โลหิตสีชาดสาดกระเซ็นต้องผนังหินอับชื้น เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของอสุนีบาต ท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาอเวจี เงาร่างนับสิบของมือสังหารพรรคมารเคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งภูตผี ดวงตาของพวกมันแดงก่ำด้วยความกระหายเลือด แต่วินาทีนี้ ไม่มีใครสะพรึงกลัวเท่ากับชายหนุ่มผู้ยืนหยัดอยู่เบื้องกลางวงล้อม
หลี่เฉินหอบหายใจรุนแรง หยดเหงื่อผสมปนเปกับคราบเลือดไหลยաբอาบใบหน้าคมคายที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว แขนเสื้อข้างขวาขาดวิ่นจนเห็นกล้ามเนื้อปูดโปนและเส้นเลือดที่ปูดนูนราวกับสายสิญจน์แห่งเพลิงกาฬ เขากวาดสายตามองศัตรูรอบกายด้วยแววตาที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง แต่ภายในอกกลับร้อนระอุราวกับมีเตาหลอมโลหะสุมอยู่
"ไอ้เด็กเหลือขอ เจ้าคิดว่าจะรอดออกไปจากค่ายกลเพลิงโลหิตนี่ได้งั้นหรือ?"
เสียงแหบพร่าของหัวหน้ามือสังหารดังขึ้นจากความมืด มันคือหนึ่งในยอดฝีมือระดับสูงของพรรคมาร ร่างผอมแห้งราวกับซากศพแต่แผ่ไอสังหารรุนแรงจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ในมือถือเคียวเกี่ยววิญญาณเคลือบยาพิษสีม่วงเข้ม
หลี่เฉินไม่ตอบคำถามนั้น เขายกมือขึ้นปาดเลือดที่มุมปาก ชายหนุ่มมิได้หวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย หากแต่หวนนึกถึงภาพความสูญเสียในอดีต ภาพสำนักที่ถูกเผาทำลาย และอาจารย์ผู้ล่วงลับ ความโกรธเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณอันบริสุทธิ์ที่หมุนวนอยู่ในจุดตันตระ
"ข้าไม่ได้คิดว่าจะรอดออกไป..." หลี่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังจนคู่ต่อสู้ชะงักไปชั่วขณะ "...แต่ข้าจะลากพวกเจ้าทั้งหมด ลงไปชดใช้ความผิดในขุมนรกต่างหาก!"
สิ้นเสียงคำราม ร่างของหลี่เฉินก็พุ่งทะยานออกไปราวกับพยัคฆ์โผนทะยาน วิชาก้าวพยัคฆ์ทะยานฟ้าถูกแสดงออกมาจนถึงขีดสุด พื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นจุล รวดเร็วจนมือสังหารเบื้องหน้าแทบมองตามไม่ทัน
เคียวเกี่ยววิญญาณฟาดฟันเข้ามาหมายตัดศีรษะ แต่หลี่เฉินไม่หลบเลี่ยง เขาก้มตัวต่ำลงเล็กน้อย ใช้ข้อศอกกระแทกเข้าที่ซี่โครงของศัตรูอย่างแม่นยำ เสียงกระดูกหักดังกร๊อบสนั่น ตามด้วยเสียงร้องโหยหวน แต่วินาทีนั้น มือสังหารอีกสามคนก็ดาหน้าเข้ามาพร้อมกัน อาวุธลับนับส่มเล่มพุ่งเข้าใส่จุดตายทุกตารางนิ้ว
"หลี่เฉิน ระวังข้างหลัง!"
เสียงตะโกนก้องพร้อมกับประกายกระบี่สีเงินยวดยิ่งที่สว่างวาบ ไป๋ฮ่าวทะยานร่างเข้ามาดั่งสายลมกระบี่ ปัดป้องอาวุธลับเหล่านั้นจนร่วงหล่นกราวพราว สหายรักทั้งสองยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของทั้งคู่ แม้สถานการณ์จะคับขันปานใด แต่มิตรภาพของลูกผู้ชายหาได้สั่นคลอนไม่
"เจ้าช้าไปก้าวหนึ่งนะไป๋ฮ่าว" หลี่เฉินกล่าวติดตลกท่ามกลางห้วงเวลาแห่งความเป็นความตาย
"ข้าแค่แวะชมฝีมือการรำมวยของเจ้าต่างหาก เลิกคุยโม้แล้วปิดฉากมันเถอะสหาย" ไป๋ฮ่าวหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพุ่งตัวออกไปสกัดกั้นกำลังเสริมของพรรคมารทางด้านซ้าย เปิดทางให้หลี่เฉินเผชิญหน้ากับหัวหน้ามือสังหารแบบตัวต่อตัว
หลี่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก
นี่คือช่วงเวลาแห่งการตัดสิน เขาหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อรวบรวมสมาธิ ไม่ใช่เพียงแค่พลังปราณภายนอก หากแต่เป็นการผสาน "พลังใจ" อันแน่วแน่เข้ากับวิชาหมัดมวยที่ร่ำเรียนมา ภาพความแค้น ความเจ็บปวด และความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผู้บริสุทธิ์หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในจิตวิญญาณ
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของหลี่เฉินเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งเปลวเพลิงแห่งสุริยัน
"หมัดเพลิงคลั่ง... ทลายสวรรค์!"
