"หากพวกเจ้ายังเลือกที่จะคุกเข่ารอความตายภายใต้อำนาจของสำนักเทียนอี้ ก็จงก้มหน้ายอมรับโซ่ตรวนนั้นไปจนวันตายเถิด แต่หากใครที่ยังเหลือ 'หัวใจ' ของจอมยุทธ์อยู่บ้าง... จงหยิบกระบี่ขึ้นมา แล้วก้าวออกมาข้างหน้าข้า"
น้ำเสียงของเซวี่ยหลันราบเรียบ ทว่ากังวานราวกับคมกระบี่ที่กรีดผ่านอากาศอันอบอ้าวภายในโถงถ้ำมืดสลัว สายตาของนางกวาดมองเหล่าผู้ถูกกดขี่กว่าร้อยชีวิตที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง บ้างเป็นศิษย์สำนักที่ล่มสลาย บ้างเป็นจอมยุทธ์พเนจรที่ถูกตราหน้าว่าเป็นมาร ทุกคนต่างมีร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์บนร่างกาย แต่สิ่งที่ไร้แผลที่สุดคือความหวังที่แทบจะมอดดับไปจากดวงตา
มู่หรงเฟยยืนพิงเสาหินข้างกายเซวี่ยหลัน มือหนึ่งกุมด้ามกระบี่ไว้หลวมๆ ดวงตาคมกริบของเขาไม่ได้มองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น แต่มองไปยังความมืดมิดที่ปลายอุโมงค์ด้วยความระแวดระวัง เขารู้ดีว่าคำพูดของเซวี่ยหลันในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะปลุกไฟแค้น แต่มันคือการประกาศสงครามที่ไม่มีทางถอยหลังกลับ
"เจ้าทำเกินไปหรือไม่?" มู่หรงเฟยกระซิบถาม เสียงของเขาเบาหวิวราวกับคลื่นลมในฤดูใบไม้ร่วง "การดึงคนเหล่านี้เข้ามาสู่สงครามของเจ้า... มันอาจหมายถึงการส่งพวกเขาทั้งหมดไปสู่ความตาย"
เซวี่ยหลันไม่หันกลับไปมองนางเพียงแค่นิ่งเงียบ สายตายังคงจับจ้องไปที่ชายชราคนหนึ่งที่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากพื้น มือที่สั่นเทาของเขากำป้ายไม้ประจำตัวสำนักที่แตกหักแน่นจนโลหิตซึม
"สำนักของข้า... ถูกเผาทำลายไปเมื่อสามปีก่อนเพราะ 'ความยุติธรรม' จอมปลอมของมัน" ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แต่แฝงไปด้วยความอาฆาตที่อัดอั้นมานาน "ข้าไม่กลัวตายหรอกแม่นางเซวี่ย สิ่งที่ข้ากลัวที่สุดคือการต้องจากโลกนี้ไปโดยที่ไม่ได้เห็นหน้าไอ้คนโฉดเจ้าสำนักเทียนอี้ต้องจบสิ้นลงด้วยน้ำมือของข้า!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วโถงถ้ำ ผู้คนเริ่มลุกขึ้นยืนทีละคน สองคน จนกระทั่งกลายเป็นคลื่นมหาชนที่เต็มไปด้วยไอสังหาร
เซวี่ยหลันแค่นยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้แต้มด้วยความเมตตา หากแต่เป็นความสมเพชต่อชะตากรรมที่นางเองก็เคยเผชิญ "ความยุติธรรมในยุทธภพนี้เปรียบเสมือนน้ำแข็งบนยอดเขา ยิ่งสูงยิ่งหนาว และยิ่งเปราะบาง... แต่ถ้าหากเรานำมันมาหลอมรวมกันเป็นโลหิต เราจะสามารถกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้าได้"
นางก้าวลงจากแท่นหินเบื้องบน เดินเข้าไปหาชายชราผู้นั้น กลิ่นอายความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวนางทำให้ทุกคนรอบข้างต้องขยับถอยห่างด้วยความเกรงขาม นางวางมือลงบนไหล่ที่สั่นเทาของเขา ก่อนจะส่งกระแสลมปราณที่อบอุ่นทว่าทรงพลังถ่ายทอดเข้าไป
"จากวันนี้ไป พวกเจ้าไม่ใช่ผู้ถูกกดขี่ แต่คือ 'องครักษ์หิมะเหมันต์'" เซวี่ยหลันประกาศก้อง "เราจะไม่ได้สู้เพื่อสำนักที่ล่มสลายไปแล้ว แต่เราจะสู้เพื่ออนาคตที่ไม่มีสำนักเทียนอี้หลงเหลืออยู่ในแผ่นดินนี้"
