"พี่รอง...!"
หลี่เฉินอุทานออกมาสุดเสียง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ โลหิตสีแดงฉานยังคงหยดติ๋งลงจากคมกระบี่ที่ทะลวงผ่านแผ่นอกของบุรุษผู้มีศักดิ์เป็นพี่ร่วมสาบาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนไปกับสายลมเค็มของเมืองท่าแห่งนี้ ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะราวกับเวลาหยุดเดิน
เบื้องหน้าของเขาคือร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของ 'จ้าวซาน' สหายผู้ร่วมเป็นร่วมตายมาตลอดเส้นทางสายยุทธภพ ดวงตาของจ้าวซานเบิกกว้างริมฝีปากขยับคล้ายอยากกล่าวสิ่งใด แต่มีเพียงลิ่มเลือดที่ทะลักออกมาแทนคำพูด มือหยาบกร้านเอื้อมมาคว้าจับข้อแขนของหลี่เฉินไว้แน่น แรงบีบนั้นสั่นเทาแต่เต็มไปด้วยความห่วงใยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่มือข้างนั้นจะทิ้งดิ่งลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
*ตุบ*
ร่างของจ้าวซานทรุดฮวบลงสู่พื้นท่ามกลางคราบเขม่าควันจากการต่อสู้เมื่อครู่ รอบด้านเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของโรงเตี๊ยมริมน้ำ ท่าเรือที่เคยคึกคักบัดนี้เหลือเพียงความเวิ้งว้างและสายตาหวาดผวาของผู้คนที่แอบมองอยู่ห่างๆ
"ไอ้สารเลวเอ๊ย...!" หลี่เฉินคำรามต่ำในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่พุ่งจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว กำปั้นทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้า
เนื้อผิวจนโลหิตซึมไหล เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ
ผู้ที่ลงมือไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น 'ถังเทียน' ผู้อาวุโสแห่งสำนักตรวจสอบกฎเกณฑ์ ผู้ซึ่งอ้างตัวว่าผดุงความยุติธรรมค้ำจุนยุทธภพ ทว่ายามนี้กลับชักกระบี่อาบเลือดกลับเข้าฝักด้วยใบหน้าเรียบเฉยอย่างไร้ความรู้สึกผิด
"หลี่เฉิน เจ้าอย่าได้โง่เขลา" ถังเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา สายตากวาดมองร่างไร้ลมหายใจด้วยความดูแคลน "จ้าวซานผู้นี้ลักลอบติดต่อกับพรรคมารอัคคีโลกันตร์ มีความผิดสถานหนัก สมควรตายตามกฎยุทธภพ ข้าเพียงแค่ผดุงความถูกต้องตามหน้าที่เท่านั้น เจ้าในฐานะสหาย หากยังดึงดันปกป้องคนทรยศ เกรงว่า... เจ้าเองก็คงต้องรับโทษทัณฑ์เดียวกัน"
"ความถูกต้องงั้นรึ?" หลี่เฉินเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่ถูกต้อนจนมุม รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างน่ากลัว "ความถูกต้องของพวกท่าน คือการแทงข้างหลังสหายของข้า คือการใช้อำนาจกดขี่ผู้บริสุทธิ์เช่นนั้นหรือ! หากนี่คือความยุติธรรมของพวกท่าน ข้า... หลี่เฉิน ขอเหยียบย่ำมันให้แหลกคามือ!"
สิ้นเสียงคำราม ร่างของหลี่เฉินก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง เคล็ดวิชา 'หมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้า' ถูกปลดปล่อยออกมาจนถึงขีดสุด ลมหมุนปราณสีครามพวยพุ่งรอบหมัดทั้งสองข้าง อุณหภูมิรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นร้อนระอุราวกับเตาหลอม การต่อสู้ในเมืองท่าสงบลงแล้ว แต่ไฟแค้นในใจของเด็กหนุ่มเพิ่งจะเริ่มต้นลุกโชน
"อวดดี!" ถังเทียนแค่นเสียงฮึดฮัด ชักกระบี่ออกมารับมืออย่างไม่ประมาท
*เคร้ง! ตู้ม!*
คลื่นกระแทกจากการปะทะระหว่างหมัดและกระบี่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง เสาไม้ของท่าเรือหักโค่น น้ำทะเลสาดกระเซ็นขึ้นสู่ท้องฟ้า หลี่เฉินในยามนี้ไม่ได้ต่อสู้ด้วยกระบวนท่าที่สวยงามอีกต่อไป เขาสู้ด้วยสัญชาตญาณ ด้วยความเดือดดาล และด้วยวิญญาณที่แหลกสลาย หมัดแล้วหมัดเล่ากระหน่ำซัดออกไปราวกับพายุคลั่ง ไม่สนว่าร่างตนเองจะได้รับบาดเจ็บจากการสะท้อนกลับของลมปราณฝ่ายตรงข้ามหรือไม่
ไป๋ฮ่าวที่เพิ่งจัดการกลุ่มมือสังหารด้านหลังเสร็จสิ้น ทะยานร่างเข้ามาด้วยวิชาตัวเบาพร้อมกระบี่ในมือเพื่อช่วยเหลือ แต่เมื่อเห็นสภาพของหลี่เฉิน ดวงตาของคุณชายตระกูลไป๋ก็ฉายแววตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้หลี่เฉินจมดิ่งอยู่กับความแค้นถึงเพียงนี้ ธาตุไฟย่อมเข้าแทรกจนเอาชีวิตไม่รอดเป็นแน่
