“เจ้าคิดว่ากำแพงศิลาอาคมของสำนักเทียนอี้จะกักขังวิญญาณแห่งกระบี่หิมะเหมันต์ไว้ได้ชั่วกัลปาวสานงั้นหรือ?”
น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในฤดูหนาวของเซวี่ยหลันดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดภายในอุโมงค์ลับใต้ดินของสำนักเทียนอี้ กลิ่นอายของกำยานกดทับลมปราณที่ตลบอบอวลอยู่ในอากาศไม่ได้ทำให้เธอกระทบกระเทือนแม้แต่น้อย นัยน์ตาคู่สวยคมกริบดุจใบมีดน้ำแข็งจ้องมองไปยังแท่นศิลาเบื้องหน้าที่ประทับตราอาคมสีชาดอันคุ้นตา
มู่หรงเฟยที่ยืนเคียงข้างขยับกายอย่างแผ่วเบา ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเข้มของเขาทอดเงาลงบนผนังถ้ำ “ตราผนึกนี้เป็นผลงานของเจ้าสำนักเทียนอี้เอง ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับเซียนหากไร้ซึ่งเคล็ดวิชาลับประจำสำนัก ก็ยากจะสั่นคลอนมันได้... เจ้าแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าเลือดของคนผู้นั้นจะใช้เปิดทางได้?”
เซวี่ยหลันไม่ตอบ เธอเพียงแค่ยกมือขึ้น ปรากฏหยดเลือดสีมรกตจางๆ ที่ไหลออกมาจากปลายนิ้ว เธอกรีดเลือดนั้นลงบนตราผนึกสีชาด ความเจ็บปวดจากการสูญเสียศิษย์น้องยังคงชัดเจนในใจดุจแผลสดที่ไม่มีวันหาย แต่ความอาฆาตที่หล่อเลี้ยงชีวิตเธอมาตลอดสามปีคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นอำนาจ
*ครืน...*
ศิลาอาคมสั่นสะเทือน เสียงกึกก้องที่ราวกับเสียงคำรามของอสูรใต้ดินดังก้องไปทั่วอุโมงค์ ทันใดนั้น กระบี่เล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสีขาวนวลที่สาดส่องออกมาจากรอยแยกของแท่นศิลา รัศมีของมันเย็นเยียบจนหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามผนังถ้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
“นั่นมัน...” มู่หรงเฟยพึมพำ ดวงตาคมกริบของเขาฉายแววระแวดระวัง
เซวี่ยหลันก้าวเดินเข้าไปด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งนางพญาหิมะ เธอไม่ได้แสดงความดีใจออกมาแม้แต่น้อย บนใบหน้าของเธอยังคงความเย็นชาที่อ่านไม่ออก เธอเอื้อมมือไปคว้าด้ามกระบี่ที่พันด้วยไหมหิมะ ทันทีที่สัมผัส เสียงกระซิบแผ่วเบาของจิตวิญญาณในกระบี่ก็ดังขึ้นในจิตใจของเธอ
*‘ท่านพี่... ข้าหนาวเหลือเกิน...’*
ภาพความทรงจำของศิษย์น้องสาวที่สิ้นใจในอ้อมแขนของเธอย้อนกลับมาอีกครั้ง เซวี่ยหลันบีบด้ามกระบี่แน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด “ไม่ต้องกลัว... วันนี้ข้าจะพาเจ้ากลับบ้าน และใครก็ตามที่บังอาจแตะต้องเจ้าด้วยมือสกปรก มันผู้นั้นจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ”
ทว่า ทันทีที่กระบี่ถูกดึงออกจากแท่นศิลาจนสุด เสียงระฆังเตือนภัยของสำนักก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งยอดเขา แสงไฟจากคบเพลิงนับร้อยดวงสว่างวาบขึ้นบริเวณปากอุโมงค์ทางออก เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและพร้อมเพรียงกันกำลังมุ่งหน้ามายังจุดที่พวกเขาอยู่
“เจ้าวางแผนไว้แล้วสินะ... ที่ปล่อยให้พวกเราเข้ามาถึงตรงนี้” เซวี่ยหลันกล่าวเสียงเรียบ นัยน์ตาของเธอไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
จากเงามืดเบื้องหน้า ร่างของชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ดูใจดีเกินจริง เจ้าสำนักเทียนอี้หยุดยืนอยู่ห่างจากพวกเขาเพียงสิบก้าว ในมือของเขาถือพัดเหล็กที่พับไว้อย่างมั่นคง
“เซวี่ยหลัน ศิษย์รักของข้า...” เจ้าสำนักเทียนอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เจ้ากลับมาหาข้าเพื่อทวงของที่เคยเป็นของเจ้า หรือจริงๆ แล้วเจ้าแค่ต้องการกลับมาสู่อ้อมกอดของสำนักที่เจ้าเคยทรยศกันแน่?”
