"เจ้าคิดว่าคมดาบเล่มนี้ จะตัดขาดสายใยที่เจ้าพยายามถักทอมานับพันปีได้งั้นหรือ"
น้ำเสียงของเซวี่ยหลันราบเรียบ ทว่าเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งใต้ธารลึก นางไม่แม้แต่จะขยับกายหลบคมดาบที่พุ่งตรงมายังตำแหน่งหัวใจ ดวงตาหงส์คู่สวยจ้องมองศิษย์น้องที่เคยร่วมทุกข์สุขด้วยความว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูเศษธุลีในอากาศ
มู่หรงเฟยที่ยืนอยู่เคียงข้างขยับกายเพียงเล็กน้อย ฝ่ามือหนากดลงบนไหล่บางของเซวี่ยหลันเบาๆ เพื่อส่งผ่านพลังปราณสายอุ่นชโลมจิตใจที่เริ่มเย็นเยียบของนาง "หลันเอ๋อร์ อย่าได้หลงกลคำยั่วยุของมัน"
"หลงกลงั้นหรือ?" ศิษย์น้องผู้ทรยศแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะแหลมสูงบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ก่อนที่นางจะสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว ค่ายกลสีเลือดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่ก็สั่นสะเทือน ดั่งมังกรยักษ์ที่ตื่นจากภวังค์
เพล้ง!
เสียงกระเบื้องมิติแตกร้าวประสานกันดังกึกก้องไปทั่วหุบเขาเมฆา พื้นดินที่เคยเป็นทางเดินแปรเปลี่ยนเป็นหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง อักขระสีทองโบราณปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อตัวเป็นกรงขังล่องหนที่บีบอัดอากาศรอบกายจนแทบจะกลายเป็นสุญญากาศ
เซวี่ยหลันขมวดคิ้วแน่น ปลายกระบี่ในมือหม่นแสงลงทันทีเมื่อสัมผัสกับกลิ่นอายของค่ายกลนี้ "ค่ายกลสะกดเทพดารา... เจ้าถึงขั้นยอมขายวิญญาณให้เจ้าสำนักเทียนอี้ เพื่อสิ่งนี้เชียวหรือ"
"เพื่อทำลายล้างท่าน ต่อให้ต้องแลกด้วยการเป็นปีศาจ ข้าก็ยินดี" ศิษย์น้องกล่าวพลางถอยร่นออกไป ทิ้งให้ทั้งสองติดอยู่ในกรงขังที่ค่อยๆ หดตัวเล็กลงเรื่อยๆ
มู่หรงเฟยพยายามกางม่านปราณเพื่อต้านทานแรงกดดัน ทว่าทุกครั้งที่ปราณมารของเขาสัมผัสกับขอบค่ายกล มันกลับถูกกลืนกินและเปลี่ยนเป็นพลังงานส่งกลับมาทิ่มแทงพวกเขาเสียเอง "ค่ายกลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงพลังของผู้ถูกกักขังมาใช้ทำลายตัวเอง ยิ่งเราสู้ มันยิ่งแข็งแกร่งขึ้น"
"มู่หรงเฟย... ข้าขอโทษ" เซวี่ยหลันกระซิบแผ่วเบา สายตาของนางไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อความตาย แต่มันกลับฉายแววเสียดายที่ต้องดึงเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง
"เจ้าอย่าได้พูดคำนั้น" มู่หรงเฟยหันมาสบตา เสียงของเขาแม้จะสั่นพร่าจากการพยายามประคองปราณ ทว่ากลับหนักแน่นอย่างน่าประหลาด "ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ จะไม่มีใครพรากเจ้าไปจากข้าได้... แม้แต่ความตายที่เจ้าสำนักเทียนอี้เป็นคนเขียนบทให้ก็ตาม"
ภายในกรงขังที่คับแคบ บรรยากาศเริ่มบีบคั้นจนลมหายใจสะดุด เซวี่ยหลันสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จากภายนอก มันไม่ใช่แค่การกักขัง แต่มันคือการ "รีดเค้น" พลังเซียนจากร่างของนางเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเปิดประตูมิติสู่ดินแดนต้องห้ามที่เจ้าสำนักเทียนอี้ถวิลหา
"ข้าจำได้แล้ว..." เซวี่ยหลันหลับตาลง พยายามระลึกถึงบันทึกโบราณที่เคยอ่านในหอคัมภีร์ลับ "ค่ายกลนี้มีช่องโหว่... ไม่ใช่ที่จุดศูนย์กลาง แต่เป็น 'ความว่างเปล่า' ในใจของผู้สร้าง"
