“หากคืนนี้ข้าไม่ได้รุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้ ท่านจะยังจดจำกลิ่นหอมของดอกเหมันต์บนยอดเขานี้ได้หรือไม่ มู่หรงเฟย”
เซวี่ยหลันเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดในหอตำราลับที่ถูกปกคลุมด้วยไอน้ำแข็ง นางมิได้หันไปมองชายหนุ่มผู้ยืนอยู่เบื้องหลัง สายตาของนางจดจ้องเพียงกระบี่ ‘เหมันต์พิฆาต’ ที่วางพาดอยู่บนแท่นศิลา รัศมีสีเงินยวงที่แผ่ออกมาจากตัวกระบี่นั้นเย็นเยียบจนลมหายใจของนางกลายเป็นไอจางๆ
มู่หรงเฟยขยับกายเข้ามาใกล้ เงาของเขาช่างดูโดดเดี่ยวภายใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยร้าวของเพดานหิน “คำถามของท่านมักนำมาซึ่งความปวดร้าวเสมอ เซวี่ยหลัน... เจ้าสำนักเทียนอี้อาจครองอำนาจเหนือยุทธภพด้วยหน้ากากแห่งคุณธรรม แต่เขาไม่มีทางเข้าใจว่า ความแค้นที่ถูกสั่งสมมานานนับสิบปีนั้น มีอานุภาพรุนแรงกว่าเคล็ดวิชาเซียนใดๆ ที่เขามี”
นางหันกลับมา แววตาที่เคยเย็นชาประดุจน้ำแข็งพันปีบัดนี้กลับวูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมานิ่งสนิท “เขาสังหารศิษย์น้องข้า... คนที่ข้าทะนุถนอมประดุจแก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียว ข้าบำเพ็ญเพียรมาเพื่อการนี้ เพื่อที่จะฉีกหน้ากากจอมปลอมนั่นให้แหลกคามือ”
มู่หรงเฟยเอื้อมมือมาสัมผัสไหล่บางของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสของเขาอบอุ่นทว่าสั่นไหวเล็กน้อย “พรุ่งนี้... ยอดเขาเซียนจะกลายเป็นสุสาน หากเจ้าตัดสินใจจะก้าวลงสู่เส้นทางมารฟ้า ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน แม้จะต้องดับสูญไปพร้อมกับท่านก็ตาม”
บรรยากาศในหอตำราเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินดังก้องสะท้อนไปมา มันไม่ใช่ความเงียบที่ผ่อนคลาย แต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้งราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนทรวงอกของทั้งคู่ การต่อสู้ในวันพรุ่งนี้มิใช่เพียงการชิงอำนาจ แต่คือการตัดสินชะตากรรมของวิญญาณที่แปดเปื้อนไปด้วยบาป
“ท่านดูนี่สิ” เซวี่ยหลันชี้ไปยังแผ่นจารึกโบราณที่สั่นไหวอยู่บนผนัง “พลังมารฟ้าที่ไหลเวียนอยู่ในปราณของข้า มันกำลังกระหาย... มันไม่ได้ต้องการแค่เลือดของเทียนอี้ แต่มันต้องการทำลายล้างทุกสรรพสิ่งที่ขวางหน้า แม้แต่ตัวข้าเอง”
มู่หรงเฟยขมวดคิ้วแน่น เขารู้ดีว่าหากนางปลดปล่อยพลังนี้ออกมาโดยไร้การควบคุม เส้นทางสายเซียนที่นางเพียรพยายามมาทั้งชีวิตจะสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน “ท่านยังมีข้าอยู่... อย่าได้ยอมแพ้ต่อเสียงเพรียกของมารในใจเด็ดขาด”
“ความรักของท่านเป็นอาวุธ หรือเป็นโซ่ตรวนกันแน่ มู่หรงเฟย?” นางถามพลางยิ้มเย็นที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา “หากข้าสังหารเทียนอี้ได้สำเร็จแล้ว ข้าจะยังเป็นข้าคนเดิมที่ท่านรู้จักได้อยู่อีกหรือ?”
