เสียงเหรียญบาทกระทบลงบนถาดสังกะสีเสียงดัง *กร๊ング* ตามด้วยเสียงสูดปากด้วยความเผ็ดร้อนของลูกค้าโต๊ะริมหน้าร้าน คือดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุดในรอบสามเดือนที่ผ่านมาของ "ไร่ปลายตะวัน"
รินรดาใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก ลอนผมหยักศกที่มักจะถูกรวบเก็บไว้อย่างลวกๆ มีเส้นนึงตกลงมาเคลียแก้มแดงระื่อจากการยืนหน้าเตาถ่านติดต่อกันหลายชั่วโมง ดวงตากลมโตเป็นประกายระยับด้วยความเหนื่อยล้าแต่เปี่ยมสุข เธอกวาดสายตามองคิวยาวเหยียดที่ล้นทะลักออกไปถึงริมถนนลูกรังหน้าไร่ รถกระบะและมอเตอร์ไซค์จอดเรียงรายแน่นขนัดราวกับมีงานวัด ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์จากการผสานวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมจากมิติลับเข้ากับฝีมือการปรุงอันเป็นเอกลักษณ์
"คุณรินครับ! ข้าวผัดกากหมูสมุนไพรป่าสี่กล่องกับแกงเขียวหวานไก่บ้านตุ๋นยาจีนอีกสามชุด โต๊ะเจ็ดเร่งแล้วนะครับ!"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังของพันตรีธนาดังแทรกเสียงจอแจของลูกค้า ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีพื้นกางเกงขายาวทะมัดทะแมง กำลังง่วนอยู่กับการตักข้าวใส่กล่องกระดาษชานอ้อยอย่างคล่องแคล่ว มือหนาที่เคยถือปืนและวางแผนยุทธวิธีบัดนี้กำลังตักแกงร้อนๆ ด้วยความระมัดระวัง ไม่มีความเคอะเขินหลงเหลืออยู่เลยสักนิด มีแต่ความตั้งใจที่จะแบ่งเบาภาระของภรรยา
รินรดาหันไปค้อนขวับให้สามีหนุ่มทีหนึ่ง แต่ริมฝีปากกลับยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มพึงใจ "รู้แล้วน่าคุณธนา เรียกซะเสียงดังเชียว นึกว่าสั่งทหารเกณฑ์เข้าแถวอยู่หรือไงคะ... เอ้ย... ครับ!" เธอนึกแก้คำลงท้ายเกือบไม่ทันเมื่อเหลือบไปเห็นสายตาคมกริบที่ส่งยิ้มพาลให้ใจสั่น
"ถ้าไม่เร่ง เดี๋ยวภรรยาคนเก่งของผมจะเหนื่อยเกินไปนะครับ" ธนาส่งสายตาหวานเชื่อมกลับมา พร้อมกับยื่นแก้วน้ำสมุนไพรเย็นเจี๊ยบมาจ่อริมฝีปากเธอ "ดื่มก่อนครับ ค่อยลุยต่อ"
ท่าทางเอาอกเอาใจภรรยาอย่างออกหน้าออกตาของนายทหารหนุ่ม ทำให้กลุ่มแม่ค้าในหมู่บ้านที่มาช่วยงานอดแซวไม่ได้ จนรินรดาต้องแกล้งตีแขนสามีเบาๆ แก้เขิน ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้นและกลิ่นหอมฟุ้งของเครื่องเทศที่ลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งตำบล
ทว่า ความสำเร็จย่อมดึงดูดสายตาและความอิจฉาริษยาเสมอ
ท่ามกลางความชุลมุน ร่างท้วมของป้าสมรพร้อมด้วยลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก็เบียดเสียดฝูงชนเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ใบหน้ายับย่นบึ้งตึง ดวงตาหรี่เล็กกวาดมองความเจริญรุ่งเรืองตรงหน้าด้วยความรู้สึกร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุมอก
"ขายดิบขายดีจนหัวกระseตไม่ขึ้นเลยนะยะนังริน! รวยอู้ฟู่ขนาดนี้ คงลืมไปแล้วมั้งว่าที่ดินตรงนี้เคยเป็นของใคร!" ป้าสมรจงใจกระแทกเสียงสูงจนลูกค้าโต๊ะใกล้เคียงหันมามองเป็นตาเดียว
รินรดาชะงักมือที่กำลังตักพริกน้ำปลา เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ส่งยิ้มเย็นเยียบแบบฉบับเชฟมืออาชีพที่ผ่านศึกหนักมานับไม่ถ้วน หญิงสาววางทัพพีลงแล้วเดินออกมาเผชิญหน้า
"อ้าว คุณป้าสมร ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะครับ หรือว่ากลิ่นแกงเขียวหวานมันลอยไปเตะจมูกจนทนไม่ไหว ถึงต้องเดินมาขอส่วนบุญ เอ๊ย... มาชิมอาหารฝีมือหลานสาวคนนี้" รินรดาเน้นเสียงคำว่า 'หลานสาว' ชัดเจน พร้อมกับกอดอกมองญาติผู้พี่ด้วยแววตานิ่งสงบแต่คมกริบ
"ปากดีนักนะนังนี่!" ป้าสมรหน้าดำคร่ำเครียด ชี้หน้าหลานสาวด้วยความโกรธเกรี้ยว "แกอย่ามาทำเป็นลืมตัวนะ ที่ดินตรงนี้เอกสารสิทธิ์มันควรจะเป็นของฉัน! แกมันก็แค่คนนอกที่เข้ามาฉวยโอกาส ถ้าไม่มีตระกูลเรา แกจะเอาปัญญาที่ไหนมาทำมาหากินจนมีหน้ามีตาแบบนี้!"
เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นจากกลุ่มลูกค้า หลายคนเริ่มซุบซิบและมองป้าสมรด้วยสายตารังเกียจ เนื่องจากพฤติกรรมเอาเปรียบของยายป้าคนนี้เป็นที่เลื่องลือไปทั่วตำบลอยู่แล้ว
แต่ก่อนที่รินรดาจะทันได้อ้าปากตอกกลับด้วยวาทศิลป์เชือดเฉือนตามสไตล์ ร่างสูงใหญ่ของพันตรีธนาก็้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างภรรުރกับป้าสมรทันที ไหล่กว้างบังภรรยาไว้มิดชิด ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองป้าสมรด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาโดยไม่ต้องพูดอะไรแม้แต่คำเดียว แรงกดดันระดับนายทหารสนามรบทำให้ป้าสมรถึงกับถอยหลังกรูด กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"ที่ดินแปลงนี้มีโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย และชื่อผู้ถือครองคือภรรยาผมครับ" ธนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทรงอำนาจ และเยือกเย็นจนน่ากลัว "หากคุณป้ายังมีข้อสงสัยเรื่องสิทธิ์ทางกฎหมาย เชิญไปพบกับทนายความส่วนตัวของผมได้ทุกเมื่อ แต่ถ้ายังมายืนโวยวายสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ธุรกิจของครอบครัวเราอีก... ผมคงต้องเชิญให้ออกไปตามระเบียบของกฎหมายบ้านเมืองนะครับ"
คำขู่ที่มาพร้อมกับยศและบารมีทำเอาป้าสมรหน้าซีดเผือด หันไปมองหน้าลูกชายที่ยืนตัวลีบเป็นกุ้งต้ม ก่อนจะสะบัดหน้าหนีด้วยความแค้นเคือง "ฝากไว้ก่อนเถอะแกสองคน!" นางสบถลอดไรฟันแล้วรีบเดินหนีหายไปกับฝูงชนทันที
รินรดาแอบอมยิ้ม เอื้อมมือไปหยิกเอวสามีเบาๆ เป็นการให้รางวัล "แหม... คุณนี่, ขู่ซะป้าแกแทบจะแทรกแผ่นดินหนีเลยนะครับ"
"เพื่อปกป้องภรรยาคนสวย ผมทำได้มากกว่านี้อีกครับ" ธนากระซิบตอบข้างหูด้วยเสียงทุ้มพร่า ทำเอารินรดาต้องรีบดันอกเขาออกแก้เขิน
ค่ำคืนนั้น หลังจากการขายอันยาวนานสิ้นสุดลง ยอดเงินในบัญชีและเงินสดตรงหน้าทำให้ทั้งคู่ยิ้มไม่หุบ รินรดานั่งนับธนบัตรบนโต๊ะไม้ในครัว โดยมีธนานั่งมองด้วยสายตาอบอุ่น อาหารจากไร่ปลายตะวันกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วทั้งอำเภอและจังหวัดใกล้เคียง ความฝันที่จะสร้างอาณาจักรอาหารและเกษตรอินทรีย์ก้าวมาไกลกว่าที่คิดไว้มาก
"เหนื่อยไหมครับคนเก่ง" ธนารินชาร้อนส่งให้เธอ
"เหนื่อยค่ะ... เอ๊ย! เหนื่อยครับ แต่คุ้มค่ามากเลย" รินรดาหัวเราะร่าเริง เธอยกชาขึ้นจิบ ก่อนจะหันไปสบตากับสามี "คุณว่า พรุ่งนี้เราควรเปิดเมนูพิเศษอะไรดีล่ะคะ เอ๊ย... ครับ?"
ธนายิ้มละมุน ยื่นมือไปเช็ดคราบเขม่าจางๆ ที่ข้างแก้มของภรรยาอย่างอ่อนโยน "ไม่ว่าจะทำเมนูอะไร ผมก็จะคอยสนับสนุนคุณ... อ๊ะ ได้กลิ่นอะไรไหมครับ?"
จู่ๆ ทั้งคู่ก็ชะงัก กลิ่นหอมหวานละมุนละไมแปลกประหลาดราวกับดอกไม้สวรรค์ผสมผสานกับกลิ่นเนยและผลไม้สุกงอม ก็ลอยอบอวลขึ้นมาจากห้องเก็บของใต้ถุนบ้าน ทั้งที่พวกเขายังไม่ได้เปิดใช้งานวัตถุดิบจากมิติลับชิ้นใหม่เลยแม้แต่น้อย
รินรดาขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองหน้าสามีด้วยความประหลาดใจ สายตาของธนาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นทันทีเมื่อสังเกตเห็นแสงประหลาดเรืองรองลอดออกมาจากรอยต่อของประตูห้องเก็บของที่ถูกล็อกเอาไว้แน่นหนา!
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ลมทะเลพัดรัก" มา ณ ที่นี้นะครับ
เชฟสายบวกกับคุณทหารสายเปย์ในไร่ปลายตะวัน•ตอนที่ 10
รสชาติที่ถูกใจคนทั้งตำบล
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสายบวกกับคุณทหารสายเปย์ในไร่ปลายตะวัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!