"เจ้าคิดหรือว่าการทำลายป้ายวิญญาณของเจ้าสำนักเทียนอี้ทิ้ง จะลบล้างมลทินที่อาบย้อมผืนดินแห่งนี้ได้?"
เสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบของเซวี่ยหลันดังขึ้น ท่ามกลางซากปรักหักพังของหอตำราที่ยังคงคุกรุ่นด้วยกลิ่นอายมาร นางยืนตระหง่านอยู่บนแท่นหินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดศูนย์กลางอำนาจของเหล่าเซียนจอมปลอม สายตาคมปลาบดั่งกระบี่น้ำแข็งจ้องมองไปยังร่างของชายวัยกลางคนที่ถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ปราณสีหม่นเบื้องหน้า
มู่หรงเฟยที่ยืนอยู่ข้างกาย ขยับผ้าคลุมไหล่สีดำสนิทของเขาเล็กน้อย ก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปาก "ศิษย์น้อง... ยามนี้มันเป็นเพียงสุนัขที่ถูกถอดเขี้ยวเล็บ จะไปสนคำพล่ามของคนใกล้ตายทำไมกัน"
เจ้าสำนักเทียนอี้เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานบัดนี้ขุ่นมัวราวกับบ่อน้ำที่ไร้ก้น "พวกเจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าสันติภาพงั้นหรือ? การสร้างยุทธภพใหม่บนกองซากศพของเหล่านิกายที่เคยรุ่งเรือง... เซวี่ยหลัน เจ้ามันก็ไม่ต่างจากมารร้ายที่ข้าพยายามกำจัด"
เซวี่ยหลันก้าวเข้าไปหาช้าๆ เสียงฝีเท้าของนางแผ่วเบาทว่าทรงพลัง ดั่งน้ำหนักของหิมะที่ทับถมจนภูเขาทั้งลูกต้องสั่นสะเทือน นางโน้มตัวลงใช้ปลายนิ้วเชยคางชายผู้เป็นต้นเหตุแห่งหายนะขึ้นมา สัมผัสจากนิ้วมือเรียวงามนั้นเย็นจัดจนเจ้าสำนักเทียนอี้ต้องสั่นสะท้าน
"มลทินที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ตัวนิกาย แต่มันอยู่ที่จิตใจที่บิดเบี้ยวของเจ้าต่างหาก" นางกระซิบ น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ "เจ้าสำนักเทียนอี้... ความตายไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือการเริ่มต้นชดใช้ ในโลกที่ไม่มีเทพเซียนคอยประทานพรให้คนชั่วช้าเช่นเจ้าอีกต่อไป"
นางสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ปราณกระบี่หิมะนับหมื่นสายที่ซ่อนอยู่ในอากาศก็ปรากฏชัดขึ้น พวกมันไม่ได้สังหารเขาในทันที แต่ค่อยๆ กรีดลึกเข้าไปในเส้นชีพจรทีละเส้น เพื่อให้เขารับรู้ถึงความว่างเปล่าที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาแทนที่พลังบำเพ็ญที่เขาสั่งสมมานับร้อยปี
มู่หรงเฟยมองภาพนั้นด้วยสายตาที่ซับซ้อน เขาหันไปมองบรรดาศิษย์ที่เหลือรอดของสำนักต่างๆ ที่กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์ด้วยความหวาดหวั่น การจัดระเบียบยุทธภพไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนผู้นำ แต่มันคือการเปลี่ยน 'รากฐาน' ของการบำเพ็ญเพียร
"การสังหารผู้นำคนหนึ่งง่ายดายยิ่งนัก" มู่หรงเฟยกล่าวทำลายความเงียบ "แต่การจะล้างความโลภในใจของคนนับหมื่น... ศิษย์น้อง เจ้ามีแผนการอย่างไร?"
เซวี่ยหลันหันกลับมา แววตาของนางที่เคยเย็นชาบัดนี้ดูหม่นแสงลงชั่วขณะ นางนึกถึงศิษย์น้องที่จากไป รอยยิ้มสุดท้ายที่กลายเป็นน้ำค้างแข็งบนยอดเขาแห่งความทรงจำ "ข้าจะสร้างวิหารแห่งความว่างเปล่า ใครที่ปรารถนาจะก้าวเข้าสู่มรรคเซียน ต้องสละซึ่งอัตตา หากใครยังคงละโมบในอำนาจ... ก็ให้พวกมันอยู่กับอำนาจที่ไร้ลมหายใจในหุบเขาไร้แสงไปชั่วนิรันดร์"
บรรยากาศรอบข้างเงียบงันลงทันใด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านซากปรักหักพังที่คล้ายเสียงร้องครวญครางของวิญญาณที่ตกค้าง การเปลี่ยนผ่านยุทธภพเริ่มต้นขึ้นจากความเจ็บปวดที่แสนสาหัส เซวี่ยหลันรู้ดีว่านางกำลังเดินบนเส้นด้ายระหว่างความเป็นวีรบุรุษและความเป็นจอมมารที่ผู้คนต่างหวาดกลัว
ทว่าในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากสั่งการเหล่าองครักษ์เงาให้นำตัวเจ้าสำนักเทียนอี้ไปจองจำ ท้องฟ้าเบื้องบนกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เมฆหมอกสีดำมืดมิดรวมตัวกันเป็นวงแหวนขนาดใหญ่เหนือยอดเขาเซียนที่เคยเงียบสงบ
กระแสลมพายุหมุนวนรุนแรงจนทุกคนต้องตั้งหลัก มู่หรงเฟยชักกระบี่ออกจากฝักในทันที สายตาของเขาจับจ้องไปยังใจกลางพายุที่กำลังค่อยๆ แยกออก เผยให้เห็นรอยแยกมิติที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะปรากฏขึ้นในเวลานี้
"เซวี่ยหลัน... ระวัง!" มู่หรงเฟยตะโกนสุดเสียง
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น เป็นสตรีผู้สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทว่ากลับมีกลิ่นอายที่เข้มข้นยิ่งกว่ามารร้ายตนใด นางผู้นั้นมีใบหน้า... ใบหน้าที่เหมือนกับ 'ศิษย์น้อง' ของเซวี่ยหลันไม่มีผิดเพี้ยน หากแต่ดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความเยือกเย็นที่ลึกล้ำยิ่งกว่าหิมะนิรันดร์
สตรีปริศนาเหยียดยิ้มก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้หัวใจของเซวี่ยหลันหยุดเต้น "ยินดีด้วยนะ ท่านพี่... ที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์แห่งซากศพ แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า... บัลลังก์นี้ข้าเป็นคนสร้างขึ้นมาเองกับมือ"
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเดินทางผ่านหิมะโปรยปรายมาจนถึงช่วงเวลาสำคัญนี้นะคะชิงเสวี่ยเหมันต์
หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร•ตอนที่ 38
รุ่งอรุณใหม่ของยุทธภพ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หิมะโปรยเหนือยอดเขาเซียน: วิถีมารฟ้าสังหาร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!