บรรยากาศภายในถ้ำเปลี่ยนไปจากความหวาดกลัวกลายเป็นความฮึกเหิมอย่างประหลาด มู่หรงเฟยมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขารู้ว่าเซวี่ยหลันกำลังสร้างกองทัพจากเศษซากของความแค้น ซึ่งมันเป็นดาบสองคมที่หากควบคุมไม่ได้ ความแค้นเหล่านั้นจะย้อนกลับมาเผาไหม้ผู้ที่ถือมันไว้เอง
"เจ้ากำลังเล่นกับไฟนะ เซวี่ยหลัน" มู่หรงเฟยเดินเข้ามาใกล้ กระซิบด้วยความห่วงใย "กองกำลังที่เกิดจากความแค้นมักจะพังทลายลงเมื่อความแค้นนั้นได้รับความพึงพอใจ... เจ้าจะทำอย่างไรหากวันหนึ่งพวกเขารู้ว่า เป้าหมายของเจ้าไม่ใช่แค่การแก้แค้น แต่มันคือการกวาดล้างทุกอย่าง แม้กระทั่งสิ่งที่เจ้าเคยเรียกว่าคุณธรรม"
เซวี่ยหลันหันกลับมามองเขา นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของนางราวกับท้องฟ้าก่อนพายุจะพัดผ่าน "ในเมื่อข้าสูญเสียศิษย์น้องไปแล้ว ความหมายของคำว่าคุณธรรมสำหรับข้าก็เหลือเพียงเศษกระดาษที่รอวันเผาทิ้ง มู่หรงเฟย... ข้าไม่ได้ต้องการกอบกู้ยุทธภพ ข้าเพียงต้องการให้ผู้ที่ทำให้โลกของข้าแตกสลาย ต้องลิ้มรสความเดียวดายในนรกที่ไม่มีวันตื่น"
นางเดินนำกลุ่มคนออกไปสู่ปากทางถ้ำ แสงจันทร์ยามค่ำคืนสะท้อนลงบนใบหน้าของเหล่านักรบที่แววตาเต็มไปด้วยไฟแค้น ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามแผนที่นางวางไว้ ทว่าในจังหวะที่นางก้าวเท้าพ้นปากถ้ำ เงาร่างหนึ่งที่คุ้นตาภายใต้ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ก็ยืนขวางทางอยู่
นั่นคือเจ้าสำนักเทียนอี้... เขาไม่ได้มาคนเดียว รอบกายเขามีศิษย์เอกที่สวมหน้ากากเหล็กยืนเรียงรายนับสิบ
"ช่างเป็นการรวมตัวที่น่าประทับใจเสียจริง" เจ้าสำนักเทียนอี้หัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของเขาฟังดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยเมตตาเช่นเคย ทว่าในมือนั้นกลับถือกระบี่ที่อาบไปด้วยโลหิตที่ยังไม่แห้งสนิท "เซวี่ยหลัน... ข้าเฝ้ามองเจ้ามาตลอด ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าหากเจ้ายังดื้อรั้นเช่นนี้ ข้าก็คงต้องทำในสิ่งที่ข้าไม่ปรารถนาที่สุด"
เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ศีรษะที่ถูกพันด้วยผ้าขาวของบุคคลคนหนึ่งก็ถูกโยนลงมาแทบเท้าของเซวี่ยหลัน... กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เซวี่ยหลันตัวแข็งทื่อ ดวงตาของนางเบิกกว้างเมื่อจดจำเครื่องประดับผมบนศีรษะนั้นได้
มันคือปิ่นหยกที่นางเคยเคยมอบให้ศิษย์น้องในวันที่เขาสัญญาว่าจะกลับมาหา... หัวใจที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งของนางเหมือนถูกหอกแหลมทิ่มแทงจนแตกสลายในพริบตา
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนและหยาดน้ำตาในบทนี้ไปกับข้า ชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ
หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร•ตอนที่ 28
รวมพลังเหล่าจอมยุทธ์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!