"สุนัขรับใช้จากแดนทมิฬ... ช่างขยันขันแข็งเสียจริง ต่อให้พวกเจ้ามามากกว่านี้อีกร้อยคน เลือดบนยอดไม้เหล่านี้ก็ยังน้อยเกินไปที่จะล้างมลทินให้สำนักตระกูลไป๋!"
น้ำเสียงของไป๋ฮ่าวไม่ได้ดังลั่นราวกับฟ้าผ่า แต่มันกลับเยือกเย็นและบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวกระดูก ด้ามกระบี่หยกขาวในมือสั่นระริกด้วยแรงกดดันจากลมปราณที่ถูกรีดเค้นจนถึงขีดสุด ประกายแสงสีฟ้าครามแผ่ซ่านออกมารอบกายจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ารอบบริเวณระเหยเป็นไอขาวโพลนในพริบตา
หลี่เฉินไม่ได้ขยับกายถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว สัญชาตญาณดิบเถื่อนของนักสู้บอกเขาว่าเงาดำเบื้องบนเหล่านั้นไม่ใช่ มือสังหารไก่กา สحรภาพที่แผ่ออกมาคือกลิ่นอายคาวเลือดที่สั่งสมจากการฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน ดวงตาคมกริบของเด็กหนุ่มหรี่ลง จิตวิญญาณแห่งหมัดมวยร่ำร้องให้ออกหมัด หมัดที่พร้อมจะบดขยี้กระดูกและอวัยวะภายในของศัตรูให้แหลกเป็นจุล
"ระวังตัวด้วย ไป๋ฮ่าว พวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจา" หลี่เฉินเอ่ยเสียงต่ำ มือขวาเอื้อมไปกุมหมัดแน่นจนข้อต่อลั่นกรอบ ลมปราณเก้าสุริยันในร่างหมุนวนราวกับกระแสน้ำวนในมหาสมุทร ร้อนระอุและทรงพลังจนเสื้อผ้าบริเวณไหล่สะบัดพับๆ ตามแรงกดดัน
*ฟรึบ!*
เงาดำร่างแรกพุ่งแหวกอากาศลงมาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ปลายกระบี่สีนิลกาฬพุ่งตรงมายังจุดตายกลางหว่างคิ้วของหลี่เฉินอย่างไร้ความปรานี มันไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีคำขู่ มีเพียงความตายที่พุ่งตรงเข้ามาทักทาย
แต่หลี่เฉินหาได้ตระหนกไม่ เขาย่อเข่าลงเล็กน้อย สะโพกบิดเกลียวส่งแรงจากพื้นดินขึ้นสู่หัวไหล่ ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่จวนเจียนจะถึงตัว หมัดขวาของเขาก็ระเบิดออกไป!
*เปรี้ยง!*
เสียงปะทะกันระหว่างเนื้อหนังและเหล็กกล้าดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกจากการปะทะสร้างคลื่นกระแสลมกระจายออกเป็นวงกว้าง หญ้าคาและกิ่งไม้รอบรัศมีสิบวาขาดสะบั้นลงในพริบตา นักฆ่าชุดดำผู้นั้นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงยามเมื่อพบว่า แรงหมัดของเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ด้อยไปกว่าค้อนเหล็กยักษ์ มันทะลวงผ่านลมปราณคุ้มกายของมันเข้ามา กระดูกข้อมือของมันหักละเอียดส่งเสียงดังกร๊อบ ร่างทั้งร่างกระเด็นย้อนกลับไปปักคาต้นไม้ใหญ่เบื้องหลังอย่างน่าอนาถ
ในเวลาเดียวกัน ประกายกระบี่สีฟ้าครามของไป๋ฮ้าวก็นำพาความตายมาสู่เงาดำอีกสองร่างที่เหลือ เขาวาดกระบี่เป็นวงโค้งงดงามราวกับจันทร์เสี้ยว ทว่าดุดันไร้ช่องโหว่ ร่างของนักฆ่าทั้งสองแยกออกเป็นสองท่อนกลางอากาศ เลือดสดๆ พร่างพรมลงสู่พื้นดินราวกับสายฝนสีชาด
การต่อสู้จบลงเร็วยิ่งกว่าชั่วพริบตา ทว่าลมหายใจของทั้งสองคนกลับหอบกระชั้นเล็กน้อย
ไป๋ฮ่าวยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าตวัดกระบี่เก็บเข้าฝัก นัยน์ตาคู่คมมองศพที่นอนเกลื่อนกลาดเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผากเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองสหายรัก
"ฝีมือของเจ้ารุดหน้าไปอีกขั้นแล้ว หลี่เฉิน หมัดทะลวงภูผานี้ เกรงว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของพรรคมารก็คงรับมือได้ไม่เกินสามกระบวนท่า" ไป๋ฮ่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม เจือรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
"อย่าเพิ่งชมกันเลย ไป๋ฮ่าว" หลี่เฉินสบัดหมัดไล่เศษเลือดออกเบื้องข้าง ดวงตายังคงกวาดมองไปรอบทิศทางด้วยความระแวง "พวกมันเป็นแค่หน่วยสอดแนมหรือเหยื่อล่อเท่านั้น ตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังกำลังรอจังหวะที่เราเผลอต่างหาก... ว่าแต่ เจ้าบอกว่ามีเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับพรรคมารในเมืองหลวงเสือขาว มันคืออะไรกันแน่?"
