กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นสาบสยบของอสูรกาย แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนทุกครั้งที่มันขยับตัว เสียงคำรามต่ำลึกในลำคอของ "อสูรพฤกษาโลหิต" ดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขามรณะ ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตายที่กำลังเร่งเร้าจังหวะหัวใจของคนทั้งสองให้เต้นระรัว
"หลี่เฉิน! เจ้าถอยไปตั้งหลักก่อน ท่าทางมันกำลังจะรวบรวมลมปราณขั้นสุดท้ายแล้ว!"
เสียงตะโกนของไป๋ฮ่าวแทรกผ่านสายลมที่พัดกรรโชก ใบหน้าของคุณชายตระกูลไป๋ซีดเผือด เม็ดเหงื่อกาฬไหลย้อยลงตามกรอบหน้าคมคาย มือข้างที่ถือกระบี่ประจำกายสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะแรงกดดันจากพลังลมปราณระดับปฐพีขั้นสมบูรณ์ที่แผ่ออกมาจากร่างมหึมาของอสูรร้ายตรงหน้า
กระบี่วิเศษในมือของไป๋ฮ่าวเพิ่งจะฟันเข้าที่ลำตัวของมันจนเกิดรอยแผลฉกรรจ์ แต่ทว่า... บาดแผลเหล่านั้นกลับสมานเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนน่าสะพรึงกลัว รากไม้สีแดงฉานนับร้อยสายกำลังเลื้อยพันกันราวกับมีชีวิต มันสูบฉีดพลังชีวิตจากผืนป่ารอบด้านเข้ามาหล่อเลี้ยงร่างของตนเองอย่างไม่รู้จักหมดสิ้น
ทว่า หลี่เฉินกลับไม่มีทีท่าว่าจะถอยแม้แต่ก้าวเดียว
เด็กหนุ่มยืนหยัดนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าอสูรกายยักษ์ ดวงตาคู่คมจ้องมองตรงไปยังใจกลางแกนพลังงานสีแดงฉานที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่ในอกของมัน ภาพเหตุการณ์ความสูญเสียในอดีต—วันที่สำนักถูกเผาทำลาย เสียงกรีดร้องของผู้อาวุโส และหยาดน้ำตาของเหล่าพี่น้องร่วมสำนัก—ไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิดราวกับภาพฉายซ้ำ ความเจ็บแค้นแผดเผาหัวใจของเขาให้ลุกโชนขึ้นเป็นเปลวเพลิงที่ร้อนแรงยิ่งกว่าอัคคีใดๆ ในยุทธภพ
"ถอยไม่ได้... และไม่มีวันถอยครับ ไป๋ฮ่าว"
หลี่เฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่วรรคคำกลับหนักแน่นราวกับภูผา นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยพิษสงแห่งพลังภายในที่กำลังพลุ่งพล่าน ทั่วทั้งร่างของเด็กหนุ่มปรากฏไอหมอกสีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งขึ้นห้อมล้อมตัวราวกับมังกรเร้นกาย
"ถ้าข้าถอยในวันนี้ ความแค้นของทุกคน... ข้าจะเอาหน้าไปสู้หน้าพวกเขากลับปรโลกได้อย่างไร!"
ทันใดนั้น อสูรพฤกษาโลหิตก็แผดเสียงคำรามลั่นจนแก้วหูแทบแตก มันเงื้อมือขนาดยักษ์ที่หนาแน่นไปด้วยเปลือกไม้และหนามแหลมคมดุจใบมีด หวดลงมาหมายจะบดขยี้ร่างของหลี่เฉินให้แหลกเป็นจุลในพริบตาเดียว แรงลมจากการเหวี่ยงหมัดของมันรุนแรงจนต้นไม้ใหญ่รอบบริเวณหักโค่นลงระเนระนาด
"ระวัง!" ไป๋ฮ่าวอุทานลั่น ร่างเพรียวพุ่งทะยานออกไปด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุดเพื่อหวังจะเข้าช่วยสหายรัก แต่ทว่า... ความเร็วของอสูรร้ายนั้นเหนือกว่าที่คาดคิด ระยะทางห่างเกินกว่าที่ปลายกระบี่จะไปถึงทัน
*ตูมมมม!*
ฝุ่นตลบอบอวล แรงระเบิดจากการโจมตีแผ่ขยายเป็นวงกว้าง พื้นดินยุบตัวลงไปหลายเมตรจนเกิดเป็นหลุมลึก ไป๋ฮ่าวพุ่งไถลไปกับพื้น ฝุ่นผงคละคลุ้งปิดบังทัศนียภาพจนมองไม่เห็นสิ่งใด หัวใจของคุณชายตระกูลไป๋กระตุกวูบ ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง หรือว่าสหายรักของเขาจะ...
