กลิ่นคาวเลือดจางๆ และควันธูปจากศาลเจ้าเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้าง คือสิ่งแรกที่ไป๋ฮ่าวสัมผัสได้เมื่อสติเริ่มกลับคืนมาร่างกายของเขาเต็มไปด้วยผ้าพันแผลสีขาวโพลน ทุกครั้งที่ขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อ ความเจ็บปวดราวกับถูกเตาไฟแผดเผาก็แล่นพล่านไปทั่วกระดูก แต่กระนั้น แววตาของชายหนุ่มผู้ดีงามตระกูลไป๋กลับมิได้มีความหวาดกลัว เจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
"เจ้าอย่าเพิ่งขยับเลยไป๋ฮ่าว เส้นเอ็นของเจ้าเพิ่งได้รับการเชื่อมต่อด้วยสมุนไพรราชาพันปี หากฝืนขยับตอนนี้ แผลอาจปริแตกได้"
เสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่นดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง หลี่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นไม้เก่าๆ ข้างกายมีกระบี่เล่มยาววางพาดตัก มือหยาบกร้านทั้งสองข้างกำลังใช้หินลับคมใบมีด ช้าๆ ทว่ามั่นคง เสียง 'สวบ... สวบ...' ของเหล็กกระทบหินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงเตือนสติในยามวิกาล
ไป๋ฮ่าวฝืนยิ้มมุมปาก ใบหน้าซีดเซียวแต่แววตาเป็นประกาย "ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น... ว่าแต่ที่นี่คือที่ใด? ปลอดภัยจากการไล่าล่าของพรรคมารแล้วหรือ?"
"หมู่บ้านหุบผาวารี... หมู่บ้านลับแลที่บรรพบุรุษเคยสร้างไว้หลบภัยจากสงครามยุทธภพเมื่อร้อยปีก่อน" หลี่เฉินหยุดมือจากการลับกระบี่ เงยหน้าขึ้นมองสหายรัก แววตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่อัดอั้น "ข้าขอโทษ... เป็นเพราะความบุ่มบ่ามของข้า แท้ๆ ที่ทำให้เจ้าต้องเกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่ฐานย่อยทิศใต้ของพวกมัน"
ไป๋ฮ่าวส่ายหัวเบาๆ มือที่สั่นเทายื่นไปตบไหล่สหาย "อย่าได้พูดเช่นนั้น หลี่เฉิน ลูกผู้ชายเดินดินย่อมมีวันที่ต้องหลั่งเลือด การล้างแค้นให้สำนักและปกป้องผู้บริสุทธิ์ไม่ใช่ภาระของเจ้าคนเดียว ข้าเลือกที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าด้วยความสมัครใจ"
บรรยากาศภายในห้องเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวผ่านหน้าต่างไม้ผุๆ เข้ามา ความเงียบนี้มิใช่ความอึดอัด หากแต่เป็นความเข้าใจอันลึกซึ้งระหว่างลูกผู้ชายสองคนที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน
หลี่เฉินลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาก็กำยำและมีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้ไม่แพ้กัน แต่จิตวิญญาณของ 'พยัคฆ์ทะยานฟ้า' ไม่เคยสยบยอมต่อความเจ็บปวด เขาเดินไปที่โต๊ะไม้กลางห้อง ซึ่งมีแผนผังเขียนด้วยหมึกจีนกางอยู่ บนนั้นแสดงรายละเอียดของฐานย่อยพรรคมารที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาอัคคี
"เราพักฟื้นอยู่ที่นี่ได้อีกไม่เกินสามวัน..." หลี่เฉินกล่าวเสียงเครียด สายตาจ้องมองแผนผังไม่กะพริบ "สายข่าวของข้าแจ้งมาว่า จอมมารอัคคีโลกันตร์กำลังเคลื่อนกำลังพลชุดใหญ่เพื่อเตรียมกวาดล้างสำนักฝ่ายธรรมะที่เหลือรอด หากเราไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อตัดกำลังพวกมันก่อน ฐานย่อยแห่งนี้จะกลายเป็นสุสานของเรา"
ไป๋ฮ่าวฝืนยันกายลุกขึ้นนั่ง แม้จะยังรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก เขากวาดสายตามองแผนที่อย่างพินิจพิจารณา สมองอันปราดเปรื่องเริ่มทำงานทันที
"เจ้ากำลังคิดจะบุกเดี่ยวเข้าไปถล่มฐานย่อยทิศเหนือใช่หรือไม่?" ไป๋ฮ่าวถามเสียงเรียบแต่เฉียบคม