“ทรยศ?” เซวี่ยหลันแค่นหัวเราะ กระบี่หิมะเหมันต์ในมือเริ่มแผ่ไอเย็นจัดจนพื้นหินแตกกระจาย “คนอย่างท่าน ไม่คู่ควรจะเอ่ยวาจาสัตย์ซื่อ ท่านปลิดชีพศิษย์น้องของข้าเพื่อแย่งชิงเคล็ดวิชาลับ วันนี้กระบี่เล่มนี้ไม่ได้แค่กลับบ้าน แต่มันจะทำหน้าที่ทวงคืนความยุติธรรมที่ท่านติดค้างเอาไว้”
“ความยุติธรรมคือสิ่งที่ผู้ชนะเป็นคนกำหนด” เจ้าสำนักเทียนอี้สะบัดพัดเหล็ก เกิดลมพายุหมุนวนขวางกั้นเส้นทางออกเอาไว้ “และในสำนักเทียนอี้แห่งนี้ ข้าคือผู้กุมชะตาชีวิตของทุกคน”
มู่หรงเฟยขยับกายนิ่งเตรียมพร้อมรับมือ เขาหันไปมองเซวี่ยหลันเพียงชั่วครู่ “เซวี่ยหลัน การต่อสู้นี้จะไม่จบง่ายๆ หากเจ้าไม่ปล่อยวางความแค้นชั่วขณะ แต่หากเจ้าเลือกจะปลดปล่อยมัน... จงจำไว้ว่าข้าจะยืนเคียงข้างเจ้าจนถึงหยดสุดท้าย”
เซวี่ยหลันไม่ได้ตอบกลับคำของมู่หรงเฟย เธอตวัดกระบี่ในมือส่งไอเย็นรุนแรงพุ่งเข้าหาเจ้าสำนักเทียนอี้ การต่อสู้ที่ดุเดือดเริ่มขึ้นในวินาทีนั้น ทว่าในจังหวะที่กระบี่ของเธอกำลังจะปะทะกับพัดเหล็กของศัตรู เธอกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ใต้ฝ่าเท้าของเธอ แผ่นศิลาที่ยืนอยู่นั้นไม่ได้มีเพียงอาคมกักขัง แต่มันกลับสลักค่ายกลดูดกลืนพลังลมปราณที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน ทันใดนั้น เลือดสีมรกตที่เธอหยดลงไปเพื่อเปิดผนึกก็เริ่มเรืองแสงสีม่วงประหลาดออกมา
ร่างกายของเธอเริ่มชาหนึบ พลังลมปราณที่พยายามรวบรวมเพื่อจู่โจมกลับย้อนกลับเข้าสู่กระแสเลือดดุจน้ำป่าไหลหลาก เธอเซถลาไปข้างหลัง มู่หรงเฟยรีบเข้าประคองร่างเธอเอาไว้ แต่ทว่า... พลังที่เขาสัมผัสได้จากร่างกายเธอกลับไม่ได้มาจากเซวี่ยหลันเพียงคนเดียว
“เจ้าไม่ได้มาที่นี่คนเดียวใช่ไหม เซวี่ยหลัน...” เจ้าสำนักเทียนอี้หัวเราะร่า รอยยิ้มของเขาดูอำมหิตกว่าเดิม “เลือดของศิษย์น้องที่เจ้าถวิลหา... มันยังคงไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้าใช่หรือไม่? กายเนื้อของเจ้าที่ผนึกด้วยวิญญาณของนาง... มันคือกับดักที่ข้าเตรียมไว้ต้อนรับศิษย์รักผู้โง่เขลาตั้งแต่ต้นแล้ว!”
เซวี่ยหลันเบิกตากว้างเมื่อตระหนักได้ว่าสิ่งที่เธอทำลงไป ไม่ใช่การยึดคืนกระบี่ แต่เป็นการปลดปล่อยวิญญาณของศิษย์น้องให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของค่ายกลมนต์ดำของเขาอย่างสมบูรณ์ และในวินาทีที่เธอคิดจะสละชีพเพื่อทำลายกระบี่ทิ้งนั้นเอง มือของมู่หรงเฟยที่ประคองเธออยู่กลับกระชับแน่นจนเจ็บ ร่างกายที่เคยเป็นมิตร กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบที่คุ้นเคย
เขาไม่ใช่ผู้ช่วย... เขาคือมือขวาที่เจ้าสำนักเทียนอี้ส่งไปเฝ้าดูเธอมาโดยตลอด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงติดตามการเดินทางอันโดดเดี่ยวและโหดร้ายของเซวี่ยหลันนะคะ ขอให้ทุกท่านเตรียมใจรับมือกับความจริงที่จะเปิดเผยในตอนหน้า เพราะศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด อาจเป็นคนเดียวกับคนที่ท่านไว้ใจมากที่สุดค่ะ ชิงเสวี่ยเหมันต์ค่ะ
หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร•ตอนที่ 8
ยึดคืนอาวุธคู่กาย
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!