คราบโลหิตบนกระดาษสาแผ่นเก่าไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม หยดเลือดที่แห้งกรังของผู้อาวุโสหม่ากลับส่งกลิ่นอายอับชื้นและคาวคลุ้ง ราวกับดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับยังคงสถิตอยู่บนตัวอักษรทุกบรรทัด หลี่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบของถ้ำเร้นลับ แสงคบเพลิงวูบวาบสาดส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นและความมุ่งมั่น ดวงตาคู่คมจดจ้องมองจดหมายฉบับสุดท้ายที่อาจารย์ทิ้งไว้ก่อนลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะดับลง
"เจ้าเด็กโง่... หากเจ้ายังคิดเอาชีวิตไปแลกกับพวกมันด้วยความแค้นระดับนี้ ต่อให้เจ้าฝึกฝนอีกสิบชาติ ก็ไม่มีวันก้าวข้ามเงาของจอมมารอัคคีโลกันตร์ได้หรอก"
เสียงก้องกังวานในความทรงจำยังคงบาดลึกในหัวใจ หลี่เฉินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อฝ่ามือ โลหิตสีแดงฉานซึมไหลออกมาผสมกับหยดเหงื่อ แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความร้าวรานในอก สำนักวิชาที่บรรพบุรุษสั่งสมมาหลายชั่วอายุคนถูกเผาทำลายในชั่วข้ามคืน อาจารย์ผู้มีพระคุณต้องมาสิ้นชีพต่อหน้าต่อตา ความอัปยศนี้คงมีแต่เลือดของศัตรูเท่านั้นที่ชำระล้างได้
"หลี่เฉิน..."
เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลดังขึ้นจากปากถ้ำ ไป๋ฮ่าว ศาสตราจารย์หนุ่มผู้เป็นสหายตายเกิด ก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ มือข้างหนึ่งถือขวดสุรา อีกมือถือกระบี่ประจำกาย ดวงตาคมกริบกวาดมองเพื่อนสนทรท่ามกลางบรรยากาศที่กดดัน "ข้างนอกพรรคมารเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ข่าวการตายของรองประมุขพวกมันทำให้พวกมันส่งมือสังหารระดับสูงเข้ามาคุมพื้นที่รอบป่าร้อยอสูร เรามีเวลาไม่มากนัก"
หลี่เฉินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาสะท้อนประกายความดุดดัน "ปล่อยให้มันมา ข้ากำลังรอโอกาสนี้อยู่พอดี"
ไป๋ฮ่าวถอนหายใจยาวนาน ยื่นขวดสุราให้เพื่อนรักก่อนจะพิงกายกับผนังถ้ำ "ความแค้นเป็นแรงผลักดันที่ดี แต่ถ้ามันร้อนรนเกินไป เปลวไฟนั้นจะเผาผลาญตัวเจ้าเองก่อนที่จะได้แผดเผา kẻ thù (ศัตรู) เจ้าจำคำที่ข้าเคยบอกได้ไหม? กระบี่ที่คมกริบที่สุด ไม่ใช่กระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือกระบี่ที่นิ่งสงบที่สุดต่างหาก"
หลี่เฉินรับขวดสุรามา แต่ไม่ได้ดื่ม เขาวางมันลงข้างตัวอย่างระมัดระวัง ก่อนจะคลี่กระดาษสาแผ่นนั้นออกจนสุด ลายมืออันทรงพลังของอาจารย์ปรากฏภาพร่างของกระบวนท่าหมัดที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่กระบวนท่าโจมตีที่รุนแรงและตรงไปตรงมาเหมือนที่เขาเคยเรียนมาตลอดชีวิต แต่เป็นเส้นสายที่อ่อนช้อย วกวน และซับซ้อนราวกับสายน้ำที่ไหลวนในหุบเขา
"นี่คือ... 'คัมภีร์หมัดพยัคฆ์คำราม' ขั้นสูงสุดที่อาจารย์ไม่เคยสอนข้า" หลี่เฉินพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื่นตะลึง
ไป๋ฮ่าวโน้มตัวเข้ามาใกล้ เพ่งพินิจลายเส้นบนกระดาษ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "วิชานี้... ข้าเคยได้ยินแต่ในตำนาน เขาว่ากันว่าเป็นวิหาที่หลอมรวมความดุดันของพยัคฆ์เข้ากับความนุ่มนวลของลมปราณธรรมชาติ ผู้ฝึกจะต้องไม่ใช้พละกำลังเข้าหักหาญ แต่ต้องใช้จิตใจที่สงบนิ่งควบคุมพลังภายในให้เคลื่อนไหวเหมือนเสือดาวซุ่มซ่อนในพงหญ้า ก่อนจะระเบิดออกในชั่วพริบตาเดียว!"