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงบลง ความตึงเครียดจากการต่อสู้เมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความกดดันระลอกใหม่ ไป๋ฮ่าวถอนหายใจยาวเหยียด เขาเดินเข้าไปใกล้สหายรัก ลดเสียงลงกระซิบราวกับกลัวว่าต้นไม้ใบหญ้าจะล่วงรู้ความลับนี้
"เมืองหลวงเสือขาวไม่ได้สงบสุขอย่างที่เจ้าคิด หลี่เฉิน" ไป๋ฮ่าวเริ่มกล่าว สีหน้าเคร่งเครียดจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ตระกูลไป๋ของข้าได้รับรายงานลับจากสายลับในหอคอยทมิฬ ว่าด้วยเรื่องการเคลื่อนไหวของ 'สี่จตุรเทพโลกันตร์' หนึ่งในนั้น... กำลังแฝงตัวอยู่เบื้องหลังอำนาจมืดของสำนักคุ้มภัยพยัคฆ์คำรามในเมืองหลวง"
หลี่เฉินคิ้วขมวดเข้าหากันทันที "สำนักคุ้มภัยพยัคฆ์คำราม? สำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงด้านคุณธรรมความยุติธรรมนั่นน่ะหรือ? พวกมันกล้าซุกซ่อนคนของพรรคมารเชียวรึ!"
"ถูกต้อง" ไป๋ฮ่าวพยักหน้ารับหนักแน่น นัยน์ตาสعาดประกายวับวาวด้วยความแค้นที่ถูกกดทับไว้ "ไม่ใช่แค่ซุกซ่อนธรรมดา แต่พวกมันกำลังร่วมมือกันกวาดล้างสำนักยุทธภพฝ่ายคุณธรรมที่ปฏิเสธจะสวามิภักดิ์ต่อจอมมารอัคคีโลกันตร์ เป้าหมายต่อไปของพวกมัน... คือการจัดงานชุมนุมยุทธภพในอีกสามวันข้างหน้า เพื่อบังคับให้ทุกสำนักก้มหัวให้กับพรรคมาร และถ้าใครขัดขืน มันจะใช้โอกาสนั้นสังหารล้างโคตรให้สิ้นซาก"
กำปั้นของหลี่เฉินกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความทรงจำอันเลวร้ายในวันที่สำนักของเขาถูกเผาทำลายผุดขึ้นมาในหัวราวกับภาพฉายซ้ำ ความแค้นสุมอกจนลมปราณในร่างปั่นป่วนเกือบควบคุมไม่อยู่
"สามวัน... หึ ดี!" หลี่เฉินเค้นเสียงลอดไรฟัน รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากร่างไม่แพ้ไป๋ฮ่าวเมื่อครู่ "ในเมื่อพวกมันกล้าเอาชีวิตผู้บริสุทธิ์มาเป็นเครื่องมือเพื่ออำนาจ ข้า หลี่เฉินนี่แหละ จะใช้สองหมัดนี้ไปทวงความยุติธรรมให้สาสม!"
ไป๋ฮ่าวตบบ่าสหายรักเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ "ข้าจะเคียงข้างเจ้า ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยภูเขาไฟหรือทะเลเพลิง ข้า ไป๋ฮ่าว จะใช้กระบี่เล่มนี้เปิดทางให้เจ้าไปถึงตัวจอมมารอัคคีโลกันตร์เอง"
มิตรภาพของลูกผู้ชายถูกหล่อหลอมด้วยความตายและอุดมการณ์ ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังวางแผนการบุกเข้าเมืองหลวงเสือขาวอยู่นั้น ลมยามวิกาลก็พัดวูบผ่านร่าง เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับขนนกก็ดังขึ้นจากด้านหลัง โดยที่พวกเขาไม่ทันได้ระวังตัว
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เสียงปรบมือสามครั้งดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ตามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังจนทำให้โลหิตในกายของหลี่เฉินและไป๋ฮ่าวเกือบหยุดไหล
"ช่างเป็นมิตรภาพที่น่าซาบซึ้งใจเสียจริง... เด็กน้อยทั้งสอง พวกเจ้าคิดว่าเมืองหลวงเสือขาวเป็นสวนหลังบ้านของพวกเจ้าหรืออย่างไร ถึงได้กล้าเอ่ยวาจาบังอาจว่าจะไปเด็ดหัวประมุขพรรคมาร?"
ทั้งคู่หันขวับกลับไปมองต้นเสียงพร้อมกันอย่างตกใจ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ เมื่อพบว่าบนกิ่งไม้สูงเหนือศีรษะ ปรากฏร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาเข้มผู้หนึ่ง ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งถูกสวมหน้ากากกระดูกสัตว์ประหลาด ดวงตาข้างที่มองเห็นเปล่งประกายสีแดงฉานราวกับสัตว์ร้ายในตำนาน และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... กระบี่ในมือของชายชราผู้นั้น อาบย้อมไปด้วยโลหิตที่ยังคงหยดติ๋งๆ ลงสู่พื้นดิน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับตัวละครทุกท่านด้วยกันเสมอนะครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 5
เบาะแสแรกสู่พรรคมาร
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!