"ถ้าคุณยังยืนทำหน้าเหมือนคนกำลังคำนวณวงโคจรดาวเคราะห์น้อยที่จะพุ่งชนโลกอีกสามวินาทีข้างหน้า... ผมจะถือว่าคุณแอบคิดถึงความทรงจำเก่าๆ จนลืมไปแล้วนะครับว่า ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่หน้าเตาไมโครเวฟที่ส่งกลิ่นไหม้ตุๆ ออกมาแล้วนะครับคุณอคิน"
เสียงหัวesฮะเบาๆ ของปูนปั้นที่ดังขึ้นข้างหู ดึงสติของผมให้หลุดออกจากภวังค์ ภาพของผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้าประตูหอประชุมเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยคราบซอสมาม่าสีแดงเข้มที่กำลังเดือดปุดๆ จนทะลักออกจากชามกระเบื้องเคลือบสีขาวในตู้ไมโครเวฟตรงหน้า
ให้ตายเถอะ... นี่ผมสติหลุดไปนานแค่ไหนกัน
"นายเงียบไปเลยนะปูนปั้น!" ผมหันไปแหวใส่ร่างสูงที่กำลังกอดอกพิงเคาน์เตอร์ครัวในห้องพักรับรองของมหาวิทยาลัย ดวงตาแพรวพราวคู่นั้นระยิบระยับด้วยความขบขันราวกับกำลังดูรายการตลกคาเฟ่ชั้นดี "แล้วก็นะ ใครใช้ให้นายเอามาม่าใส่ชามแล้วยัดเข้าไมโครเวฟทั้งที่ยังไม่แกะซองเครื่องปรุงแบบนั้นเล่า! โมเลกุลของน้ำกับไขมันในซองพลาสติกมันจะเดือดพล่านด้วยอัตราเร่งที่ต่างกันนะรู้ไหม!"
"อ้าว ก็ผมหิวจนตาลาย นึกว่าไมโครเวฟมันมีความสามารถระดับปาฏิหาริย์แบบโดเรมอนเสียอีกนี่ครับ" ปูนปั้นยักไหล่กวนๆ สองข้าง พร้อมกับทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้จนระยะห่างของเราเหลือเพียงแค่คืบเดียว "อีกอย่าง... ผมไม่ได้ตั้งใจจะมองมาม่าหรอกครับ ผมแค่กำลังศึกษา 'ปฏิกิริยาเคมี' บนใบหน้าของคนที่กำลังตกใจต่างหาก ว่ากันว่าเวลาคนเราเจอสถานการณ์ไม่คาดฝัน อัตราการเต้นของหัวใจจะพุ่งสูงขึ้นจนปลดปล่อยพลังงานความร้อนออกมาได้จริงไหมครับ ดร.อคิน"
"นายมัน... เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว!" ผมถอยหลังกรูดจนสะโพชนิดชนเข้ากับขอบเคาน์เตอร์ครัว ความร้อนจากชามมาม่าที่ปูนปั้นเพิ่งกดหยุดไมโครเวฟยังไม่เท่ากับความร้อนที่พุ่งขึ้นมาตีรวนอยู่บนพวงแก้มของผมตอนนี้เลย
ให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนี้มีวิธีทำให้ระบบประสาทส่วนกลางของผมรวนเรได้ตลอดเวลาจริงๆ
"ไม่ได้เพ้อเจ้อสักหน่อยครับ ผมพูดตามหลักการทางวิทยาศาสตร์รอบตัวต่างหาก" ปูนปั้นโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนผมต้องหลบสายตาไปมองชามมาม่าเละๆ ในไมโครเวฟแทน "อ้าว ดูสิครับคุณอคิน มาม่าของคุณ... เอ้ย ของผมเนี่ย เละไม่เป็นท่าเลย เห็นไหมล่ะครับว่าความร้อนที่กระจายตัวไม่สม่ำเสมอในไมโครเวฟมันแย่แค่ไหน เปรียบเหมือนอะไรนะ... อ้อ เหมือนหัวใจใครบางคนที่กำลังโดนคลื่นไมโครเวฟความรู้สึกบางอย่างตีรวนจนระเบิดออกมายังไงยังงั้นเลยครับ"
"หยุดเปรียบเทียบอะไรไร้สาระแบบนั้นเดี๋ยวนี้เลยนะปูนปั้น!" ผมเอื้อมมือไปผลักไหล่กว้างนั้นเบาๆ เพื่อสร้างระยะห่าง แต่เจ้าตัวกลับคว้าข้อมือผมไว้ด้วยความรวดเร็ว สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วของเขาทำเอาผมสะดุ้งเฮือกราวกับโดนไฟฟ้าสถิต "ปล่อยนะ!"
"ไม่ปล่อยครับ จนกว่าคุณจะยอมตอบคำถามข้อหนึ่งของผมก่อน" แววตากวนประสาทเมื่อครู่หายวับไป ชั่วพริบตาเดียว แววตาของปูนปั้นก็เปลี่ยนเป็นความจริงจังจนผมเผลอกลั้นหายใจ "ผู้หญิงคนนั้น... คนที่ยืนอยู่ตรงประตูหอประชุมก่อนที่เราจะวิ่งหนีกันมาตายรังที่ห้องครัวนี้... เขาคือใครเหรอครับ ทำไมดร.อคินผู้รักความสมบูรณ์แบบถึงได้ทำหน้าเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่างขนาดนั้นล่ะครับ หืม?"