"หลี่เฉิน!" ไป๋ฮ่าวตะโกนเรียกสุดเสียง ความหวาดหวั่นเกาะกุมจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่ท่ามกลางความเงียบงันที่ตามมาหลังกลุ่มควันจางลง ปรากฏเงาร่างหนึ่งยืนหยัดอยู่อย่างสง่างาม
หลี่เฉินไม่ได้ถูกบดขยี้... เขายังยืนอยู่ มือข้างขวาของเด็กหนุ่มยกขึ้นต้านรับหมัดขนาดยักษ์ของอสูรพฤกษาโลหิตเอาไว้ได้ด้วยมือเปล่า! แรงกระแทกมหาศาลทำให้พื้นรองเท้าของเขาจมลึกหายเข้าไปในเนื้อดิน แต่ทว่าร่างกายของเขากลับไม่ยอมทรุดลงแม้แต่นصفนิ้วเดียว
อสูรพฤกษาโลหิตเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง มันพยายามจะกดหมัดลงอีก แต่กลับพบว่าพลังของมันเหมือนกำลังปะทะเข้ากับกำแพงเหล็กไร้เทียมทาน
หลี่เฉินเงยหน้าขึ้น ชายหนุ่มส่งยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงจิตสังหารที่บริสุทธิ์และเด็ดเดี่ยว
"เจ้าคิดว่า... พลังเดรัจฉานเช่นนี้ จะสั่นคลอนความมุ่งมั่นของข้าได้งั้นหรือ"
หลี่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกสุดขีด ลมปราณทั่วร่างโคจรย้อนกลับเข้าสู่จุดตันเถียนด้วยความเร็วสูง เสียงคำรามต่ำลึกดังก้องออกมาจากลำคอของเขา ฟังดูคล้ายเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มผู้เป็นเจ้าป่า ไอหมอกสีขาวรอบกายพลเปลี่ยนสภาพเป็นออร่าสีทองสว่างจ้า แผ่พุ่งทะยานเสียดฟ้าจนกลุ่มเมฆหนาทึบบนท้องฟ้าแตกกระจาย
นี่คือเคล็ดวิชาสูงสุดที่เขาเพิ่งบรรลุในวินาทีแห่งความเป็นความตาย—**หมัดพยัคฆ์คำรามขั้นต้น**!
พลังภายในสายหนึ่งอัดแน่นอยู่ที่กำปั้นขวาจนเกิดเสียงลมระเบิดดังเปรี๊ยะๆ อากาศรอบข้างบิดเบี้ยวจากความร้อนระอุของพลังลมปราณที่บริสุทธิ์เกินกว่ามนุษย์จะจินตนาการ
"รับไปซะ... หมัดเดียวทะลวงฟ้า!"
หลี่เฉินคำรามก้อง สะบัดหมัดสวนขึ้นไปเบื้องบนอย่างเต็มแรง
*เปรี้ยงงงงงง!*
หมัดของเด็กหนุ่มปะทะเข้ากับใจกลางร่างของอสูรพฤกษาโลหิตอย่างจัง เวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่คลื่นกระแทกรูปหัวเสือคำรามจะทะลุทะลวงทะยานทะลวงร่างของอสูรยักษ์ออกไปทางด้านหลังอย่างหมดจด
ร่างขนาดยักษ์ของอสูรพฤกษาโลหิตแข็งค้าง ดวงตาสสีแดงฉานเบิกค้างด้วยความตื่นตระหนก รอยร้าวสีทองนับพันสายแผ่ขยายไปทั่วร่างของมันในชั่วพริบตา ก่อนที่ร่างนั้นจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีเขียวปนแดงโปรยปรายลงมาดั่งสายฝน ราวกับไม่มีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรก
ไป๋ฮ่าวยืนอึ้งค้าง อ้าปากค้างจนพูดไม่ออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเหนือความคาดหมายยิ่งกว่าตำนานบทใดในยุทธภพ หลี่เฉินในยามนี้ยืนหอบหายใจถี่กระชั้น หยาดเหงื่อผสมกับคราบเลือดไหลอาบใบหน้าคมคาย แต่แผ่นหลังนั้นกลับดูยิ่งใหญ่และองอาจเสียยิ่งกว่าภูผาทั้งปวง
ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังสงบลง และความตายของอสูรร้ายควรจะนำมาซึ่งความโล่งอก เสียงฝีเท้าปริศนากลับดังขึ้นแว่วๆ จากความมืดมิดของผืนป่าเบื้องลึก
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นสามครั้ง พร้อมกับเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากเงินลายพยัคฆ์เขี้ยวดาบ ก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกอย่างเชื่องช้า กลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวของบุคคลผู้นี้... รุนแรงและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอสูรพฤกษาโลหิตที่เพิ่งถูกกำจัดไปเมื่อครู่เสียอีก!
"ไม่เลว... สมกับที่เป็นทายาทคนสุดท้ายของสำนักหมัดพยัคฆ์..." บุคคลปริศนาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เย็นยะเยือกจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "แต่การแสดงงิ้วฉากแรกของเจ้า... มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง, หลี่เฉิน"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับตัวละครทุกท่านด้วยกันเสมอนะครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์•ตอนที่ 8
หมัดเดียวทะลวงฟ้า
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า: หมัดสยบโลกันตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!