หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร•ตอนที่ 14

จิตมารในใจเซียน

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
“เจ้าคิดจะสังหารข้า หรือจะให้ความโกรธแค้นนี้สังหารตัวเจ้าเองกันแน่ เซวี่ยหลัน?” เสียงทุ้มต่ำของมู่หรงเฟยดังกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในโถงหินลึกใต้หุบเขาไร้ลักษณ์ แรงกดดันมหาศาลจากปราณมารที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของเซวี่ยหลันทำให้ผนังหินรอบด้านสั่นสะเทือนจนเกิดรอยร้าว ดั่งกรงเล็บปีศาจที่พยายามจะฉีกกระชากพื้นที่แห่งนี้ให้พังทลาย เซวี่ยหลันยืนนิ่งดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ดวงตาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับโลหิตที่ถูกอาบด้วยจันทรา เธอไม่ได้หันไปมองชายหนุ่มผู้เป็นที่ปรึกษา แต่กระบี่ในมือกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาไม่ใช่ปราณเซียนที่บริสุทธิ์ แต่มันคือความแค้นที่สั่งสมมานานปีจนกลายเป็นพิษร้าย “มู่หรงเฟย… ท่านถอยไปเถอะ” เสียงของเธอแหบพร่า ทว่าแฝงไปด้วยความเย็นชาที่บาดลึกถึงกระดูก “ข้าไม่อยากให้มือของข้าต้องเปื้อนเลือดของท่านไปอีกคน ในขณะที่คนชั่วช้าอย่างเจ้าสำนักเทียนอี้ยังคงเสวยสุขอยู่บนยอดเขา” มู่หรงเฟยขยับกายเข้าไปใกล้โดยไม่เกรงกลัวคมกระบี่ที่จ่อคอหอย เขาคว้าข้อมือที่สั่นเทาของเธอไว้มั่น แม้ไอเย็นจะกัดกินผิวเนื้อจนเป็นรอยไหม้สีดำ เขาก็ไม่ยอมปล่อย “ศิษย์น้องของเจ้า… นางไม่ได้ต้องการให้เจ้ากลายเป็นปีศาจที่ไร้หัวใจเช่นนี้ การที่เจ้าปล่อยให้จิตมารเข้าครอบงำ ไม่ใช่การแก้แค้น แต่เป็นการทำลายสิ่งที่นางยอมสละชีวิตปกป้องไว้ต่างหาก” เซวี่ยหลันแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะที่ฟังดูหม่นหมองจนน่าใจหาย เธอหันกลับมาประจันหน้า สายตาสบกันเนิ่นนาน ในแววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความเจ็บปวดที่สะท้อนถึงกันและกัน “สิ่งที่นางปกป้องงั้นหรือ?” เธอเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก “ความยุติธรรมของเทียนอี้หรือ? หรือเศษซากของสำนักที่ถูกเผาจนราบคาบ? ในใจข้าตอนนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าที่หิวกระหายเลือด… ข้าควบคุมมันไม่ได้อีกแล้ว มู่หรงเฟย ความแค้นนี้มันใหญ่เกินกว่าที่หัวใจเพียงดวงเดียวจะแบกรับไว้ได้” ปราณมารสีดำทมิฬเริ่มระเบิดออกรอบกายเธอ ลมพายุหมุนวนบ้าคลั่งภายในห้องลับ เศษหินร่วงหล่นลงมาเป็นห่าฝน มู่หรงเฟยถูกแรงกระแทกจากพลังมหาศาลซัดจนถอยไปหลายก้าว เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของเขา ทว่าเขายังคงจ้องมองนางด้วยแววตาที่แน่วแน่ เซวี่ยหลันพยายามหลับตาลง ข่มจิตใจที่กำลังแตกสลาย เธอเห็นภาพใบหน้าของศิษย์น้องที่เปื้อนเลือด ภาพวันที่เปลวเพลิงสีทองของสำนักเทียนอี้เผาไหม้ทุกอย่างจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ความรู้สึกผิดและอาฆาตตีกันจนยุ่งเหยิงราวกับเส้นด้ายที่ถูกไฟลน *หากข้าหยุดตอนนี้ ข้าก็คือคนขี้ขลาด* *แต่หากข้าเดินต่อ ข้าจะเหลือความเป็นคนอยู่อีกหรือไม่?