"หลี่เฉิน! ตั้งสติก่อน!" ไป๋ฮ่าวตะโกนก้อง พร้อมกับใช้กระบี่เบี่ยงทิศทางคมกระบี่ของถังเทียนที่หมายปลิดชีพสหายรักออกไปได้อย่างเฉียดฉิว
"หลีกไปไป๋ฮ่าว! วันนี้ไอ้แก่คนนี้ต้องชดใช้ด้วยชีวิต!" หลี่เฉินคำราม ลมปราณรอบตัวปั่นป่วนจนเส้นผมสีดำสะบัดไหว ใบหน้าอาบด้วยเหงื่อและคราบเขม่า
ถังเทียนถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อยเมื่อพบว่าพลังหมัดของเด็กหนุ่มตรงหน้าเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดท่ามกลางความโกรธเกรี้ยว เขารู้ดีว่าหากสู้ยืดเยื้อต่อไปอาจไม่เป็นผลดี ประกอบกับผู้คนเริ่มมุงดูเหตุการณ์มากขึ้น ถังเทียนจึงสะบัดชายเสื้อ ทิ้งระเบิดควันอำพรางกายพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
"หลี่เฉิน! เจ้าหนีความจริงไม่พ้นหรอ็ก! วันนี้เจ้าสังหารเจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบและประกาศเป็นศัตรูกับชาวยุทธจักร ทั่วหล้าจะไม่มีที่ให้เจ้าซุกหัวนอน!"
สิ้นเสียง ร่างของถังเทียนก็หายลับไปกับสายหมอกยามอัสดง เหลือไว้เพียงความเงียบงันและความสูญเสียที่กรีดลึกลงในหัวใจ
หลี่เฉินทรุดตัวลงคุกเข่าข้างร่างไร้ลมหายใจของจ้าวซาน มือสั่นเทาเอื้อมไปปิดเปลือกตาที่เบิกค้างให้สหายรัก หยาดน้ำลูกผู้ชายไหลรวบลงผสมกับคราบเลือดบนใบหน้า เขาไม่ได้หลั่งน้ำตาฟูมฟาย แต่ความเงียบงันของเขากลับน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ
ไป๋ฮ่าวเดินเข้ามาวางมือลงบนบ่าของสหายเบาๆ บีบมันแน่นเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นและพลังใจ "เขาล่วงลับไปแล้ว... แต่เจายังต้องมีชีวิตอยู่เพื่อทวงความยุติธรรมที่แท้จริง หลี่เฉิน"
หลี่เฉินเงียบไปนานนับเค่อ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาที่เคยมีความลังเลและความอ่อนต่อโลกได้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยว เยือกเย็น และดุดันดั่งพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมขย้ำทุกอุปสรรค ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองท่าอย่างรวดเร็วถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนนี้ นามของเด็กหนุ่มผู้ใช้หมัดสยบผู้ตรวจการและสูญเสียสหายรักถูกขนานนามใหม่ในยุทธภพตั้งแต่วันนั้น... **"พยัคฆ์เดี่ยว"**
หลายวันต่อมา ณ เบื้องหน้าซุ้มประตูหินขนาดใหญ่ยักษ์ที่สลักอักษรทรงพลังว่า 'สำนักใหญ่พรรคกระบี่สวรรค์' สถานที่ซึ่งกุมอำนาจสูงสุดแห่งยุทธจักร หลี่เฉินและไป๋ฮ่าวมายืนหยัดอยู่ ณ จุดนี้
หลี่เฉินเงยหน้าขึ้นมองเบื้องบนด้วยแววตาคมกริบ เป้าหมายของเขาคือการชำระแค้นและค้นหาความจริงเบื้องหลังการล่มสลายของสำนักตนเอง ทว่า ในขณะที่พวกเขาก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่เข้าไป เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยก็ดังขึ้นล้อมรอบตัวพวกเขาไว้ในพริบตา
พร้อมกันนั้น ร่างของชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีทองอร่ามก็ก้าวออกมาจากโถงใหญ่ ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยจิตกดดันมหาศาลที่ทำให้แม้แต่อากาศยังแทบหยุดนิ่ง
"หลี่เฉิน... เจ้ากล้ามากที่รนหาที่ตายถึงถิ่นเรา" ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักใหญ่กล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ ก่อนจะโบกมือเบื้องหลัง ทหารยามถอยร่นเผยให้เห็นร่างของบุคคลที่ถูกล่ามโซ่ตรวนอยู่กลางลานกว้าง
ดวงตาของหลี่เฉินเบิกกว้างขึ้นทันที หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นว่านักโทษผู้ถูกจองจำในสภาพสะินสะอมเลือดและลมหายใจรวยรินผู้นั้น คือ "อาจารย์" ผู้ซึ่งเขาคิดว่าเสียชีวิตไปในเหตุการณ์คืนวันเพลิงผลาญเมื่อหลายปีก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับตัวละครของเราด้วยกันเสมอนะครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 11
รอยร้าวแห่งความยุติธรรม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!