“อาจารย์... เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
เสียงอุทานของหลี่เฉินขาดห้วงลงเมื่อเลือดสดๆ สำลักพุ่งออกจากลำคอ ร่างกายของเด็กหนุ่มสั่นเทิ้มด้วยแรงอารมณ์ที่ปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟใต้พิภพ ดวงตาคู่คมแดงก่ำจ้องมองร่างไร้เรี่ยวแรงที่ถูกตรึงด้วยโซ่เหล็กกล้าผสมนิลกาฬ รอยแผลเป็นเหวอะหวะทั่วร่างคือประจักษ์พยานแห่งการทรมานอันยาวนาน แต่นั่นยังไม่สะเทือนใจเท่ากับใบหน้าซีดเซียวที่เขาจดจำได้แม่นยำตั้งแต่เยาวราช
นี่คือประมุขแห่งสำนักพยัคฆ์เมฆา... ผู้อาวุโสผู้เคยยืนหยัดค้ำฟ้า ผู้ซึ่งหลี่เฉินฝังร่างไว้ในความทรงจำท่ามกลางทะเลเพลิงเมื่อห้าปีก่อน!
“เฉินเอ๋อร์... เจ้า... ไม่ควรมาที่นี่...”
เสียงแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผากของผู้อาวุโส ม่านตาของท่านขยายกว้างด้วยความหวาดกลัว ไม่ใช่กลัวความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา แต่เป็นความหวาดกลัวต่อ “กับดัก” ที่กำลังรอต้อนรับพวกเขาทั้งเป็น
ไป๋ฮ่าว ก้าวเข้ามาประคองสหายรักที่ทรุดฮวบลงกับพื้น มือข้างหนึ่งกุมด้ามกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่องนิ้วขาวซีด สายตาดุดันกราดมองไปรอบคอบทห้องใต้ดินอับชื้นแห่งสำนักพันธมิตรที่ควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดในยุทธภพ บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว กลิ่นอับชื้นคละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือดเก่าและกลิ่นอายอันชั่วร้ายของวิชามารที่หลบซ่อนอยู่
“สหายรัก ตั้งสติไว้!” ไป๋ฮ่าวกล่าวเสียงต่ำ น้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น “ที่นี่คือเขตปกครองของสำนักพันธมิตร เหตุใดอาจารย์ของเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้... และที่สำคัญที่สุด พวกมันรู้ได้อย่างไรว่าเราจะมา?”
คำถามของไป๋ฮ้าวดังดั่งค้อนเหล็กทุบลงกลางใจหลี่เฉิน สติที่เกือบหลุดลอยกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ความโกรธแค้นแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาในชั่วพริบตา เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่น A่า แม้กล้ามเนื้อทุกมัดจะตึงเครียดและเจ็บปวดจากศึกคราวก่อน
ใช่แล้ว... สำนักพันธมิตรแห่งนี้คือศูนย์รวมของเหล่าผู้กล้าผู้ผดุงคุณธรรม พวกเขาเดินทางมาขอความช่วยเหลือเพื่อเตรียมรับมือกับจอมมารอัคคีโลกันตร์ แต่ทว่า เบื้องหลังฉากหน้าที่ยิ่งใหญ่และธงคุณธรรมที่โบกสะบัด กลับซ่อนความโสมมบางอย่างไว้
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์ทางเดินมืดมิดเบื้องบน ตามมาด้วยเสียงปรบมือช้าๆ ที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“แปะ... แปะ... แปะ... ช่างเป็นภาพศิษย์อาจารย์พบกันที่น่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก ข้าเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาแล้วจริงๆ”
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นความมืดออกมาทีละน้อย ร่างนั้นสวมชุดคลุมยาวสีเทาเข้ม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเย็นชา ดวงตาเรียวรีคมกริบราวกับสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ เขาคือ “เฟยเทียน” หนึ่งในผู้อาวุโสระดับสูงผู้ทรงเกียรติแห่งสำนักพันธมิตร ผู้ซึ่งคอยต้อนรับพวกเขากลุ่มแรกด้วยรอยยิ้มไมตรี
หลี่เฉินหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกจากร่าง “เป็นท่าน... ผู้อาวุโสเฟยเทียน?”
“แปลกใจมากหรือ หลี่เฉิน?” เฟยเทียนหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและบาดหู “เจ้าคิดว่าสำนักพันธมิตรแห่งนี้คุมขังนักโทษระดับนี้ได้โดยที่ไม่มีใครรู้เห็นอย่างนั้นหรือ? โง่เขลานัก! ในยุทธภพนี้ มีเพียงผลประโยชน์และความอยู่รอดเท่านั้นที่เป็นสัจธรรม”
ไป๋ฮ่าวชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่ง แสงประกายสีฟ้าอมเขียวสะท้อนกับคบเพลิงส่องสว่างวาบ “ท่านขายวิญญาณให้พรรคมารตั้งแต่เมื่อไหร่? สหายร่วมสำนักนับร้อยชีวิตที่ตายไปในคืนนั้น... หรือว่าท่านก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย!”