"ถูกต้อง" หลี่เฉินพยักหน้ารับ "ฐานย่อยนั้นเป็นจุดกระจายเสบียงและหลอมศาสตราวุธของพรรคมาร หากเราเผาทำลายคลังแสงและเสบียงของพวกมันได้ กองกำลังหลักของจอมมารอัคคีโลกันตร์จะต้องชะงักงันอย่างแน่นอน แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่นั่นมี 'เฒ่าโลหิต' มือสังหารอันดับหนึ่งของพรรคมารคอยคุ้มกันอยู่"
"เฒ่าโลหิต..." ไป๋ฮ่าวทวนชื่อนี้ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที วิชาซัดเข็มโลหิตและเพลงกระบี่มารโลหิตของมันขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหด ไร้ปรานี ใครก็ตามที่เผชิญหน้ากับมันล้วนจบชีวิตด้วยสภาพที่ไม่น่าดู
"ใช่ มันคือเป้าหมายที่เราต้องจัดการ" หลี่เฉินกำหมัดแน่นจนข้อต่อลั่นเปรี๊ยะ พลังลมปราณภายในร่างกายหมุนวนดั่งพายุคลั่ง "ข้าไม่สนว่ามันจะเก่งกาจมาจากไหน เลือดที่มันเคยใช้ย้อมแผ่นดิน และความสูญหนี้เลือดที่มันฝากไว้กับคนในสำนักของข้า ถึงเวลาที่มันต้องชดใช้ด้วยชีวิต"
"ถ้าเช่นนั้น... แผนการต้องรัดกุมกว่าเดิม" ไป๋ฮ่าวหยิบพู่กันขึ้นมาแตะหมึก ก่อนจะชี้ไปยังจุดลับตาคนบนแผนที่ "เจ้าเป็นคนบุกทะลวงด้านหน้า ดึงดูดความสนใจทั้งหมดของเฒ่าโลหิตและยอดฝีมือพรรคมารมาที่ตัวเจ้า ส่วนข้า... แม้จะบาดเจ็บ แต่ยังมีวิชาตัวเบาพอที่จะลักลอบเข้าไปวางเพลิงที่คลังแสงด้านหลัง"
"ไม่ได้! เจ้าบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ ข้าจะยอมให้เจ้าเอาชีวิตไปเสี่ยงได้อย่างไร!" หลี่เฉินปฏิเสธเสียงแข็งทันที ความเป็นห่วงสหายพรั่งพรูออกมาทางน้ำเสียงและสีหน้า
"หลี่เฉิน... ฟังข้าให้ดี" ไป๋ฮ่าวเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย แววตาเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน "หากเรามัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง เราจะไม่มีวันชนะพรรคมารได้ เจ้าเชื่อใจฝีมือกระบี่ของข้าหรือไม่?"
หลี่เฉินนิ่งงัด เขาจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของสหายรัก เห็นความมุ่งมั่นและศรัทธาที่ไม่มีวันสั่นคลอน สุดท้าย มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มของลูกผู้ชายที่ผ่านสมรภูมิมาด้วยกัน
"ก็ได้... แผนนี้ ข้าฝากหลังของข้าไว้กับเจ้า"
"วางใจเถอะ ข้าไม่มีวันปล่อยให้ศัตรูโจมตีจากด้านหลังเจ้าได้อย่างแน่นอน" ไป๋ฮ่าวตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ทั้งสองประสานสายตากัน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดันและความหวัง การเตรียมพร้อมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้แค้นส่วนตัว แต่คือการเดิมพันด้วยชะตากรรมของยุทธภพทั้งมวล หลี่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก, รวบรวมพลังลมปราณหมัดสยบโลกันตร์เข้าสู่จุดตันตียน ร่างกายแผ่ไอสังหารสีทองจางๆ ออกมาอย่างน่าเกรงขาม
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังจะกลับคืนมา เสียงฝีเท้าฝ่าพายุฝนและกิ่งไม้หักดังขึ้นแว่วๆ จากนอกหมู่บ้าน เสียงนั้นรวดเร็วและเบายิ่ง ราวกับเงาพรายที่ไร้น้ำหนัก!
หลี่เฉินและไป๋ฮ่าวหันขวับไปมองทางหน้าต่างพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ร่างของเงาดำสายหนึ่งพุ่งทะลุกระดาษสาหน้าต่างเข้ามาปักลงกลางห้องอย่างแม่นยำ พร้อมกับวัตถุบางอย่างที่กลิ้งหล่นลงแทบเท้าของหลี่เฉิน
นั่นคือหัวมนุษย์ที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ... และเป็นหัวของ 'ผู้อาวุโสพยัคฆ์เหล็ก' ผู้คุมกฏแห่งหมู่บ้านลับแลแห่งนี้!
"ระวังตัว! พวกมันรู้ที่ซ่อนของเราแล้ว!" ไป๋ฮ่าวตะโกนก้อง ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยมือที่สั่นเทา
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 22
พักฟื้นและวางแผน
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!