พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 9

เมืองท่าการค้าอันธพาล

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
คราบเลือดแห้งกรังบนพื้นไม้กระดานของโรงเตี๊ยมท่าเรือยังคงส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง แม้ว่าเหตุการณ์นองเลือดจะผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม หลี่เฉินนั่งไขว่ห้างอยู่มุมอับสายตา นิ้วมือหนากร้านจากการฝึกปรือหมัดมวยกำลังเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า แต่มั่นคง สายตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มจดจ้องออกไปเบื้องนอก หน้าต่างบานผุพังเผยให้เห็นความวุ่นวายของ "เมืองท่าอวี้ไห่" เมืองการค้าที่เคยรุ่งเรือง บัดนี้กลับถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัว พ่อค้าแม่ขายต่างก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความหวาดผวา เสียงฝีเท้าของกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีดำปักลายฉลามดุดันกำลังเดินตรวจตราอย่างฮึกเหิม นั่นคือสัญลักษณ์ของ "สำนักฉลามทมิฬ" ข้ารับใช้ผู้เรืองอำนาจของพรรคมาร "เจ้าพวกนี้กำชับการเก็บส่วยแน่นหนาขึ้นทุกวัน..." ไป๋ฮ่าวเอ่ยขึ้นเบาๆ พรางจิบชาอุ่นในถ้วยที่บิ่นมุม เขาใช้พัดจีบในมือเคาะเบาๆ ที่ฝ่ามืออีกข้าง ดวงตาเรียวคมกวาดมองสถานการณ์รอบกายอย่างระแวดระวัง แม้บุคลิกจะดูสำอางและรักความสะอาด แต่กระบี่ที่พาดอยู่บนตักของเขากลับส่งประกายเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี "ข้าเพิ่งได้ยินข่าววงในจากเถ้าแก่โรงเตี๊ยมว่า ตั้งแต่ที่พวกมันเข้ามาฮุบกิจการท่าเรือ ราคาสินค้าทุกชนิดก็พุ่งสูงขึ้นสามเท่า คนที่ไม่ยอมจ่าย... มักจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนวันพระจันทร์ดับ" หลี่เฉินแค่นเสียงลอดไรฟัน "หึ พรรคมารยื่นมือเข้ามาแทรกซึมลึกถึงหัวเมืองการค้าทางใต้เช่นนี้ ยุทธภพคงใกล้ถึงคราวล่มสลายแล้วจริงๆ สำนักฉลามทมิฬเป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่คอยหาเศษเนื้อเดนจากเจ้านายใหญ่ของพวกมัน... ข้าล่ะอยากรู้จริงว่า หากหัวหน้าของพวกมันแหลกค่ายลง หมัดของข้าจะยังแข็งแกร่งพอที่จะทะลวงอกพวกมันได้หรือไม่" หมัดของหลี่เฉินกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อครั้งสำนักของเขาถูกเผาทำลายผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ประกายไฟแห่งความแค้นไม่เคยดับมอดลง มีแต่จะโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นทุกคราที่เขาพบเห็นความอยุติธรรม "ใจเย็นก่อนสหาย ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดี" ไป๋ฮ่าววางถ้วยชาลง เสียงกระทบโต๊ะเบาหวิวดั่งขนนก แต่แฝงด้วยความหนักแน่น "พวกเรามาที่นี่เพื่อสืบเบาะแสเส้นทางการลำเลียงอาวุธของพรรคมาร ไม่ใช่มาเพื่อเปิดศึกแตกหักกับลิ่วล้อปลายแถว หากเราบุ่มบ่ามลงมือ ความลับเรื่องที่เราแฝงตัวมาจะรั่วไหล และเหยื่อผู้บริสุทธิ์นับร้อยในเมืองท่าแห่งนี้จะต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย" หลี่เฉินหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์เดือดดาลภายใน สายสัมพันธ์ลูกผู้ชายระหว่างเขากับไป๋ฮ่าวเปรียบเสมือนสมอเรือที่คอยค้ำจุนไม่ให้เขาหลุดลอยไปตามกระแสลมแห่งความแค้น "เจ้าพูดถูก... ข้าจะอดทน