* ทันใดนั้น เซวี่ยหลันก็ทรุดเข่าลงกับพื้น กระบี่ในมือหลุดร่วงเสียงดังสนั่น นางใช้มือทั้งสองกุมขมับ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับมีกระแสน้ำวนของปีศาจนับพันตัวกำลังรุมทึ้งวิญญาณของนางจากภายใน “ข้าจะ… กดมันไว้…” เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน พลังมารที่เคยก่อตัวเป็นพายุเริ่มหดตัวลงอย่างน่าประหลาด แต่มันกลับเข้มข้นจนทำให้บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เธอไม่ได้กำจัดมันทิ้ง หากแต่เธอกำลัง "กลืนกิน" มันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ มู่หรงเฟยเบิกตากว้าง เขารู้ดีว่านั่นคือวิชาต้องห้ามขั้นสูงสุดที่แม้แต่จอมมารในอดีตยังไม่กล้าลอง “เซวี่ยหลัน! เจ้ากำลังทำอะไร? การหลอมรวมจิตมารเข้ากับปราณเซียนจะทำให้เจ้ากลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ไร้ตัวตน!” “หากต้องเป็นเซียนที่ไร้กำลังเพื่อปกป้องความเน่าเฟะของโลกนี้… ข้าขอเป็นมารที่เหยียบย่ำโลกนี้ให้ราบคาบดีกว่า!” สิ้นเสียงนั้น กลิ่นอายของนางก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเย็นชาที่เคยสง่างามถูกแทนที่ด้วยความน่าสะพรึงกลัวที่ทำเอาอากาศในห้องหยุดหายใจ เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ผมสีดำขลับที่เคยเรียบร้อยบัดนี้พลิ้วไหวราวกับมีชีวิต ดวงตาของนางไม่ได้เป็นสีแดงก่ำอีกต่อไป แต่มันกลับมืดมิดดุจหลุมศพที่ไร้ก้นบึ้ง ทันใดนั้นเอง ประตูหินที่ปิดตายมานานหลายปีก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากด้านนอก เสียงระเบิดตูมดังสนั่นจนห้องลับทั้งห้องสั่นคลอน เศษหินมหาศาลร่วงหล่นลงมาขวางกั้นระหว่างคนทั้งสอง ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่ว มู่หรงเฟยรีบทะยานร่างเข้าไปหา ทว่ากลับถูกแรงผลักมหาศาลที่เกิดจากไอสังหารของเซวี่ยหลันตีกลับจนกระเด็นออกไปนอกระยะห่าง “ใคร?” เซวี่ยหลันหันไปทางประตูที่ถูกพังทลาย เสียงของนางราบเรียบเสียจนน่าขนลุก ร่างหนึ่งก้าวผ่านกลุ่มควันเข้ามาอย่างสง่างาม ในมือถือพัดจีบไม้หอมที่ประดับด้วยอัญมณีสีชาด รอยยิ้มมุมปากที่ดูอบอุ่นและมีเมตตาในสายตาคนทั่วไป แต่ในสายตาของเซวี่ยหลัน… มันคือรอยยิ้มของอสรพิษที่ทำลายทุกอย่างในชีวิตของนาง “ศิษย์หลาน… ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะซ่อนตัวอยู่ในที่ที่น่ารังเกียจเช่นนี้” เจ้าสำนักเทียนอี้กล่าวเบาๆ พร้อมกับโบกพัดอย่างแช่มช้า “ดูเหมือนพลังที่เจ้าเพิ่งจะตื่นขึ้นมา จะเป็นภัยคุกคามต่อความสงบสุขของยุทธภพเสียแล้ว วันนี้… ในฐานะเจ้าสำนัก ข้าคงต้องกำจัดมารร้ายเช่นเจ้าทิ้งเสียตั้งแต่ตอนนี้” เซวี่ยหลันไม่ตอบคำถาม เธอเพียงแค่เหยียดรอยยิ้มที่ทำให้มู่หรงเฟยต้องใจหายวาบ เธอหยิบกระบี่ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ กระบี่กลับเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับความมืดมิดในจิตใจของนาง “ท่านมาช้าไปหนึ่งก้าว เจ้าสำนักเทียนอี้” เธอเอ่ยเสียงเรียบขณะที่ก้าวเดินเข้าหาอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้า “วันนี้… ข้าไม่ได้มาในฐานะเซียนที่จะมาบำเพ็ญเพียร แต่ข้ามาในฐานะความตายที่เจ้าเป็นคนสร้างขึ้นมาเองกับมือ” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหุบเขาแห่งความมืดมิดและศรัทธาไปกับข้านะคะ หวังว่าบทนี้จะทำให้ใจของทุกคนเต้นไม่เป็นจังหวะเช่นเดียวกับข้านะคะค่ะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%