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้จนลมหายใจของทั้งคู่สอดประสานกัน “ไม่ว่าท่านจะเป็นเซียนผู้บริสุทธิ์หรือมารผู้โหดเหี้ยม หัวใจของข้าก็มีไว้เพื่อท่านเพียงผู้เดียวเสมอมา...”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านนอกหอตำรา เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเยือกเย็นและทรงอำนาจจนอากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นกดดันอย่างมหาศาล มู่หรงเฟยชักกระบี่ออกจากฝักทันที ส่วนเซวี่ยหลันก็หยิบกระบี่เหมันต์พิฆาตขึ้นมาถือไว้มั่น
ประตูหินที่ปิดตายค่อยๆ เลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของชายชราในชุดสีขาวบริสุทธิ์ทว่าแฝงไปด้วยรังสีสังหารที่รุนแรง—เจ้าสำนักเทียนอี้! เขาไม่ได้มาคนเดียว รอบกายของเขาเต็มไปด้วยกลุ่มศิษย์สายตรงที่ถืออาวุธครบมือ
“ช่างเป็นค่ำคืนที่แสนอบอุ่นเหลือเกินนะ” เทียนอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความเหยียดหยาม “ข้าไม่คิดเลยว่าเซวี่ยหลัน... เจ้าจะยังแอบนัดพบกับอดีตเจ้าสำนักมารผู้ทอดทิ้งวิถีเซียนในสถานที่ที่บรรพบุรุษสาปแช่งแห่งนี้”
เซวี่ยหลันแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเยือกเย็นยิ่งกว่าหิมะในหน้าหนาว “ข้าเพียงแค่เตรียมงานศพให้กับคนตายที่ยังเดินได้... เช่นท่านอย่างไรล่ะ เจ้าสำนักเทียนอี้”
เทียนอี้ขยับยิ้ม ทว่าสายตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจมีดโกน เขาขยับมือเพียงเล็กน้อย กองกำลังศิษย์ด้านหลังก็ขยับเข้ามาล้อมวงไว้รอบด้าน แต่แล้วเขาก็หยุดสายตาไว้ที่มือของเซวี่ยหลันที่กำลังสั่นระริก—มิใช่เพราะความกลัว แต่เพราะอักขระมารบนข้อมือของนางกำลังเรืองแสงสีม่วงดำที่น่าสะพรึงกลัว
“ดูเหมือนพลังนั้นจะเริ่มกัดกินเจ้าแล้วสินะ...” เทียนอี้เปรยขึ้นพร้อมก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว “เจ้าคิดว่าเจ้าจะทำลายข้าได้ด้วยปราณมารที่ปั่นป่วนเช่นนั้นรึ?”
ทันใดนั้น ผนังหินด้านหลังของเทียนอี้ก็พังครืนลงมาพร้อมกับเงาร่างของบุคคลที่สามที่ไม่มีใครคาดคิด คนผู้นั้นสวมหน้ากากเงินที่คุ้นตา กลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้นแรงกล้าจนแม้แต่เทียนอี้ยังต้องชะงักฝีเท้า นางผู้นั้นยื่นมือออกมาจับไหล่ของเซวี่ยหลัน แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เลือดในกายของเซวี่ยหลันเย็นเยียบลงไปถึงกระดูก
“ศิษย์น้องของท่าน... ไม่ได้ตายอย่างที่ท่านคิดหรอกนะ... ดูที่ดวงตาของเขาสิ เซวี่ยหลัน”
เซวี่ยหลันเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยภายใต้หน้ากากนั้น—ใบหน้าที่นางเฝ้าฝันถึงและร่ำไห้ให้มาตลอดสิบปี!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนและหยาดน้ำตาในบทนี้ไปกับข้า ชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ
หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร•ตอนที่ 29
คืนก่อนศึกใหญ่
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!