แต่ถ้าพวกมันล้ำเส้นเกินไป หมัดของข้าจะไม่ถามไถ่ผู้ใดทั้งสิ้น" ทันใดนั้น บรรยากาศอันอึมครึมเบื้องล่างก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงกรีดร้องแหลมสูงของหญิงชราคนหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงข้าวของแตกกระจายและเสียงหัวเราะเยาะหยันอย่างไร้ความปรานี "ยายแก่! ถึงกำหนดส่งส่วยคุ้มครองความปลอดภัยแล้ว เงินของพวกแกไปซ่อนไว้ที่ไหนวะ!" เสียงตะคอกหยาบคายดังลั่นมาจากตรอกแคบๆ ตรงข้ามโรงเตี๊ยม หลี่เฉินและไป๋ฮ่าวสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ร่างของทั้งสองก็หายวับไปจากโต๊ะราวกับภาพลวงตา วิชาตัวเบาอันล้ำเลิศพาพวกเขากลายเป็นเงาสสายลมพุ่งทะยานลงสู่เบื้องล่างอย่างไร้สุ้มเสียง ณ ตรอกแคบ ร่างของหญิงชราเจ้าของร้านขายสมุนไพรตัวสั่นเทา ล้มทรุดลงไปกองกับพื้น สินค้ากระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สามคนสวมชุดคลุมลายฉลามทมิฬกำลังยืนล้อมรอบนาง หนึ่งในนั้นซึ่งมีรอยแผลเป็นน่าเกลียดพาดผ่านใบหน้า กำลังงืดยกเท้าเตรียมกระทืบลงบนลำตัวของหญิงชราอย่างอำมหิต "หยุดมือ!" น้ำเสียงทรงพลังดั่งอสุนิบาดฟาดลงกลางวงสนทนา แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างของหลี่เฉินจนชายฉกรรจ์ทั้งสามชะงักกึก เท้าที่กำลังจะตกลงไปหยุดค้างกลางอากาศ ชายหน้าแผลเป็นหันขวับมามองด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาเบิกโพงด้วยความฉุนเฉียว "ไอ้หน้าอ่อนที่ไหนวะ มาก้าาสกส้นตีนอะไรด้วย เรื่องของสำนักฉลามทมิฬ สุนัขตัวไหนกล้าสอดรู้สอดเห็น เตรียมตัวเตรียมใจไปนอนโลงได้เลย!" หลี่เฉินไม่ได้กล่าววาจาใดตอบโต้ ดวงตาคมกริบมองร่างที่สั่นเทาของหญิงชราก่อนจะเหลือบมองสินค้าที่พังเสียหาย ความโกรธที่อัดอั้นมานานระเบิดออกในพริบตา เขาก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว พื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุมด้วยพลังลมปราณที่ระเบิดออก *ตูม!* หมัดขวาของหลี่เฉินพุ่งออกไปตรงๆ ไร้ซึ่งลีลาซับซ้อน ทว่าเปี่ยมไปด้วยพละกำลังดุจพยัคฆ์ทะยานลงจากยอดเขา ชายฉกรรจ์คนแรกยังไม่ทันตั้งตัว หมัดนั้นก็กระแทกเข้าที่กลางหน้าอกเต็มแรง เสียงกระดูกซี่โครงหักดังสนั่นหวั่นไหว ร่างหนากว่าร้อยชั่งปลิวละลิ่วลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงอิฐด้านหลังจนพังทลาย เลือดสดๆ พร่าพ่นออกมาจากปากก่อนจะสลบเหมือดคาที่ สมุนอีกสองคนหน้าถอดสีด้วยความตกใจกลัว พวกมันไม่เคยพบเจอผู้ใดกล้าลงมือกับคนของสำนักฉลามทมิฬอย่างเด็ดขาดเช่นนี้มาก่อน "ไอ้... ไอ้สารเลว! มึงกล้าท้าทายท่านประมุขเขตหรือวะ รุมมัน!" ชายฉกรรจ์ทั้งสองชักดาบยาวออกจากฝัก พุ่งเข้าใส่หลี่เฉินพร้อมกันด้วยความเหี้ยมเกรียม ประกายดาบสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นประกายวาบวับ มุ่งเป้าปลิดชีพในดาบเดียว ไป๋ฮ่าวที่ยืนกอดอกดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ เพียงแค่สะบัดพัดในมือเบาๆ ร่างของเขาก็พุ่งผ่านหน้าหลี่เฉินไปราวกับสายหมอกบางเบา เสียงกระบี่กระทบดาบดังขึ้น *เคร้ง!