พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 31

การเสียสละของเหล่าสหาย

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งหนาแน่นจนแทบจะเคี้ยวได้ แสงไฟสีชาดจากกองเพลิงที่โหมกระหน่ำเผาผลาญศาลาแปดเหลี่ยมทิศประจิม สะท้อนเข้าสู่ดวงตาที่แดงก่ำของหลี่เฉิน มันไม่ใช่แสงอันอบอุ่น แต่เป็นเปลวเพลิงแห่งความตายที่ถูกจุดขึ้นด้วยเล่ห์กลอันชั่วช้าของพรรคมาร "อย่า... ถอยแม้แต่ก้าวเดียว!" เสียงคำรามแหบพร่าด้วยแรงอัดอั้นของ "จ้าวเฟิง" ผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์ดังขึ้นท่ามกลางเสียงระเบิดตูมตาม ร่างที่เคยองอาจน่าเกรงขามบัดนี้อาบย้อมไปด้วยโลหิตสีดำคล้ำ พิษร้ายจาก "อัคคีโลกันตร์กลืนวิญญาณ" กำลังกัดกินเส้นชีพจรและอวัยวะภายในของเขาอย่างช้าๆ แต่ทว่าแววตาของผู้อาวุโสกลับปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกสิ่งไปพร้อมกับศัตรูเบื้องหน้า ไป๋ฮ่าวตวัดกระบี่ประจำกาย "วายุหิมะ" ออกเป็นวงโค้งประกายแสงสีฟ้าจัดกัดกร้านความมืด ปลายกระบี่สั่นระริกด้วยแรงสะท้อนจากการรับมือยอดฝีมือฝ่ายมารนับสิบที่ล้อมกรอบเข้ามา เขากัดฟันแน่นจนมุมปากมีคราบเลือดซึมออกมา สายตาคมกริบมองไปยังค่ายกลพิษรอบด้านที่ถูกกางกั้นขึ้นอย่างแยบยล "พวกมันไม่ได้คิดจะสู้แบบลูกผู้ชายแต่แรกแล้ว หลี่เฉิน!" ไป๋ฮ่าวตะโกนฝ่าเสียงลมพายุเพลิง "ค่ายกลนี้ถูกเคลือบด้วยพิษสลายปราณ สามก้านธูปผ่านไป พลังภายในของพวกเราจะสูญสลายจนหมดสิ้น!" หลี่เฉินไม่ตอบคำถาม มือทั้งสองข้างที่กำหมัดแน่นสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามลำแขนจนน่ากลัว วิชา "หมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้า" ที่ฝึกปรือมาอย่างหนักหน่วงกำลังร่ำร้องหาการปลดปล่อย แต่ทว่า... รอบตัวพวกเขากลับเต็มไปด้วยกับดักและแผนลวงที่ศัตรูตระเตรียมไว้ต้อนรับ กลิ่นอายของความตายคืบคลานเข้ามาทุกขณะ ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน กองกำลังฝ่ายคุณธรรมนำโดยหลี่เฉินและไป๋ฮ่าว ได้รับข่าวกรองว่ากองกำลังหลักของพรรคมารซ่อนตัวอยู่ ณ หุบเขาอัคคีทมิฬ พวกเขาจึงเร่งรุดเข้ามาเพื่อหมายจะปิดบัญชีความแค้นครั้งเก่า แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่า เบื้องหลังความเงียบงันนั้นคือหลุมพรางขนาดใหญ่ ที่ซึ่งศัตรูยอมใช้สมุนนับร้อยเป็นเหยื่อล่อ เพื่อรอจังหวะที่พวกเขาก้าวเข้าสู่ใจกลางค่ายกลพิษ ตูม! เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวอีกระลอก พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน ร่างของศิษย์สำนักเดียวกันสามคนปลิวละลิ่วกระเด็นออกไปกระแทกกับผนังหิน กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโตก่อนจะสิ้นใจตายคาที่โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร่ำลา ดวงตาของคนทั้งสามเบิกค้างด้วยความแค้นเคือง "ไอ้พวกมารสารเลว!" หลี่เฉินคำรามลั่นราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่ถูกต้อนจนมุม ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปดุจลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง หมัดขวาอัดแน่นด้วยพลังปราณแท้จริงซัดเข้าใส่กลางอกของยอดฝีมือพรรคมารผู้หนึ่งที่กำลังเงื้อดาบหมายปลิดชีพอ่อนแอ เปรี้ยง! แรงกระแทกมหาศาลส่งผลให้อกของศัตรูยุบลงไปทันที กระดูกแหลกละเอียดจนทะลุหลัง ร่างนั้นกระเด็นลอยละลิ่วไปชนเข้ากับเสาหินจนหักโค่น แต่ทว่า... ชัยชนะชั่วพริบตานี้กลับแลกมาด้วยช่องว่างมหาศาล เงาร่างสีดำทมิฬสามสายพุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับประกายแสงสีเขียวมรกตจากซัดอัคคีพิษที่พุ่งตรงไปยังจุดตายของไป๋ฮ่าว ผู้ซึ่งกำลังติดพันอยู่กับการรับมือคู่อริระดับยอดฝีมือ "ระวัง!" จ้าวเฟิงผู้อาวุโสแผดเสียงก้อง ทะยานร่างเข้าขวางวิถีซัดอัคคีพิษนั้นด้วยความเร็วที่เหนือกว่าปกติ ปราณคุ้มกายถูกรีดเค้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงเนื้อกระทบกับวัตถุแหลมคมดังขึ้นอย่างน่าสยดสยอง ซัดพิษเล่มนั้นฝังลึกเข้ากลางแผ่นหลังของจ้าวเฟิง ทะลุผ่านเกราะหนังอสูรโลหิตที่สวมใส่ไว้ "ผู้อาวุโส!" ไป๋ฮ่าวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง กระบี่ในมือเกือบหลุดร่วง ร่างของจ้าวเฟิงทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ดินบริเวณนั้นย้อมเป็นสีดำคล้ำทันทีด้วยพิษร้ายที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลัง เลือดสีดำไหลทะลักออกจากปากของเขาไม่ขาดสาย แต่ใบหน้าของผู้อาวุโสชรากลับแย้มยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก สายตาที่ฝ้าฟางมองตรงมายังหลี่เฉินและไป๋ฮ่าว "ข้า... แก่แล้ว..." จ้าวเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงขาดห้วง ลมหายใจรวยรินแต่หนักแน่น "เส้นทางของข้าสิ้นสุดเพียงเท่านี้... แต่พวกเจ้า... ยังมีอนาคตที่ต้องแบกรับ... ความแค้นของสำนัก... และความหวังของยุทธภพ..." "ท่านผู้อาวุโส อย่าพูดอะไรตอนนี้เลย ข้าจะถ่ายทอดพลังปราณรักษาท่านเอง!" หลี่เฉินทรุดตัวลงคุกเข่าข้างกาย มือสั่นเทาเอื้อมไปแตะชีพจรที่เต้นแผ่วเบาของอีกฝ่าย ทว่าสิ่งที่เขาสัมผัสได้มีเพียงความเย็นเยียบที่แผ่ขยายออกไปทุกที จ้าวเฟิงส่ายศีรษะช้าๆ มือเหี่ยวย่นเอื้อมขึ้นมาคว้าข้อมือของหลี่เฉินไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แรงเฮือกสุดท้ายถูกส่งผ่านปลายนิ้ว "อย่าเสียเวลา... กับคนใกล้ตาย... ฟังให้ดี... ค่ายกลนี้มีจุดอ่อนอยู่ที่... แท่นหินศิลาโลหิต... ทางทิศบูรพา... มีเพียงการทำลายจุดนั้น... พวกเจ้าถึงจะรอดออกไปได้..." "แต่ถ้าพวกเราทำลายแท่นหิน... แล้วท่านล่ะ?" ไป๋ฮ่าวถามเสียงสั่นเครือ น้ำตาแห่งลูกผู้ชายเอ่อคลอเบ้าตา จ้าวเฟิงหัวเราะร่าออกมาเสียงแหบพร่า แม้จะมีเลือดสำลักออกมาตามไรฟัน "คนแก่เช่นข้า... อยู่มานานเกินพอแล้ว... การได้ตายในศึกเช่นนี้... ดีกว่านอนตายบนเตียงเป็นไหนๆ... ไป... รีบไปซะ! หากช้ากว่านี้... จะไม่มีใครเหลือรอดไปบอกความจริงแก่ยุทธภพ!" สิ้นคำพูดนั้น แววตาของจ้าวเฟิงก็ทอประกายดุดันขึ้นมาฉับพลัน พลังปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดในร่างกายถูกรวบรวมไว้ที่จุดตันtian (ตันเถียน) จนเกิดเสียงคำรามก้องราวกับฟ้าผ่า ร่างกายของชราภาพเริ่มพองขยายขึ้นด้วยออร่าสีแดงเพลิงที่ร้อนแรงและอันตรายยิ่ง "ผู้อาวุโส! ท่านจะทำอะไร!?" หลี่เฉินตะโกนสุดเสียง หัวใจหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่มเมื่อรับรู้ถึงเจตจำนงอันเด็ดเดี่ยวของอีกฝ่าย "ข้าจะเปิดทางให้พวกเจ้า... จงมีชีวิตรอดต่อไป... เพื่อทวงความยุติธรรม!" ตูมมมมมมม! เสียงระเบิดกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งหุบเขา คลื่นกระแทกมหาศาลแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง กลืนกินร่างของศัตรูพรรคมารนับสิบคนที่อยู่รายรอบให้แหลกสลายกลายเป็นจุลไปพร้อมกับร่างของจ้าวเฟิง แรงระเบิดนั้นรุนแรงจนทำให้ค่ายกลพิษสั่นคลอนและเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นทันที เศษหินและฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ความร้อนระอุแผดเผาผิวหนังจนแสบร้อน หลี่เฉินและไป๋ฮ่าวถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว ร่างทั้งร่างกระแทกเข้ากับผนังหินอย่างแรงจนกระอักเลือดออกมาทั้งคู่ ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางซากปรักหักพังและควันไฟที่ยังคงคุกกรุ่น หลี่เฉินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดผสมผสานกับความแค้นที่สุมอกจนแทบระเบิด ภาพของผู้อาวุโสผู้เสียสละยังคงติดตา "ไป๋ฮ่าว... ลุกขึ้น!" หลี่เฉินตวาดเสียงกร้าว หันไปมองสหายรักที่กำลังพยุงร่างลุกขึ้นด้วยสีหน้าซีดเผือด ไป๋ฮ่าวเช็ดเลือดที่มุมปาก ดวงตาสคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน "ข้าไหว... ทิศบูรพา... แท่นหินศิลาโลหิตสินะ!" ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะพุ่งทะยานไปยังทิศทางที่จ้าวเฟิงชี้แนะ บรรยากาศรอบกายก็พลันหนתทึบขึ้นอย่างฉับพลัน อุณหภูมิลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว กลิ่นอายความกดดันระดับยอดฝีมือขั้นสูงสุดแผ่ซ่านกดทับลงมาจากเบื้องบน ราวกับภูเขาขนาดยักษ์ตกลงมาทับร่าง เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกควันไฟ ร่างนั้นสวมใส่ชุดคลุมสีดำสนิทปักลายเปลวเพลิงสีทอง ใบหน้าสวมหน้ากากครึ่งซีกรูปอสูรโลหิต ดวงตาคู่หนึ่งที่มองลอดออกมาจากหน้ากากคู่นั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำมหิต "คิดว่าจะหนีพ้นอย่างนั้นหรือ... เจ้าหนูหลี่เฉิน" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของปีศาจร้ายจากขุมนรกดังขึ้นสะท้อนก้องในโสตประสาท หลี่เฉินและไป๋ฮ่าวชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงตัวตนที่แท้จริงของบุคคลผู้มาใหม่ ประมุขพรรคมาร... จอมมารอัคคีโลกันตร์ ปรากฏกายขึ้นด้วยตนเองแล้ว! และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ ในมือข้างซ้ายของมัน กำลังลากร่างที่โชกเลือดของ "มู่หลาน" หญิงสาวผู้เป็นสหายร่วมสำนักอีกคนหนึ่ง ที่ถูกจับตัวไปเมื่อตอนที่ค่ายกลเริ่มทำงาน... ร่างนั้นแน่นิ่งและแทบไม่มีลมหายใจแล้ว! — ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%