คราบโลหิตบนใบหน้าของหลี่เฉินไม่ได้มาจากบาดแผลของตนเอง หากแต่เป็นหยาดหยดแห่งความตายจากศัตรูคนที่สิบเจ็ดที่เพิ่งล้มลงเบื้องเท้า
"พวกมันระลอกใหม่มาแล้ว!"
เสียงตะโกนแหบพร่าของไป๋ฮ่าวแว่วมาจากแนวกำแพงหินศิลาที่แตกละเอียด สหายรักในชุดอาภรณ์สีขาวบัดนี้อาบย้อมไปด้วยสีชาด กระบี่ในมือขวาพาดผ่านไหล่ด้วยอาการสั่นเทาเล็กน้อยจากการใช้พลังปราณเกินขีดจำกัด ทว่าแววตาของบุรุษตระกูลไป๋คู่นั้นยังคงฉายความเด็ดเดี่ยวไม่ต่างจากวันแรกที่พวกเขาสบตากันในสำนักวิชาบู๊
หลี่เฉินสูดลมหายใจลึก กลิ่นคาวเลือดและดินปืนคละคลุ้งจนแสบจมูก เขากำหมัดแน่นจนข้อต่อนิ้วลั่นเปรี๊ยะ พลังลมปราณหมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้าหมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนราวกับพายุคลั่ง ร่างกายที่ผ่านศึกหนักมาตลอดสามวันสามคืนแทบจะแหลกสลาย แต่จิตวิญญาณแห่งลูกผู้ชายกลับปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตา เบื้องหน้าของพวกเขาคือขุนพลมารนับร้อยและกองทัพเดรัจฉานภายใต้สังกัดของจอมมารอัคคีโลกันตร์
ไม่มีหนทางถอยหลังอีกแล้ว ด้านหลังคือหมู่บ้านราษฎรนับร้อยชีวิตที่กำลังอพยพ หากพวกเขาก้าวถอยแม้แต่ก้าวเดียว ประตูบานสุดท้ายแห่งยุทธภพก็จะพังทลายลง
"เจ้าไหวไหม ไป๋ฮ่าว?" หลี่เฉินเอ่ยถามโดยไม่หันไปมอง น้ำเสียงของเขาแหบแห้งแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา
ไป๋ฮ่าวยกยิ้มมุมปาก ยิ้มเยาะที่เปี่ยมด้วยความระห่ำซึ่งหาได้ยากยิ่งจากคุณชายผู้สูงศักดิ์ "ข้ายังไม่อยากตายก่อนจะได้ดื่มสุราหมักปีศาจกับเจ้าที่โรงเตี๊ยมเมืองหลวงหรอกนะ หลี่เฉิน... ลุยกันเถอะ"
สิ้นเสียง ชายหนุ่มทั้งสองก็ทะยานร่างพุ่งเข้าใส่ดงศาสตราวุธดั่งเสือโคร่งโผนทะยานลงสู่ฝูงสุนัขป่า หลี่เฉินระเบิดหมัดกระแทกเข้าที่กลางอกของแม่ทัพมารร่างยักษ์ แรงปะทะสะท้อนเป็นคลื่นกระแทกจนพื้นศิลาเบื้องล่างแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ หมัดแรกผสานพลังปราณมังกรพยัคฆ์ส่งร่างมหึมาลอยละลิ่วกระเด็นไปกระแทกกับแนวค่ายกลจนแหลกเหลวคาที่ ทว่าไม่ทันที่ลมหายใจจะผ่อนคลาย คมดาบโลหิตนับสิบเล่มก็พุ่งตรงเข้ามาจากทุกสารทิศ
แคร้ง! แคร้ง! แคร้ง!
ประกายไฟจากการปะทะสาดกระเซ็นท่ามกลางความมืดมิดของยามสนธยา หลี่เฉินพลิกกายหลบคมดาบอย่างเฉียดฉิว ก่อนจะกวาดขาเตะตัดลำตัวศัตรูอย่างดุร้าย ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่สีข้างถูกความโกรธเกรี้ยวและปณิธานปกป้องผู้บริสุทธิ์กลืนกินจนหมดสิ้น เขารู้ดีว่าเบื้องหลังของเขาคือความหวัง และเบื้องหน้าคืออุปสรรคที่ต้องก้าวข้ามด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ ทุกย่างก้าวที่พวกเขาเหยียบย่ำคือซากศพของศัตรู ทุกเสียงคำรามคือประกาศิตแห่งความตายที่ไม่ยอมสยบให้แก่ความชั่วร้าย
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด บรรยากาศรอบกายพลันเยียบเย็นลงอย่างฉับพลัน ลมพายุหมุนวนหอบเอาเปลวเพลิงสีดำสนิทพาดผ่านท้องนฟ้า ท้องนศิลาที่เคยคละคลุ้งด้วยฝุ่นควันบัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานราวกับโลหิต
เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกเพลิง กลิ่นอายกดดันมหาศาลแผ่ซ่านจนหลี่เฉินและไป๋ฮ่าวถึงกับต้องกระออกเลือดคำโตออกมาพร้อมกัน แรงกดดันระดับนี้... มีเพียงผู้เดียวในใต้หล้าที่ครอบครองมันได้
จอมมารอัคคีโลกันตร์ปรากฏกายขึ้นพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาของมันทอประกายเย้ยหยันมองดูมดปลวกสองตัวที่บังอาจขวางทาง
"พวกเจ้าช่างดื้อรั้นเสียจริง... คิดว่ามดปลวกอย่างพวก A จะต้านทานความตายได้งั้นรึ?" เสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวานเสียดแก้วหู
หลี่เฉินกัดฟันกรอดจนเลือดไหลซึมมุมปาก เขายันกายลุกขึ้นยืนด้วยสองขาที่สั่นเทา ชูหมัดขึ้นชี้หน้าศัตรูตัวฉกาจด้วยแววตาที่ลุกโชนดั่งไฟบรรלטกาล
"ต่อให้ข้าต้องเหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย ข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวผ่านที่นี่ไปแม้แต่ก้าวเดียว!"
ทว่า ในวินาทีที่จอมมารอัคคีโลกันตร์กำลังจะยกมือสะบัดเพลิงสังหารเข้าใส่ร่างของทั้งสอง จู่ๆ บรรยากาศรอบด้านก็เงียบงันลงอย่างประหลาด เสียงฝีเท้าปริศนาดังก้องขึ้นจากด้านหลังของกองทัพมาร เสียงนั้นหนักแน่นราวกับเสียงกลองศึกที่คั่นจังหวะลมหายใจของทุกคนให้หยุดนิ่ง
เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากโลหิต ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และสิ่งที่ทำให้หลี่เฉินต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้น คือดาบในมือของแขกไม่ได้รับเชิญผู้นั้น... มันคือกระบี่ประจำสำนักที่สูญหายไปพร้อมกับความตายของอาจารย์เมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 30
แนวหน้าไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!