* ประกายไฟพวยพุ่ง ไป๋ฮ่าวใช้สันกระบี่กระแทกเข้าที่จุดชีพจรข้อมือของสมุนทั้งสองอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ดาบในมือของพวกมันหลุดร่วงลงพื้นพร้อมกับเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่พวกมันจะทันได้ตั้งตัว ไป๋ฮ่าวก็ใช้ด้ามพัดจี้สกัดจุดที่ชายโครง ทำให้ร่างทั้งสองทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย "วะ... พวกแกเป็นใครกันแน่..." ชายหน้าแผลเป็นที่บาดเจ็บสาหัสพยายามตะเกียกตะกายเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวาดกลัว สัมผัสได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ หลี่เฉินเดินเข้าไปช้าๆ เงาของเขาทาบทับร่างของอันธพาลผู้นั้นจนมิด เขาย่อตัวลงใช้มือกระชากคอเสื้อของมันขึ้นมาจนใบหน้าลอยเหนือพื้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาด้วยความเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก "กลับไปบอกนายของพวกแก... ว่าพยัคฆ์แห่งแดนใต้มาเยือนแล้ว และบัญชีเลือดที่พวกแกติดค้างไว้กับชาวเมือง... ถึงเวลาต้องชำระทีละคน" เขวี้ยงร่างนั้นทิ้งราวกับสิ่งของไร้ค่า ก่อนจะหันไปประคองหญิงชราให้ลุกขึ้นยืนด้วยความนุ่มนวล พร้อมกับหยิบเศษเงินตำลึงทองหลายกําวางใส่มือของนางเพื่อชดเชยความเสียหาย หญิงชราน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้ง ก้มศีรษะขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่า ในขณะที่เหตุการณ์กำลังจะสงบลง เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากมุมมืดของตรอก *แปะ... แปะ... แปะ...* "ฝีมือไม่เลว... กล้าหาญชาญชัยจนกล้าเหยียบย่ำหน้าสุนัขของเราถึงถิ่น แต่พวกเจ้าคงไม่รู้สินะว่า... สุนัขที่พวกเจ้าเพิ่งสั่งสอนไปเมื่อครู่นี้ เป็นเพียงเศษสวะชั้นต่ำที่รอเวลาถูกเชือดบูชายัญอยู่แล้ว" ร่างของบุรุษชุดคลุมสีทองอร่ามเดินออกมาจากเงาอับ ชายผู้นั้นมีใบหน้าซีดเซียวดั่งคนตาย แต่รอยยิ้มกลับเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น แววตาของเขาคมกริบราวนกอินทรีที่กำลังจ้องมองเหยื่อในกรงขัง ที่สำคัญ... บนหน้าอกเสื้อของเขาปักสัญลักษณ์ "ฉลามทองคำเก้าเศียร" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้บัญชาการสูงสุดประจำเมืองท่าแห่งนี้ และที่ด้านหลังของเขามีร่างของมือสังหารฝีมือฉกาจอีกนับสิบชีวิตยืนปิดล้อมเส้นทางหนีทุกด้านไว้หมดแล้ว หลี่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงพลังลมปราณระดับสูงที่แผ่ออกมาจากร่างของชายชุดทองผู้นี้ มันแข็งแกร่งกว่าพวกที่ผ่านมานับสเท่าตัว "ในที่สุดตัวใหญ่ก็โผล่หัวออกมาเสียที..." หลี่เฉินแย้มยิ้มเยาะ มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามหมัดข้างเอวเตรียมพร้อมระเบิดศึก แต่ทว่า... รอยยิ้มบนใบหน้าของชายชุดทองกลับกว้างขึ้น เขากลับหัวเราะร่าออกมาเสียงดังลั่น ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของหลี่เฉินและไป๋ฮ่าวเย็นเฉียบลงในพริบตา "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... การที่พวกเจ้าแฝงตัวเข้ามาในเมืองท่าอวี้ไห่แห่งนี้ เป็นความลับที่พวกเราไม่ล่วงรู้ตั้งแต่ก้าวแรกที่พวกเจ้าเหยียบย่างเข้ามา?" ชายชุดทองแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ยินดีต้อนรับสู่... หลุมพรางมรณะที่ท่านประมุขพรรคมารจัดเตรียมไว้ต้อนรับแขกคนสำคัญเช่นพวกเจ้า... หลานชายคนสุดท้ายของตระกูลหลี่!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับตัวละครทุกท่านด้วยกันเสมอนะครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%