หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร•ตอนที่ 20

ฝ่าด่านหัวใจ

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้สิ่งที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวของนาง... ถูกรอยเท้าสกปรกของเจ้าเหยียบย่ำเช่นนั้นหรือ?" เซวี่ยหลันแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ ดุจเกล็ดน้ำแข็งที่กรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงแหลมสูง นางไม่ได้ถอยหนีมวลมหาปีศาจที่พุ่งเข้าใส่จากรอยแตกของมิติเบื้องหน้า ทว่ากลับก้าวเดินเข้าไปหามันด้วยท่วงท่าสง่างามดุจนางพญาบนบัลลังก์หิมะ ในมือเรียวบางที่สวมถุงมือผ้าไหมสีขาวสะอาดปรากฏกระบี่น้ำแข็งที่เจียระไนจากความทรงจำอันขมขื่น เจ้าสำนักเทียนอี้เบิกตากว้าง พลางก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว รอยยิ้มจอมปลอมที่เคยฉาบใบหน้าหายไปสิ้น เหลือเพียงความตื่นตระหนกที่แฝงด้วยความริษยา "เจ้ามันบ้าไปแล้ว เซวี่ยหลัน! ค่ายกลห้วงอาฆาตนี้จะกัดกินจิตวิญญาณของเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของตัวตน!" "ตัวตนของข้าหรือ?" เซวี่ยหลันหยุดฝีเท้าลง นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กำลังบิดเบี้ยว ดวงตาที่เคยราบเรียบดุจผืนน้ำแข็งยามไร้ลม บัดนี้กลับมีประกายสีเงินวูบไหว "ตั้งแต่ศิษย์น้องของข้าจากไป ตัวตนของข้าก็เป็นเพียงรูปปั้นที่รอวันพังทลายเท่านั้น... แต่ก่อนที่ข้าจะพังทลายลง เจ้าต่างหากที่จะต้องเป็นฝ่ายดับสูญ" บรรยากาศโดยรอบหนักอึ้งดั่งขุนเขาถูกกดทับด้วยแรงอาฆาต มู่หรงเฟยซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนักสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกจากร่างของนาง มันไม่ใช่ไอเย็นจากปราณเซียน แต่มันคือไอเย็นจากหัวใจที่ถูกแช่แข็งด้วยความแค้น เขาขยับตัวจะเข้าไปแทรกแซง ทว่าฝ่ามือของตนเองกลับสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ "หลันเอ๋อร์..." เขาพึมพำ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความกังวล "อย่าปล่อยให้มันกลืนกินเจ้า หากเจ้าทำลายเยื่อใยแห่งอดีตด้วยความแค้น เจ้าจะสูญเสียเส้นทางสู่การบรรลุธรรมไปตลอดกาล" เซวี่ยหลันไม่ได้หันไปมอง นางเพียงแค่ตวัดปลายกระบี่ในมือ คลื่นพลังมหาศาลปะทะเข้ากับกำแพงมิติที่รายล้อมพวกเขาไว้จนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม *เปรี้ยง!* ภาพลวงตาในค่ายกลเริ่มแปรเปลี่ยน รอบตัวของนางไม่ได้เป็นหุบเขาเซียนอีกต่อไป หากแต่เป็นเรือนไม้หลังเล็กที่ปกคลุมด้วยหิมะในอดีต ภาพของศิษย์น้องที่กำลังแย้มยิ้มถือถ้วยชาอุ่นๆ วิ่งเข้ามาหาเขานางในวันวาน เสียงหัวเราะที่สดใสราวกับกระดิ่งเงินดังก้องอยู่ในมิติที่บิดเบี้ยวนี้ "ศิษย์พี่... ดื่มชาเถิดนะ หิมะปีนี้ช่างหนาวเหน็บนัก" มือของเซวี่ยหลันสั่นระริก ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือความปรารถนาเดียวที่นางเฝ้าฝันหามาตลอดร้อยปี ความรักความผูกพันที่นางโหยหาจนยอมแลกด้วยทุกอย่าง นี่คือด่านที่อันตรายที่สุด... ด่านที่เรียกว่า 'ความอาลัยอาวรณ์' หากนางก้าวเข้าไปกอดร่างภาพลวงตานั้น ค่ายกลจะสูบกลืนปราณเซียนของนางจนสิ้นซาก และนางจะกลายเป็นเพียงตุ๊กตาไร้วิญญาณที่ติดอยู่ในห้วงฝันของเจ้าสำนักเทียนอี้ไปตลอดกาล "เจ้ายังงดงามและอ่อนโยนเสมอ..." เซวี่ยหลันเอ่ยเบาๆ น้ำตาหยดหนึ่งรินไหลลงมาอาบแก้ม ทว่าประกายตาของนางกลับเยือกเย็นขึ้นเป็นเท่าทวี "แต่นางไม่ได้อยู่ที่นี่มานานแล้ว... นางจากไปตั้งแต่วันที่ข้าเห็นเจ้าสำนักเทียนอี้ลงมือปลิดชีพนางด้วยมือของมันเอง" นางกระชับกระบี่ในมือแน่น พุ่งร่างเข้าหาภาพศิษย์น้องที่กำลังยิ้มให้อย่างทะนุถนอม ท่ามกลางสายตาตะลึงงันของมู่หรงเฟยที่หวีดร้องเตือน ทว่าวินาทีที่คมกระบี่จ่อชิดหัวใจของภาพหลอนนั้น เซวี่ยหลันกลับหลับตาลงและปลดปล่อยปราณมารฟ้าสังหารออกมาจนมืดฟ้ามัวดิน! "ข้าขอสละเยื่อใยสุดท้ายนี้... เพื่อทำลายคุกแห่งความหลอกลวงของเจ้า!" แรงระเบิดจากจิตวิญญาณของนางสั่นคลอนมิติทั้งมวล ภาพเรือนไม้และรอยยิ้มแสนหวานแตกกระจายกลายเป็นเกล็ดหิมะสีดำที่ร่วงหล่นไปทั่วหุบเขา ค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักเทียนอี้กำลังพังทลายลงดั่งแก้วที่ถูกทุบจนแหลกละเอียด เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของเจ้าสำนักเทียนอี้ดังสะท้อนก้องไปไกล เมื่อฝุ่นผงแห่งมายาจางลง เซวี่ยหลันยืนอยู่ใจกลางความว่างเปล่า ผมยาวสลวยของนางปลิวไสวตามแรงลมที่แปรปรวน ร่องรอยของความอ่อนโยนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาที่ดุดันและไร้ซึ่งความเมตตาปรานี เจ้าสำนักเทียนอี้ล้มลงกองกับพื้น กระอักเลือดออกมาเป็นก้อนใหญ่ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกถึงกระดูก "เป็นไปไม่ได้... เจ้า... เจ้าทำลายใจตัวเองเพื่อทำลายข้าอย่างนั้นหรือ?" เซวี่ยหลันก้าวเดินไปข้างหน้าช้าๆ รองเท้าสีขาวเหยียบย่ำลงบนเศษซากของค่ายกล นางหยุดยืนเบื้องหน้าศัตรูคู่อาฆาต กระบี่น้ำแข็งในมือจ่อที่คอหอยของเขาสั่นระริกด้วยความโกรธแค้นที่พุ่งพล่าน "ข้าไม่ได้ทำลายใจตัวเอง... ข้าเพียงแค่ทำลายสิ่งที่เจ้าใช้ผูกมัดข้าไว้เท่านั้น" นางโน้มตัวลงมาใกล้ กระซิบข้างหูของเขาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดลง "ข้าจะมอบความตายที่เจ้าไม่มีวันลืม... แต่นั่นอาจจะยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับสิ่งที่เจ้าทำกับน้องสาวข้า" ทันใดนั้น มือของนางที่กำลังจะแทงกระบี่ลงไปกลับหยุดชะงักลง เมื่อเสียงปรบมืออันคุ้นเคยและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายดังมาจากเงามืดด้านหลังของหุบเขา "ช่างเป็นการตัดสินใจที่งดงามนัก... เซวี่ยหลัน" ร่างในชุดดำสนิทก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ใบหน้านั้นคล้ายคลึงกับศิษย์น้องที่นางเพิ่งตัดสินใจตัดใจไปเมื่อครู่ราวกับแกะ แต่นัยน์ตากลับว่างเปล่าและดำสนิทราวกับก้นบึ้งของขุมนรก... นางไม่ได้มาเพียงคนเดียว แต่ในมือของนางกลับถือศิลาวิญญาณที่เป็นต้นกำเนิดของสำนักเซวี่ยหลันที่ควรจะสาบสูญไปนานแล้ว "ศิษย์พี่... ไม่คิดจะทักทายน้องสาวที่ท่านเพิ่ง 'ฆ่า' ไปเมื่อครู่หน่อยหรือคะ?" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ หัวใจของเซวี่ยหลันกระตุกวูบราวกับถูกกระชากออกจากร่าง นี่คือสิ่งที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อน... หรือว่าทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมที่ใหญ่กว่านั้น? ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่ร่วมเดินทางและทำความเข้าใจในความเจ็บปวดของเซวี่ยหลันไปกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%