หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร•ตอนที่ 12

ม่านหมอกแห่งความลับ

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
“หญ้าวิญญาณเก้ากลีบไม่มีทางบานในดินที่ชุ่มไปด้วยโลหิตของคนทรยศหรอกค่ะ ท่านมู่หรง” น้ำเสียงเรียบเรื่อยดุจผิวน้ำในทะเลสาบยามไร้ลมของเซวี่ยหลันดังขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดภายในหอคลังตำราลับของสำนักเทียนอี้ ปลายนิ้วเรียวยาวของนางจรดลงบนหน้ากระดาษหนังมังกรที่เก่าคร่ำราวกับจะขุดลากความจริงที่ถูกฝังกลบออกมาจากตัวอักษรเหล่านั้น มู่หรงเฟยซึ่งยืนพิงเสาหินอยู่มุมมืด ขยับกายเล็กน้อย แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของหลังคาทำให้ใบหน้าของเขาดูคมสันและเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา “เจ้ากำลังพยายามทำในสิ่งที่ศิษย์พี่ของเจ้าทำไม่สำเร็จเมื่อสิบปีก่อนนะ เซวี่ยหลัน การรื้อฟื้นพิษ ‘จันทร์ดับสูญ’ ไม่ใช่แค่การเปิดบาดแผลเก่า แต่มันคือการประกาศสงครามกับเจ้าสำนักเทียนอี้โดยตรง” เซวี่ยหลันไม่ตอบ นางเพียงแค่พลิกหน้ากระดาษที่บันทึกสูตรผสมยาพิษซึ่งถูกฉีกขาดไปครึ่งหนึ่ง ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดุจหิมะกัลป์บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยเพลิงอาฆาตที่ถูกสะกดไว้ “ศิษย์น้องของข้าไม่ได้ตายเพราะความอ่อนแอของเขา แต่เขาตายเพราะความไว้ใจที่มอบให้แก่ ‘คนตระกูลเดียวกัน’ หากม่านหมอกที่เจ้าสำนักเทียนอี้สร้างไว้มันหนาทึบนัก ข้าก็จะใช้โลหิตของพวกมันนี่แหละชำระล้างให้สิ้นซาก” นางหยุดมือที่หน้ากระดาษแผ่นหนึ่ง—มันไม่ใช่สูตรยา แต่มันคือรายชื่อของผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลสวนสมุนไพรในคืนวันสังหาร และที่ท้ายบรรทัดนั้นมีตราประทับรูป ‘ดอกบัวดำ’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของเจ้าสำนักเทียนอี้ประทับอยู่จางๆ มู่หรงเฟยเดินเข้ามาใกล้ รัศมีพลังมารรอบกายเขาดูนิ่งสงบผิดกับพายุในใจของเซวี่ยหลัน “เจ้าเชื่อจริงๆ หรือว่าคนอย่างมันจะโง่เขลาถึงขนาดทิ้งร่องรอยไว้ในหอคลังตำราที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้” “มันไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้เพราะโง่ค่ะท่านมู่หรง... แต่มันประมาท” เซวี่ยหลันแค่นยิ้มที่มุมปาก “มันคิดว่าข้าจะจมอยู่กับความโศกเศร้าจนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถึงเรื่องในอดีต แต่มันลืมไปว่าหิมะที่ทับถมกันนานวันเข้า ย่อมกลายเป็นน้ำแข็งที่แหลมคมพอจะทิ่มแทงหัวใจคนได้” นางส่งกระดาษแผ่นนั้นให้เขา มู่หรงเฟยรับไปดูแล้วต้องชะงัก สีหน้าของเขาสลับเปลี่ยนจากความสุขุมเป็นความตระหนก “นี่มัน... กลิ่นอายของพิษนี้เป็นของสำนักพิษมรณะจากแดนใต้ ไม่ใช่สูตรลับในสำนักของเรา! เจ้าสำนักเทียนอี้ไปเอาของสิ่งนี้มาจากไหน!” “นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องหาคำตอบ” เซวี่ยหลันก้าวออกจากมุมมืด รัศมีเซียนรอบกายสั่นไหวราวกับนางกำลังจะทะลวงผ่านระดับบำเพ็ญเพียรเข้าสู่ขั้นสูงขึ้นในชั่วพริบตา ความโกรธแค้นคือเชื้อเพลิงชั้นดีสำหรับวิถีมารฟ้าสังหารที่นางยึดถือ ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะก้าวออกจากหอคลังตำรา เสียงฝีเท้าหนักแน่นและจังหวะการเดินที่มั่นคงดั่งขุนเขาก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบานใหญ่ เซวี่ยหลันชะงักฝีเท้าทันที นางกดปลายนิ้วลงบนดาบหิมะข้างกายจนข้อนิ้วขาวซีด “ใครอยู่ข้างใน” เสียงที่ทรงอำนาจและแฝงไปด้วยกระแสลมปราณกดดันสะเทือนถึงภายในห้องนั้นคือเสียงของเจ้าสำนักเทียนอี้ มู่หรงเฟยขมวดคิ้ว เขากำลังจะกางม่านพลังอำพรางตัว แต่เซวี่ยหลันกลับห้ามไว้ด้วยการแตะเบาๆ ที่ต้นแขน นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยเย็นชาเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยอย่างน่าประหลาด ราวกับนางรอคอยเวลานี้มานานแสนนาน ประตูบานใหญ่ค่อยๆ แง้มออก แสงสว่างจากคบเพลิงภายนอกสาดเข้ามา เผยให้เห็นเงาร่างของชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ แต่ภายใต้ความขาวสะอาดนั้นกลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายคาวเลือดที่โชยมากับสายลม “ศิษย์หลานเซวี่ยหลัน... เจ้ามาทำอะไรในที่อับชื้นเช่นนี้ตอนกลางดึก” เจ้าสำนักเทียนอี้ก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่ไม่อาจเข้าถึงดวงตา แต่เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นกระดาษที่ยังอยู่ในมือของมู่หรงเฟย รอยยิ้มนั้นก็แข็งค้างไปชั่วขณะ เซวี่ยหลันไม่ตอบคำถาม นางเดินไปหาเขาอย่างสง่างาม กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ที่ติดตัวนางกระจายไปทั่วห้อง นางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา ห่างเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนจะโน้มตัวลงกราบด้วยท่าทีนอบน้อมที่ดูผิดปกติ “ท่านเจ้าสำนัก... ข้าเพียงแค่มาตามหาความจริงที่ถูกลืม” นางเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสบประสานกับนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลของอีกฝ่าย “ข้าพบว่าในบันทึกของสำนัก มีรายชื่อหนึ่งที่หายไป... ชื่อของศิษย์น้องของข้าที่ท่านเคยกล่าวอ้างว่าเขาหนีไปกับศัตรู แต่วันนี้ข้าพบหลักฐานชิ้นสำคัญแล้ว” นางหยิบแผ่นกระดาษมาจากมือมู่หรงเฟยแล้วชูขึ้นตรงหน้าเขา “ตราประทับดอกบัวดำนี้ ท่านจะอธิบายว่าอย่างไรคะ?” เจ้าสำนักเทียนอี้หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะดังก้องจนม่านพลังในห้องสั่นสะเทือน “เจ้าเด็กโง่... ความจริงมีค่ามากกว่าชีวิตนัก เจ้าคิดหรือว่าวันนี้เจ้าจะเดินออกจากหอคลังตำรานี้ไปได้โดยที่ยังหายใจอยู่” ทันใดนั้นเอง ผนังห้องรอบด้านก็สั่นไหว ค่ายกลสังหารที่ถูกซ่อนไว้ในโครงสร้างของหอคลังตำราเริ่มทำงาน แสงสีแดงฉานพุ่งขึ้นจากพื้นดินหมายจะกักขังร่างของทั้งสองไว้ ทว่าเซวี่ยหลันกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนก นางเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ เสียงผลึกน้ำแข็งแตกกระจายดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อสืบความจริงเพียงอย่างเดียว ท่านเจ้าสำนัก... ข้ามาเพื่อปิดบัญชี” นางหมุนตัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายมารฟ้าสังหารระเบิดออกมาจากร่างจนชุดคลุมสีขาวสะบัดพริ้ว ท่ามกลางหมอกควันที่เกิดจากค่ายกล สตรีผู้หนึ่งเดินทะลุผ่านม่านแสงสีแดงเข้ามา—นางมีใบหน้าเหมือนศิษย์น้องที่ตายไปแล้วของเซวี่ยหลันไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความรู้สึกและสวมใส่เครื่องแบบของหน่วยสังหารเงาสำนักเทียนอี้! “เจ้าต้องตายที่นี่... ศิษย์พี่” เสียงของหญิงสาวผู้นั้นแหบพร่าและเย็นชาดุจน้ำแข็งที่กัดกินวิญญาณ ชิงเสวี่ยเหมันต์หวังว่าทุกท่านจะยังคงร่วมเดินทางไปกับโชคชะตาอันโหดร้ายนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%