"เจ้าจะทำอะไร" มู่หรงเฟยถามด้วยน้ำเสียงกังวล
"ในเมื่อมันดูดกลืนความปรารถนาของเราไปเป็นพลังงาน... ข้าก็จะมอบความว่างเปล่าที่แท้จริงให้มัน" เซวี่ยหลันลืมตาขึ้น ดวงตาของนางไม่ได้มีร่องรอยของความโกรธแค้นหรือความอาฆาตอีกต่อไป มันสงบนิ่งเสียจนแม้แต่กรงขังยังชะงักงัน
นางวางกระบี่ลงกับพื้น ปล่อยวางกระบวนท่าทั้งหมด ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดั่งภูผาเริ่มดูผ่อนคลายราวกับหิมะที่ละลายรวมเข้ากับสายลม มู่หรงเฟยเข้าใจในสิ่งที่นางต้องการสื่อ เขาจึงละมือจากการต้านทานปราณ และเข้าสวมกอดนางจากด้านหลัง ปล่อยให้ม่านปราณของทั้งคู่จางหายไปจนเกือบหมด
ค่ายกลบรรพกาลที่หิวโหยพลังงานพลันสะดุด เพราะเหยื่อที่มันกักขังไม่มีเจตจำนงที่จะต่อต้าน ไม่มีไฟแห่งความแค้นให้มันดูดซับ อักขระสีทองที่เคยส่องประกายดุร้ายเริ่มกระพริบถี่ๆ ดั่งดวงไฟที่ใกล้หมดน้ำมัน
ทว่า ในขณะที่ความหวังเริ่มปรากฏขึ้น เสียงปรบมือดังแว่วมาจากมุมมืดของหุบเขา เสียงนั้นเยือกเย็นและคุ้นเคยอย่างน่าสะพรึงกลัว เจ้าสำนักเทียนอี้ก้าวออกมาจากเงามืด ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มมีเมตตาบัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยความสมเพช
"ฉลาดนัก... สมกับเป็นศิษย์ที่ข้าเคยเอ็นดู" เจ้าสำนักเทียนอี้กล่าวพลางยกนิ้วขึ้นชี้มาที่ทั้งคู่ "แต่เจ้าลืมไปหรือไม่... ว่าค่ายกลนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังเจ้าเพียงลำพัง"
เขากระแทกฝ่ามือลงบนพื้น อักขระชุดใหม่พุ่งเข้าแทรกซึมในค่ายกลเดิมทันที ครั้งนี้มันไม่ได้ดูดซับปราณ แต่กลับเริ่มเผาผลาญ "ความทรงจำ" ของผู้ถูกกักขังแทน
เซวี่ยหลันเบิกตากว้างเมื่อความทรงจำช่วงที่นางฝึกวิชาลับกับมู่หรงเฟยเริ่มเลือนหายไปเหมือนหมึกที่ถูกน้ำชะล้าง นางหันไปมองมู่หรงเฟยที่ยืนนิ่งค้าง ดวงตาของเขาเริ่มไร้แวว และมือที่กอดนางไว้เริ่มคลายออกอย่างช้าๆ
"ไม่... เจ้าจะทำแบบนี้ไม่ได้!" เซวี่ยหลันตวาดก้อง แต่นางพบว่าตัวเองเริ่มนึกไม่ออกแล้วว่า ชายผู้นี้คือใครและเหตุใดนางถึงได้เจ็บปวดหัวใจเพียงนี้
เจ้าสำนักเทียนอี้เดินเข้ามาใกล้จนหยุดอยู่ตรงหน้ากรงขัง มุมปากยกยิ้มร้ายกาจ "ลืมเสียเถิดเซวี่ยหลัน... ลืมความรัก ความหลัง และความแค้น แล้วกลายเป็นหุ่นเชิดที่ไร้หัวใจให้ข้าเสียดีๆ"
ขณะที่เซวี่ยหลันกำลังจะสูญเสียเศษเสี้ยวสุดท้ายของตัวตน มือของมู่หรงเฟยที่ควรจะตกลงไปข้างลำตัวกลับคว้าข้อมือนางไว้แน่น พลังปราณสีดำทมิฬที่ไม่ใช่ของสำนักมารไหลทะลักออกมาจากร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง
มู่หรงเฟยหันกลับมามองเจ้าสำนักเทียนอี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่สายตาของมนุษย์ แต่มันคือสายตาของ "มารบรรพกาล" ที่ถูกปิดผนึกไว้ในร่างของเขามาตลอดหลายร้อยปี
"เจ้ากล้าดียังไง... ที่จะมาลบเลือนบันทึกในใจของนาง" เสียงของเขาเปลี่ยนไปจนฟังดูเหมือนเสียงของปีศาจหลายพันตนก้องอยู่ในคอ พร้อมกับที่มิติรอบตัวเริ่มแตกสลายกลายเป็นผุยผงด้วยแรงอาฆาตที่แท้จริง
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้และรอชมบทสรุปที่กำลังจะมาถึงนะคะ
หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร•ตอนที่ 19
กับดักค่ายกลบรรพกาล
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!