พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 10

ลุยเดี่ยวช่วยตัวประกัน

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"แผนการบุกเดี่ยวครั้งนี้... ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าปากเสือดาวหิมะที่กำลังหิวกระหายเลยนะครับสหาย" เสียงกระซิบแผ่วเบาของไป๋ฮ่าวลอดผ่านไรฟัน ท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่าทึบเบื้องหลังซากปรักหักพังของท่าเรือร้าง กลิ่นคาวเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้งไปกับสายลมยามวิกาล เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือค่ายกลกักขังวิญญาณและค่ายกลโลหิตที่แผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัวออกมาเป็นระลอก สำนักฉลามทมิฬใช้สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งกักตุนสินค้าเถื่อนและคุมขังชาวบ้านผู้บริสุทธิ์นับร้อยชีวิตเพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองกับเจ้าเมืองในยุทธภพ หลี่เฉินไม่ได้หันกลับไปมองสหายรัก ดวงตาคมกริบของเด็กหนุ่มทอประกายดุดันราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่จ้องมองเหยื่อในกรงข้าม เขากำหมัดแน่นจนข้อต่อลั่นกรอบ เสียงกระดูกที่เสียดสีกันบ่งบอกถึงความโกรธแค้นที่สุมอกจนแทบจะแผดเผาร่างกายให้เป็นจุล "ถ้าข้าไม่เดินเข้าปากเสือ... แล้วชาวบ้านเหล่านั้นจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกมันได้อย่างไรเล่าครับไป๋ฮ่าว" หลี่เฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา "เจ้าก็รู้ว่าเด็กและคนแก่เหล่านั้นไม่มีทางทนทรมานอยู่ในคุกใต้ดินแห่งนั้นได้ถึงรุ่งสางแน่" ไป๋ฮ่าวถอนหายใจยาว พลางกระชับด้ามกระบี่วิหคเพลิงในมือมั่น รอยยิ้มบางเบาแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยวปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ข้ารู้... และนั่นคือเหตุผลที่ข้ามายืนอยู่ตรงนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้า ลูกผู้ชายชาติพยัคฆ์ ตายในในสนามรบย่อมมีเกียรติกว่าการก้มหัวให้พวกมารร้าย" ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วพริบตา แต่มันคือความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำพูดใดมาอธิบาย มิตรภาพที่หล่อหลอมผ่านความเป็นความตายหลายต่อหลายครั้ง ทำให้พวกเขาอ่านใจกันได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใดให้มากความ หลี่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก โคจรลมปราณพยัคฆ์ทะยานฟ้าโคจรไปทั่วร่างจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ พลังปราณสีทองจางๆ แผ่ซ่านออกมาจากฝ่ามือที่ห่อหุ้มด้วยผ้าดิบเก่าๆ เขาพยักหน้าให้ไป๋ฮ่าวเป็นสัญญาณก่อนจะพุ่งทะยานออกไปด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด ร่างของเขาราวกับเงาสีดำที่กลืนหายไปกับความมืดมิดอย่างไร้ซุ่มเสียง *ฉับ!* ยามเมื่อทหารยามของสำนักฉลามทมิฬผู้ทำหน้าที่เฝ้าระวังหอคอยสูงหันมา หลี่เฉินก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเสียแล้ว หมัดขวาที่รวบรวมพลังปราณไว้ถึงแปดส่วนซัดเข้าที่ลิ้นปี่ของมันอย่างแม่นยำ ไร้ซึ่งเสียงร้องโหยหวน ร่างของสมุนโฉดทรุดฮวบลงหมดสติทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งสัญญาณเตือนภัย "ทางสะดวก... ตามมาครับ" หลี่เฉินส่งเสียงกระซิบผ่านกระแสจิตไปยังสหายด้านหลัง ไป๋ฮ่าวพุ่งตัวตามติดมาอย่างรวดเรوطราวกับสายลม ทั้งคู่ลัดเลาะผ่านกำแพงหินสูงตระหง่าน หลบหลีกสายตาของชุดลาดตระเวนที่เดินตรวจตราอย่างเข้มงวด จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูเหล็กกล้าหนาหนักที่นำไปสู่คุกใต้ดิน ซึ่งมีมือสังหารระดับฝีมือของสำนักฉลามทมิฬยืนคุมเชิงอยู่ถึงสี่คน "พวกมันเฝ้าแน่นหนากว่าที่คาดไว้นะครับ" ไป๋ฮ่าวหรี่ตาลง วิเคราะห์สถานการณ์อย่างสุขุม "หากบุ่มบ่ามเข้าไป เสียงการต่อสู้จะเรียกกองกำลังหลักของพวกมันมาปิดล้อมทันที" "ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น..." หลี่เฉินยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาเต็มไปด้วยความกระหายในการต่อสู้ "ข้าจะล่อพวกมันเอง ส่วนเจ้า... ใช้กระบี่เปิดทางเข้าไปหาชาวบ้านซะ" ยังไม่ทันที่ไป๋ฮ่าวจะได้ท้วงติง หลี่เฉินก็ระเบิดพลังปราณพยัคฆ์คำรามออกมาเต็มกำลัง ร่างของเด็กหนุ่มพุ่งทะยานเข้าใส่กลุ่มมือสังหารทั้งสี่ราวกับลูกอุกกาบาต หมัดเหล็กกระแทกเข้าใส่แผ่นอกของคนแรกจนกระดูกซี่โครงหักละเอียด เสียงร้องโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหวทำลายความเงียบยามวิกาลทันที "มีผู้บุกรุก! จับตัวมันไว้!" เสียงตะโกนโกลาหลดังขึ้น พร้อมๆ กับคมดาบและหอกนับไม่ถ้วนที่พุ่งเข้าใส่หลี่เฉินจากทุกทิศทาง หลี่เฉินหัวเราะร่าด้วยความฮึกเหิม เขาพลิกตัวหลบคมดาบอย่างหวุดหวิด ก่อนจะวาดหมัดกวาดลานประจันบานเข้าใส่ศัตรูอย่างไม่คิดชีวิต เลือดสดๆ กระเซ็นย้อมผืนดินสีเทา กลิ่นอายการต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะหัวใจที่เต้นระรัว ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ไป๋ฮ่าวอาศัยจังหวะชุลมุนพุ่งผ่านวงล้อมเข้าไปถึงหน้าประตูเหล็กกล้า ปลายกระบี่วิหคเพลิงเปล่งแสงสีแดงฉานตัดผ่านโซ่ตรวนหนาหนักราวกับตัดเต้าหู้ ประตูเหล็กเปิดออกเผยให้เห็นภาพอันน่าเวทนาของชาวบ้านนับร้อยคนที่ถูกล่ามโซ่ไว้อย่างไร้มนุษยธรรม "ทุกท่าน... อย่าเพิ่งส่งเสียงดัง ข้ากับสหายมาช่วยพวกท่านแล้ว รีบตามข้ามาทางนี้ครับ!" ไป๋ฮ่าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่เด็ดเดี่ยว พลางช่วยแก้พันธนาการให้ผู้เฒ่าคนหนึ่ง ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังดำเนินไปตามแผน ทันใดนั้น ท้องฟ้ายามวิกาลกลับถูกย้อมด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน แรงกดดันมหาศาลระดับปรมาจารย์กดทับลงมาจากเบื้องบนจนทุกคนแทบจะทรุดเข่าลงกับพื้น *ตูมมม!* พื้นดินบริเวณลานประจันบานระเบิดออกเป็นหลุมลึก ร่างของเงาดำร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันหนาทึบ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "คิดว่าบุกเข้ามาเล่นสนุกในบ้านของข้า แล้วจะเดินออกไปได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ... เจ้าหนูตระกูลหลี่" หลี่เฉินสะบัดเลือดที่เปื้อนหมัดออก เงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองสุดซึ้ง ร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น 'จอมมารอัคคีโลกันตร์' ศัตรูคู่อฆาตผู้ทำลายล้างสำนักของเขาเมื่อหลายปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของหลี่เฉินกระตุกวูบและหยุดเต้นไปชั่วขณะ ไม่ใช่พลังอันน่ากลัวของจอมมาร... หากแต่เป็นสตรีในชุดคลุมสีดำสนิทที่ถูกลากตัวออกมาจากเงาของจอมมาร นางถูกพันธนาการด้วยโซ่โลหิต ใบหน้าซีดเซียวมีรอยเลือดกรัง แต่ดวงตานั้น... ดวงตาคู่ที่หลี่เฉินจำได้ไม่มีวันลืม เป็นดวงตาของพี่สาวแท้ๆ ของเขาที่หายสาบสูญไปในคืนวันเพลิงผลาญสำนัก! "พี่รอง...!" หลี่เฉินอุทานออกมาสุดเสียง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และส่งกำลังใจให้พยัคฆ์หนุ่มผู้นี้มาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%