เฟยเทียนไม่ตอบคำถาม รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกว้างขึ้น สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของประมุขพยัคฆ์เมฆาที่ถูกล่ามโซ่ด้วยความสมเพชเวทนา
“เกี่ยวพันหรือ? หึ... เจ้าเด็กน้อย ไป๋ฮ่าว ตระกูลไป๋ของเจ้าใหญ่โตคับฟ้าคงไม่เข้าใจหรอกว่า การจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยุทธภพได้นั้น ต้องแลกมาด้วยอะไร สำนักพยัคฆ์เมฆาของพวกเจ้ามันหัวโบราณ ยึดมั่นในวิถีทางที่ล้าสมัย สมควรถูกกวาดล้างให้สิ้นซากตั้งแต่แรกแล้ว”
ผู้อาวุโสเฟยเทียนกวาดสายตากลับมาที่หลี่เฉิน “แต่ก็นับว่าสวรรค์ยังมีตา ส่งเจ้าลูกหมาหลงทางมาให้ข้าถึงที่ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการเดินทางมาขอความช่วยเหลือครั้งนี้ จะมีใครยื่นมือมาช่วยพวกเจ้า? น่าขันสิ้นดี พวกมันทั้งหมด... กำลังรอคอยเวลาที่จะสังหารพวกเจ้าเพื่อเอาศีรษะไปบรรณาการแด่จอมมารอัคคีโลกันตร์ต่างหาก!”
สิ้นคำพูดของเฟยเทียน บรรยากาศรอบด้านก็พลันเปลี่ยนไป
แคว่ก! แคว่ก! แคว่ก!
เสียงฉีกขาดของอากาศและเสียงฝีเท้าจำนวนนับไม่ถ้วนดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง เงาดำนับสิบร่างสวมชุดนักฆ่าสีดำสนิทและสวมหน้ากากรูปอสูรปรากฏกายขึ้นบนผนังและทางเข้าออก พวกมันถืออาวุธอาบยาพิษครบมือ ปิดตายเส้นทางหนีทั้งหมดอย่างแนบเนียน
หลี่เฉินกวาดสายตามองเหล่ามือสังหารที่รายล้อม หัวใจเต้นระส่ำด้วยความเดือดดาล พลังลมปราณภายในร่างกายเริ่มโคจรอย่างบ้าคลั่งจนเสื้อผ้าสะบัดพริ้ว หมัดทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เสียงกระดูกลั่นกรอบดังก้องในความเงียบ
เขาถูกหักหลัง... อีกครั้ง!
สถานที่ที่เขาเชื่อมั่นว่าจะใช้เป็นฐานที่มั่นในการแก้แค้น กลับกลายเป็นหลุมศพที่ถูกขุดรอไว้แล้วสำหรับพวกเขา สหายและอาจารย์ผู้เป็นที่รักกำลังตกอยู่ในปากเหวลึก
ไป๋ฮ่าวขยับกายเข้ามายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับหลี่เฉิน ใบหน้าของคุณชายตระกูลใหญ่ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มหยันที่มุมปาก “ดูท่าทางวันนี้ พวกเราคงต้องเหนื่อยหน่อยแล้วล่ะนะ สหาย”
“ข้าไม่เคยกลัวความเหนื่อย” หลี่เฉินกล่าวเสียงลอดไรฟัน ดวงตาดำสนิทสะท้อนภาพเปลวเพลิงจากคบเพลิงที่ลุกโชน “ข้าแค้นใจ... ที่พวกมันเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของสำนักเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า!”
เฟยเทียนยิ้มเยาะ ยกมือขึ้นโบกเบาๆ เป็นสัญญาณสั่งการ “ฆ่าพวกมันเสีย เอาศพไปแขวนไว้ที่ประตูสำนัก เพื่อให้พวกที่เหลือได้เห็นจุดจบของผู้ที่กล้าต่อต้านกระแสธารแห่งยุคสมัย!”
เหล่ามือสังหารพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกันราวกับฝูงหมาป่ากระหายเลือด ประกายอาวุธนับสิบพุ่งเข้าหาหลี่เฉินและไป๋ฮ่าวในพริบตา!
ทว่า ในเสี้ยววินาทีก่อนที่คมดาบเล่มแรกจะถึงตัว หลี่เฉินกลับไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว สายตาของเขาไม่ได้มองเหล่ามือสังหารที่พุ่งเข้ามา แต่กลับจ้องมองทะลุผ่านร่างของเฟยเทียนไปยังความมืดมิดเบื้องหลัง
ที่มุมอับสายตา... เงาร่างหนึ่งที่ควรจะบาดเจ็บปางตายและหมดสติไปแล้ว กลับค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
ดวงตาของประมุขสำนักพยัคฆ์เมฆาไม่ได้ขุ่นมัวและไร้เรี่ยวแรงอีกต่อไป ตรงกันข้าม... มันกลับเปล่งประกายแสงสีแดงฉานน่าสะพรึงกลัวอย่างประหลาด!
ริมฝีปากที่แห้งผากของอาจารย์ไม่ได้เอ่ยคำเตือนอีกต่อไป แต่กลับยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่หลี่เฉินไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต และมันคล้ายคลึงกับรอยยิ้มของจอมมารอัคคีโลกันตร์ไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของลูกผู้ชายคนนี้ด้วยกันนะครับ
*พยัคฆ์ขาวคำราม*
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 12
เงาทมิฬแห่งสำนักพยัคฆ์เมฆา
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!