หลี่เฉินคำรามก้องฟ้า หมัดขวาถูกชกออกไปอย่างช้าๆ แต่ทว่ากลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนอากาศรอบบริเวณสั่นสะเทือน หมัดนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พละกำลัง แต่มันอัดแน่นด้วยจิตวิญญาณอันร้อนแรงไร้ขีดจำกัด ปราณเพลิงสีทองสว่างวาบขึ้นราวกับดวงอาทิตย์ขนาดย่อมระเบิดออกกลางวงล้อม
ตูมมมม!
คลื่นกระแทกมหาศาลแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง หัวหน้ามือสังหารที่ยกเคียวขึ้นรับแทบไม่ทัน เมื่อปะทะเข้ากับหมัดนี้ ใบหน้าของมันก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือด แขนทั้งสองข้างแหลกละเอียดในชั่วพริบตา แรงระเบิดจากหมัดเพลิงคลั่งแผดเผาร่างของมันจนสลายกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตาเดียว และไม่หยุดเพียงแค่นั้น คลื่นพลังยังกวาดล้างเหล่ามือสังหารที่เหลือจนกระเด็นกระดอน กระอักเลือดออกมาเป็นคำโต นอนแน่นิ่งไปกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงต่อสู้
ความเงียบงันเข้าปกคลุมหุบเขาอเวจีชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของเปลวเพลิงที่ยังคงลุกไหม้อยู่บนซากปรักหักพัง
หลี่เฉินยืนหอบหายใจอยู่ท่ามกลางซากศพของศัตรู ร่างกายแทบไม่เหลือแรงจะก้าวเดิน แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม ไป๋ฮ่าวรีบวิ่งเข้ามาประคองสหายรักไว้ ใบหน้าของคุณชายตระกูลใหญ่เต็มไปด้วยความทึ่งและโล่งอก
"เจ้าทำได้จริงๆ หลี่เฉิน หมัดเพลิงคลั่งของเจ้านับวันยิ่งน่ากลัวขึ้นทุกที" ไป๋ฮ่าวกล่าวชื่นชมด้วยความจริงใจ
หลี่เฉินยิ้มจางๆ พลางส่ายหัวเบาๆ "หากไม่ได้เจ้าช่วยคุ้มกันหลังให้ ข้าคงไม่สามารถรวบรวมสมาธิใช้กระบวนท่านี้ได้สำเร็จ... เราชนะแล้วไป๋ฮ่าว พรรคมารพวกนี้คงไม่กล้าส่งคนมาขัดขวางเราอีกพักใหญ่"
ทว่า... ในวินาทีที่ความโล่งใจกำลังแผ่ซ่านไปทั่วร่างของทั้งสองคนนั้นเอง
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เสียงปรบมือดังแผ่วเบามาจากความมืดมิดเบื้องลึกของถ้ำ ร่างในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากอสูรทองคำก้าวออกมาอย่างช้าๆ กลิ่นอายความกดดันระดับที่ทำให้ลมหายใจของหลี่เฉินและไป๋ฮ่าวแทบหยุดเต้นแผ่ซ่านออกมาจากร่างนั้น
"ยอดเยี่ยม... ช่างเป็นหมัดเพลิงที่งดงามเสียจริง ศิษย์หลานตัวน้อยของข้า" น้ำเสียงเยียบเย็นดั่งมาจากขุมนรกเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่หน้ากากอสูรถูกถอดออก เผยให้เห็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของบุคคลที่พวกเขานึกไม่ถึงที่สุด—ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักเงาโลหิต ผู้ทรยศที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 21
หมัดเพลิงคลั่ง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!