บรรยากาศในห้องครัวเงียบงันลงทันที เสียงพัดลมระบายอากาศของไมโครเวฟที่ค่อยๆ ดับลงทิ้งไว้เพียงความเงียบที่ชวนให้อึดอัด หัวใจของผมเต้นระรัวจนน่ากลัว ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เป็นเพราะชื่อและเรื่องราวที่ผมพยายามฝังกลบมันไว้ในส่วนลึกที่สุดของสมองกำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง
"มัน... ไม่ใช่เรื่องที่นายต้องรู้หรอก" ผมพยายามดึงเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่ามือที่ถูกกุมไว้จะสั่นระริกจนปิดไม่มิดก็ตาม "มันเป็นเรื่องส่วนตัว และเราก็ไม่ได้สนิทกันขนาดที่จะต้องมารื้อฟื้นเรื่องอดีต..."
"แต่ผมอยากรู้ครับ" ปูนปั้นสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาไม่มีแววหยอกล้อหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับต้องการจะทะลวงผ่านกำแพงป้องกันทั้งหมดที่ผมสร้างขึ้น "เพราะทุกเรื่องที่เป็นคุณ... ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งอนาคต ผมก็อยากจะมีส่วนร่วมทั้งนั้นแหละครับ"
กึก!
ราวกับมีค้อนยักษ์มาทุบเข้าที่กลางอก คำพูดกำกวมที่แฝงความจริงจังเกินเบอร์ทำเอาสมองผมประมวลผลไม่ทัน นายคนนี้... พูดบ้าอะไรออกมาอีกแล้วเนี่ย!
"นาย... นายพูดอะไรของนายเนี่ย สติเพี้ยนไปแล้วรึไง!" ผมโวยวายกลบเกลื่อนความประหม่า พยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่ปูนปั้นกลับกระชับมือแน่นขึ้น ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวผมจนแผ่นหลังติดกับขอบเคาน์เตอร์อย่างไร้ทางหนี
"ผมไม่ได้เพี้ยนครับคุณอคิน..." ปูนปั้นโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นจางๆ ของกาแฟผสมกับกลิ่นมาม่าต้มเละๆ ลอยวนอยู่ปลายจมูก "ผมพูดจริงจังที่สุดในชีวิตแล้ว... และถ้าคุณยังดื้อดึงจะปิดบังผมล่ะก็..."
เขายื่นมืออีกข้างหนึ่งขึ้นมา ปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของผมออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอ่อนโยนจนหัวใจผมกระตุกวูบ
"...ผมคงต้องใช้ 'วิธีทางวิทยาศาสตร์' เพื่อบังคับให้คุณยอมสารภาพความจริงออกมาแล้วนะครับ"
ครืดดดด!
เสียงกริ่งประตูห้องพักรับรองดังขึ้นขัดจังหวะบรรยากาศชวนใจเต้นระทึกนั้นอย่างไม่รู้กาลเทศะ ปูนปั้นถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างหัวเสีย ขณะที่ผมรีบผลักอกเขาออกเต็มแรงแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อดึงสติกลับคืนมา
"มี... มีคนมา" ผมกระซิบเสียงสั่น พยายามจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่
"ช่างหัวคนมาสิครับ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่แท้ๆ" ปูนปั้นบ่นอุบอายอย่างขัดใจ แต่ก็ยอมเดินไปที่ประตูห้องเพื่อดูว่าใครมารบกวนเวลาสำคัญ
ผมยืนหอบหายใจอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ยกมือขึ้นแตบแก้วหูที่ร้อนผ่าว พยายามตั้งสติกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ทว่า... เมื่อปูนปั้นเปิดประตูห้องออกกว้าง เสียงทุ้มนุ่มคุ้นหูที่เอ่ยทักทายขึ้นจากด้านนอกก็ทำให้เลือดในกายของผมเย็นเฉียบลงในพริบตา
"สวัสดีค่ะ... พอดีฉันมาตามหาคนคุ้นเคยนิดหน่อย ไม่ทราบว่า ดร.อคิน สะดวกให้เข้าไปข้างในไหมคะ?"
ร่างบางระหงในชุดสูทเข้ารูปก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู พร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ผมจำได้ไม่เคยลืม—รอยยิ้มของ "พิมพ์ชนก" อดีตคนรักเก่าที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามปีก่อน
ปูนปั้นหันขวับกลับมามองหน้าผม สลับกับมองผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้าห้องด้วยแววตาที่ฉายแววสงสัยระคนตกใจ ก่อนที่เขาจะหันไปเอ่ยประโยคที่ทำให้ผมแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี
"อ้าว... คุณคือคนที่ยืนอยู่หน้าหอประชุมสินะครับ แล้วตกลงว่าคุณเป็นใครกันแน่ครับเนี่ย ทำไมถึงทำให้ดร.อคินหน้าซีดเป็นไก่ต้มน้ำปลาได้ขนาดนี้ล่ะครับ?"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาโบ๊ะบ๊ะและซับเหงื่อไปพร้อมกับความป่วนในตอนนี้ด้วยนะครับ!
ควอนตัมฟิสิกส์กับนายกวนประสาทและผมที่อยากจะกรี๊ด•ตอนที่ 6
ฟิสิกส์ของการต้มมาม่าในไมโครเวฟ
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ควอนตัมฟิสิกส์กับนายกวนประสาทและผมที่อยากจะกรี๊ด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!