"ถูกต้อง..." หลี่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก3 เพื่อตั้งสติ ปิดเปลือกตาลงแล้วจดจำภาพทุกเส้นสายในกระดาษลงไปในห้วงความคิด "ข้าเข้าใจแล้วที่ผ่านมา ข้าใช้หมัดด้วยความโกรธเกรี้ยว ทำให้พลังกระจายซ่านและสูญเสียความแม่นยำ หมัดของข้าจึงเป็นเพียงแค่การระบายอารมณ์ ไม่ใช่ศิลปะแห่งการสังหาร"
ทันใดนั้น หลี่เฉินก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังลมปราณสีทองจางๆ แผ่ซ่านออกจากร่างจนเส้นผมและชายเสื้อสะบัดพริ้วตามแรงกดดัน ไป๋ฮ่าวถอยหลังออกไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ ประกายตาของสหายรักในยามนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีแววตาของเด็กหนุ่มผู้เร่าร้อนอีกต่อไป มีเพียงความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในคืนเดือนมืด แต่อัดแน่นด้วยพลังอันตรายที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
หลี่เฉินก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ทรวงอกยุบพองตามจังหวะการหายใจเข้าออกลึกยาว ท่าทางเริ่มต้นดูผ่อนคลายราวกับเสือโคร่งนอนพักผ่อนใต้ร่มไม้ แต่กล้ามเนื้อทุกมัดกลับตึงเครียดและพร้อมระเบิดพลังงานมหาศาล
*ฮูมมม—!*
เสียงคำรามต่ำในลำคอของหลี่เฉินดังสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำ ลมปราณรอบตัวหมุนวนกลายเป็นเกลียวคลื่นสีขาวโพลน ฝ่ามือข้างขวาถูกกำเป็นหมัดช้าๆ แต่ละนิ้วที่กำเข้าหากันสร้างเสียงกรอบแกรบของอากาศที่ถูกบีบอัดจนแตกสลาย นี่ไม่ใช่กระบวนท่าธรรมดา แต่มันคือการดึงเอาพลังธรรมชาติรอบตัวมาหลอมรวมกับกระดูกและโลหิตของตนเอง
ไป๋ฮ่าวจ้องมองด้วยความทึ่ง กระบี่ในฝักสั่นระริกราวกับตอบสนองต่อแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของสหาย "ช่างน่ากลัวนัก... เพียงแค่เริ่มต้นฝึกฝน พลังลมปราณของเขาก็สามารถสะเทือนหินผารอบด้านได้ถึงเพียงนี้แล้ว"
หลี่เฉินไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป โลกทั้งใบในตอนนี้เหลือเพียงตัวเขา ลมหายใจ และวิถีของหมัด เขาเริ่มขยับร่างกายช้าๆ ทรวดทรงการเคลื่อนไหวมีความลื่นไหลราวกับสายน้ำ แต่ละหมัดที่ชกออกไปในอากาศสร้างเสียงแหวกอากาศที่แหลมคมราวกับใบมีด
*ฟึบ! ซูม!*
หมัดแรกพุ่งออกไปเบาหวิวราวกับขนนก แต่เมื่อกระทบกับก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกเข้าไปในถ้ำ กลับไม่มีเสียงกระแทกดังสนั่น มีเพียงรอยร้าวสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นกลางก้อนหิน ก่อนที่มันจะสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตาเดียว!
วิชานี้ไม่ได้ทำลายภายนอก แต่มันแทรกซึมเข้าไปทำลายจุดศูนย์กลางของเป้าหมายจากภายใน!
หลี่เฉินลืมตาขึ้น ประกายแสงสีทองวาบผ่านนัยน์ตาคู่คม เขายกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย ความเจ็บปวดจากแผลเก่าและความแค้นถูกหลอมรวมกลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่สมบูรณ์แบบ เขากำหมัดแน่นขึ้นอีกครั้ง รู้สึกได้ถึงพลังที่เอ่อล้นทะลักทะลายอยู่ในเส้นชีพจร
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดและทรงพลังถึงขีดสุดนั้นเอง...
*ติ๋ง...*
เสียงหยดน้ำกระทบพื้นหินดังขึ้นเบาๆ แต่กลับสะท้อนก้องกังวานในโสตประสาทของทั้งสองคนอย่างชัดเจน ไป๋ฮ่าวขมวดคิ้วมุ่นทันที มือข้างที่จับด้ามกระบี่ชักออกมาครึ่งนิ้ว บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความร้อนแรงของลมปราณเป็นความเยือกเย็นยะเยือกในเสี้ยววินาที
กลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งกำลังคืบคลานเข้ามาทางปากถ้ำ—กลิ่นอายของโลหิตและความตายที่พวกเขาจดจำได้ไม่มีวันลืม
หลี่เฉินหันขวับไปมองที่ทางเข้าถ้ำทันที เงาดำสายหนึ่งทาบทับลงบนแสงคบเพลิง ร่างของชายชุดดำสวมหน้ากากรูปอสูรปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชเชียบ มือข้างหนึ่งถือป้ายคำสั่งสีเลือดของพรรคมาร และอีกมือหนึ่ง... กำลังลากร่างที่ไร้ลมหายใจขององครักษ์ตระกูลไป๋เข้ามาโยนไว้แทบเท้าของพวกเขา!
"พวกเจ้า... หนีไม่พ้นหรอก" เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหะดังลอดออกมาจากหน้ากากอสูร พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความมืด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับตัวละครทุกท่านด้วยกันเสมอนะครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 6
คัมภีร์หมัดพยัคฆ์คำราม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!