู้ล่วงลับไปเพื่ออันใดกัน?"
เสียงแหบพร่าดั่งกิ่งไม้หักดังมาจากมุมมืด ผู้พูดคือ "ฮั่นกวง" รองประมุขพรรคโลหิตทมิฬ มันถือครองกระบี่เล่มยาวที่อาบด้วยยาพิษสีม่วงเข้ม หยดพิษหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้จนเกิดควันสีขาวโพลนส่งกลิ่นฉุนกึก
หลี่เฟยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อย เขายกจอกสุราขึ้นจิบรสชาติขมฝาดบาดคออย่างใจเย็น ราวกับรอบกายมิได้มีคมดาบและปลายหอกนับสิบเล่มจ่อรอเอาชีวิต
"ความภักดี... เป็นสิ่งที่คนไร้คุณธรรมอย่างพวกเจ้าไม่มีวันเข้าใจ" หลี่เฟยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลังจนทำให้บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมหดอัดลงอย่างน่าประหลาด "อาจารย์ของข้าพร่ำสอนมาตลอดชีวิตว่า กระบี่มิได้มีไว้เพื่อฆ่าฟันผู้ไร้ทางสู้ แต่มีไว้เพื่อผดุงความยุติธรรม... น่าเสียดายที่คนเช่นพวกเจ้า ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางที่แม้แต่สุนัขในสำนักยังต้องรังเกียจ"
"ปากกล้า!" ฮั่นกวงแค่นเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความแค้นเคือง "ฆ่ามัน! เอาหัวมันไปบูชายานท่านประมุข!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ร่างของมือสังหารในชุดดำสนิทเจ็ดแปดคนก็พุ่งทะยานเข้าหาหลี่เฟยราวกับฝูงหมาป่าหิวกระหาย ประกายแสงจากคมดาบและทวนสะท้อนกับแสงไฟวับวามจนแสบตา พลังปราณสายหนึ่งพุ่งกระแทกเข้าใส่โต๊ะเก้าอี้จนแหลกละเอียดเป็นจุล
แต่ทว่า... หลี่เฟยยังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหินผา
*ชิ้ง!*
เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ทว่ามันไม่ใช่เสียงชักกระบี่ออกจากฝักอันสง่างาม หากแต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความร้าวรานและบาดหู
ในเสี้ยววินาทีที่ความเป็นความตายทับซ้อนกัน ร่างของหลี่เฟยหายลับไปจากเก้าอี้ตัวเดิม ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งกลางวงล้อมด้วยความเร็วที่แม้แต่สายตาของยอดฝีมือยังแทบจับภาพไม่ทัน สิ่งที่เขาถืออยู่ในมือขวา มิใช่กระบี่วิเศษที่มีประกายเจิดจ้า หรือกระบี่เหล็กกล้าชั้นดีที่ผ่านการตีจากช่างฝีมือระดับปรมาจารย์...
มันคือ "กระบี่หัก" เล่มหนึ่ง
ตัวกระบี่เหลือความยาวเพียงครึ่งเดียว รอยตัดบริเวณปลายดาบขรุขระและมีสนิมเกาะกินเล็กน้อย บ่งบอกว่ามันผ่านการผ่านศึกอันนองเลือดและแตกหักมาอย่างยาวนาน ไร้ซึ่งรัศมีกระบี่ที่ควรจะมี ไร้ซึ่งความคมกริบที่บาดเฉือนอากาศ ทว่าเมื่อพลังปราณสีครามเข้มถูกถ่ายทอดลงไปในตัวกระบี่ที่ผุพังนั้น แรงกดดันมหาศาลราวกับภูเขาไท่ซานกดทับลงมาก็แผ่ซ่านออกไปทั่วอาณาบริเวณ จนเหล่ามือสังหารพรรคโลหิตทมิฬถึงกับใบหน้าซีดเผือด ลมหายใจสะดุดกึก
"วิชากระบี่สลายวิญญาณ... เป็นไปได้ 30 ปีที่แล้วท่านี้สูญหายไปพร้อมกับประมุขคนก่อนแล้วนี่!" ฮั่นกวงอุทานด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่ปิดบัง
"วิชาความรู้ของสำนัก... หาได้สูญหายไปตามกาลเวลาไม่" หลี่เฟยกล่าวด้วยแววตาเย็นชา ดั่งเทพพิทักษ์ที่ลงมาพิพากษาเหล่าอสูรร้าย
เขาตวัดกระบี่หักในมือออกไปอย่างไร้รูปแบบ ไร้กระบวนท่าที่ซับซ้อน มีเพียงความเรียบง่ายแต่เด็ดขาดและรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ
*ฉับ!*
ประกายแสงสีครามวาบผ่านความมืด ร่างของมือสังหารสองคนที่พุ่งเข้ามาใกล้ที่สุดชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกค้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ลำคอของพวกมันจะปรากฏรอยเส้นเลือดแดงบางๆ แล้วศีรษะทั้งสองก็หลุดลอยกระเด็นหลุดจากบ่า เลือดสดๆ พุ่งทะลักฉีดพ่นออกมาดั่งสายน้ำทาสีแดงฉานทั่วผนังไม้เก่าๆ
ความตายคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วห้องโถง ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมแทนที่เสียงอิกทึกครึกโครมเมื่อครู่
หลี่เฟยยืนหยัดอย่างสง่างาม ท่ามกลางซากศพและละอองเลือดที่โปรยปรายลงมาดั่งหิมะสีชาด เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบกาย แววตาของเขายังคงแน่วแน่และไร้ความหวาดกลัว แม้บาดแผลที่หัวไหล่ซ้ายจากการต่อสู้ครั้งก่อนจะเริ่มปริแตกและมีเลือดซึมออกมาเปื้อนอาภรณ์สีขาวจนกลายเป็นสีแดงเข้ม
"เจ้าหนู... ต่อให้เจ้าจะมีวิชากระบี่ที่ร้ายกาจเพียงใด แต่สภาพร่างกายของเจ้าในตอนนี้ ฝืนใช้พลังปราณถึงขีดจำกัดเก้าส่วน เกรงว่าคงเหลือลมหายใจได้อีกไม่เกินหนึ่งเค่อกระมัง!" ฮั่นกวงกัดฟันกรอด ฝืนข่มความหวาดกลัวในใจ ยกกระบี่อาบพิษชี้หน้าหลี่เฟย พลางส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องที่เหลือล้อมกรอบเข้ามาอีกครั้ง
หลี่เฟยแย้มยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งขื่นขมและเย้ยหยันฟ้าดิน เขายกมือซ้ายขึ้นปาดคราบเลือดที่มุมปากเบาๆ ก่อนจะกระชับด้ามกระบี่หักในมือแน่นขึ้นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาวโพลน
"หนึ่งเค่อ... สำหรับข้าแล้ว มากเกินพอที่จะส่งพวกเจ้าลงไปยมโลกพร้อมกันทั้งหมด"
เสียงของเขาต่ำทุ้ม กังวานสะท้อนไปทั่วผนังโรงเตี๊ยมร้าง ราวกับคำประกาศิตจากเงื้อมมือมัจจุราช
ฮั่นกวงคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล พลังปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่างของมันจนเกิดเสียงลมพายุคำราม มันกำลังจะพุ่งทะยานเข้าปลิดชีพหลี่เฟยด้วยกระบวนท่าไม้ตายที่รุนแรงที่สุด
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...
อุณหภูมิภายในโรงเตี๊ยมที่ร้อนระอุด้วยจิตสังหาร กลับลดฮวบลงจนติดลบในพริบตา! เกล็ดน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์นับพันชิ้นก่อตัวขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ที่มา ราวกับห้วงเวลาถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่ง เสียงดนตรีพิณโบราณอันไพเราะแต่เย็นเยียบแว่วดังมาจากความมืดเบื้องนอก ดั่งบทเพลงส่งวิญญาณที่ส2นสะเทือนถึงขั้วหัวใจของทุกคนในที่นั้น
ฮั่นกวงและเหล่ามือสังหารพรรคโลหิตทมิฬต่างชะงักงัน ใบหน้าแข็งค้าง ขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้แม้แต่น้อย ราวกับมีโซ่ตรึงล่องหนพันธนาการพวกมันไว้ทั้งหมด
เงาร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายดาราจักร ร่อนลงมาประทับยืนอย่างนุ่มนวลบนขอบหน้าต่างผุพัง ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางเซียนจำศีล เยือกเย็น สูงส่ง และไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าดวงตากลับจับจ้องมาที่หลี่เฟยด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความโดดเดี่ยว
"หลี่เฟย... เจ้ายังดื้อรั้นเช่นเคย" เสียงใสราวกระดิ่งเงินดังขึ้น เบาหวิวแต่กลับทรงพลังสะกดข่มทุกสรรพสิ่ง
หลี่เฟยหันไปมองสตรีผู้นั้น แววตาที่เคยแข็งกร้าวต่อหน้าศัตรู กลับทอประกายความอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเบนสายตากลับไปยังฮั่นกวงที่กำลังตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวขีดสุด
และในวินาทีนั้นเอง... เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงนับร้อยชีวิตก็ดังขึ้นจากด้านนอกโรงเตี๊ยม พร้อมกับธนูเพลิงนับพันดอกที่ถูกจุดขึ้น พุ่งแหวกอากาศตรงเข้ามาปิดล้อมทุกเส้นทางหนีอย่างไร้ทางรอด!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
- พยัคฆ์ขาวคำราม -
กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ•ตอนที่ 1
กระบี่หักไร้นาม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะจันทร์ดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!